Chapter 3 แม่ชีอะไรนมใหญ่เบอร์นั้น
Chapter 3
แม่ชีอะไรนมใหญ่เบอร์นั้น
ช่วงบ่ายของวันหนึ่ง หลังจากเรียนวิชามานุษยวิทยาเบื้องต้นเสร็จ ฉันกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัยเพียงคนเดียวเพื่อหาข้อมูลมาทำรายงานส่งอาจารย์ เพื่อนทั้งสองติดธุระจึงไม่ได้มาด้วยในวันนี้
แต่ระหว่างทางก็ต้องชะงักเมื่อเห็น ‘พี่เวกัส’ อีกครั้ง ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้เราเจอกันบ่อยแปลกๆนะ ว่าไหม?
พี่เวกัสกำลังยืนพิงรั้วข้างอาคาร ดูเหมือนกำลังรอใครสักคน แต่สิ่งที่สะดุดตาคือรอยช้ำจางๆ บริเวณมุมปากของเขา เขาเป็นอะไร? ฉันคิดกับตัวเองในใจ แล้วทำไมจะต้องรู้สึกกังวลแทนด้วยล่ะ?
“…เกิดอะไรขึ้น?”
ฉันพึมพำกับตัวเอง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ขาเรียวเล็กก้าวเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าเขา ร่างกายมันตอบสนองไปเองโดยธรรมชาติ ฉันไม่ได้สั่งให้ตัวเองเดินมาอยู่ตรงหน้าเขานะ แต่ขามันมาเอง
“อ่า เอ่อ พี่เวกัสเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
พี่เวกัสเหลือบตามองฉันเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองตาหลุบต่ำลงพื้นเหมือนเดิม เขาดูไม่ค่อยอยากจะคุยกับฉันสักเท่าไหร่
“เปล่า”
“ปาก…ไปโดนอะไรมาเหรอคะ?”
พี่เขาชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนไม่คิดว่าฉันจะถาม ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“เรื่องของฉัน”
คำตอบนั้นทำให้ฉันเม้มปากแน่น รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยุ่งเรื่องของคนอื่นมากเกินไป ไอ้เราก็แค่เป็นห่วง ทำไมต้องทำตัวเย็นชาขนาดนี้ด้วยนะ
“ขอโทษค่ะ…แค่เห็นแล้วอดถามไม่ได้”
เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดออกมาโดยที่สายตายังมองไปข้างหน้า
“เธอนี่แปลกคน”
“หืม?”
“ทั้งที่ชอบทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็ยังชอบจุ้นเรื่องชาวบ้าน”
เอ๊ะ นี่เขาหาว่าฉันเสือกรึเปล่านะ
“ยัยเฉิ่มเอ๊ย จะไปไหนก็ไปได้แล้ว ไม่ต้องมายุ่งเรื่องคนอื่น”
พี่เวกัสพูดโดยที่ไม่มองหน้าฉันก่อนที่จะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ของตัวเองออกไปจากตรงนี้
ส่วนฉันได้ยืนอ้าปากพะงาบๆ อยากจะยกมือขึ้นเอาเล็บตะกุยหน้าชะมัดเลย สมแล้วกับฉายาที่วาวารูมเมทของฉันตั้งให้
เวกัสจอมมารร้าย
ปากร้ายจริงๆ ขอถอนคำพูดที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ใจร้ายตามที่คนอื่นว่า
คนอะไรก็ไม่รู้ปากร้าย ใจร้าย นี่มันจอมมารร้ายชัดๆ!
แต่ถึงยังไง เห็นรอยช้ำที่ปากเขาเข้าอย่างนั้นฉันก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ เฮ้อ เบื่อตัวเองจังที่เป็นคนแสนดี
จากวันนั้นฉันก็ได้บังเอิญเจอพี่เวกัสอยู่บ่อยๆ แม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกัน ทำเพียงเดินผ่านราวกับคนไม่รู้จัก ฉันไปซ้ายเขาเดินขวา ฉันเดินขวาเขาเดินซ้าย
ทำเพียงสวนกันไปมาราวกับคนที่เดินซื้อของอยู่ในตลาด แต่ไม่รู้ทำไม ไอ้เจ้ารอยช้ำบนหน้าพี่เขามันก็กวนใจฉันใช่เล่นเลย
รอยช้ำที่จางหายไป และกลับมาใหม่อยู่เรื่อยๆ
สายตาแข็งกระด้าง ที่บางครั้งเหมือนซ่อนบางอย่างเอาไว้ ความปากร้ายที่ซ่อนความเปราะบาง
ท่าทีเย็นชาของเขา…มันเป็นเกราะกำบังเพื่อซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ข้างในรึเปล่านะ
ทำได้เพียงเฝ้าดูห่างๆเพราะเราสองคนไม่ได้สนิทอะไรกันเลย แม้เดินสวนกันจะเอ่ยปากพูดคุยด้วยเขาก็ยังเดินหนี
แล้วทำไมฉันจะต้องสนใจเขาขนาดนี้นะ
ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่กับตัวเองภายในห้องเรียนขณะที่กำลังเรียนวิชามานุษยวิทยาเบื้องต้น
“กลไกในการจำหน่ายหรือแลกผลผลิต จะกล่าวถึงรูปแบบของการแลกเปลี่ยนสิ่งของ สินค้าและบริการในสังคมประเภทต่าง ๆ และจะวิเคราะห์ถึงผลสะท้อนของการกระทำทางสังคมเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนในแง่ของเครือญาติ การเมืองและความเชื่อ ตลอดจนศึกษาถึงบทบาทของการใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือการใช้เงินตรา...”
อาจารย์นพนภาเป็นอาจารย์ประจำวิชานี้ ยังคงสอนอยู่ที่หน้าห้องเรียน ติณและปลาดาวเองก็นั่งอยู่ใกล้ฉันพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากหาว มันก็น่าง่วงนอนจริงๆนั่นแหละ
“เป็นอะไรไปยัยเฉิ่ม นั่งเหม่ออีกแล้วนะ”
ติณที่นั่งอยู่ด้านข้างฉันหันมามอง มันยกมือขึ้นท้าวคางตัวเอง จ้องมองฉันที่เสมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เปล่าสักหน่อย... ก็แค่คิดอะไรเพลินๆ”
“คิดอะไร?”
“ถามอะไรหน่อย” ฉันละสายตาจากนอกหน้าต่างหันมามองหน้าเพื่อนที่นั่งท้าวคางมองฉันอยู่
“จะถามอะไรล่ะ”
“ถ้าผู้ชายมีรอยช้ำที่หน้าเกือบทุกวัน คือเขาเป็นอะไรเหรอ?”
ฉันถามด้วยความไม่รู้ ติณมีสีหน้าและแววตาแปลกใจ
“อะไร ไปแอบแอบชอบใครอยู่?”
แทนที่จะตอบคำถามฉันกลับคำถามเรื่องอื่น ฉันรีบส่ายหน้าปฏิเสธยกมือขึ้นกลางอกโบกมือไปมา
“เปล่าสักหน่อย แค่สงสัยเฉยๆ ตอบมาสิ”
ฉันเค้นให้ตอบ
“อืม... ก็คงจะเป็นพวกนักเลงหัวไม้มีเรื่องกับชาวบ้านเขาทุกวัน”
ติณตอบออกมา ฉันเองก็พยักหน้าเบาๆมันก็อาจจะจริง พี่เวกัสก็มาทรงนั้นอยู่แล้ว ดูเป็นนักเลงหัวไม้แถมยังเป็นเวกัสจอมมารร้าย จะมีเรื่องกับชาวบ้านชาวช่องก็คงไม่ได้แปลกอะไร
บางทีฉันอาจจะแค่กังวลและเป็นห่วงเขาไปเอง
เอ๊ะ ฉันใช้คำว่าเป็นห่วงเลยงั้นเหรอ นี่ฉันกำลังคิดอะไรกับพี่เขาอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
ทางด้านของเวกัส
“ถ้ากูเป็นมึงกูคงตัดขาดกับพ่อมึงไปแล้ว”
ซีเคพูดขึ้น ขึ้นขณะที่พวกเขากำลังซ่อมเครื่องยนต์กันที่ห้องเวิร์กช็อป เม่น เคนและเบย์แบดเองก็อยู่ด้วย
จู่ๆสถานการณ์ก็ตึงเครียดขึ้นในทันตา
เบย์แบดเพื่อนสนิทที่สุดของเวกัสชะงักมือลงเมื่อได้ยินซีเคพูด
“หมายความว่าไง?” เวกัสหันไปถาม
“เฮ้ยไม่เอาน่าไอ้ซีเค นั่นมันเรื่องครอบครัว
เม่นจับเข้าที่ไหล่ของซีเคเพื่อปรามไม่ให้พูด เพราะเป็นเรื่องที่อ่อนไหว
“กู...เห็นด้วยนะกับไอ้ซีเค” เบย์แบดจอมเย็นชา เจ้าชายน้ำแข็งแห่งมหาวิทยาลัยเอกชนแอชตันเจเคพูดขึ้น
เวกัสไม่ได้ตอบ เขาใช้ผ้าขนหนูเช็ดคราบน้ำมันออกจากมือเงียบๆ
“ไม่เป็นไรกูเข้าใจที่พวกมึงสื่อ กูก็ไม่ได้อยากเป็นอย่างนี้หรอก”
“มีรอยช้ำที่หน้าทุกวัน กูว่ามึงอยู่แต่คอนโดของมหาวิทยาลัยเถอะ ไม่ต้องกลับไปหาพ่อที่บ้านหรอก” เคนเองก็เห็นด้วยกับเพื่อนอีกสองคนแม้ว่าเม่นจะบอกว่านี่มันเป็นเรื่องครอบครัวที่อ่อนไหวก็ตาม
“เออ ช้ำทุกวันแบบนี้สาวไม่มองนะเว้ย หาว่าเป็นนักเลงชอบมีเรื่อง” ซีเคพูดติดตลกเพื่อให้สถานการณ์ดูเบาลงพอรู้ว่าละลาบละล้วงเรื่องครอบครัวของเพื่อน
มือที่กำลังเช็ดน้ำมันชะงักไปเสี้ยววินาทีนึง ก่อนที่เวกัสจะวางผ้าลงและถอนหายใจเบาๆ
“ไร้สาระ” เวกัสทำท่าไม่สนใจ
“กูเห็นนะเว้ย มึงคุยกับยัยเด็กเฉิ่มใส่แว่นที่เรียนอยู่คณะสังคมอ่ะ น้องมันถามมึงว่าหน้าเป็นอะไร”
เม่นว่าอย่างนั้น
“หรือว่าน้องจะชอบมึงวะ” เคนเองก็แปลกใจ
“แล้วมึงอ่ะชอบน้องป่ะ? แต่ยัยมินนี่เฉิ่มจะตาย” ซีเคพูดพร้อมกับเบ้ปาก เขาเองมีโอกาสได้คุยกับมินนี่มากที่สุดก็ตอนที่ไปทริปด้วยกันตอนช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไร
“พวกมึงนี่...ต้องให้กูพูดอีกกี่รอบ ไม่ใช่สเป็คกูเลยแม่ชีแบบนั้น”
“แม่ชีอะไรจะนมใหญ่เบอร์นั้นวะ” แน่นอนว่าคนหื่นอย่างซีเคมองทะลุปุโปร่งไปยันไส้ใน แม้จะหลบซ่อนด้วยเสื้อนักศึกษาตัวหลวมโคร่งก็ตาม
“ไอ้ซีเค ทะลึ่งละมึง!” เวกัสตวาดใส่ซีเค ไม่รู้ทำไมเลือดในกายถึงพุ่งพล่าน เขาไม่ชอบให้ใครพูดถึงยัยเด็กเฉิ่มแบบนั้น
“อะไรมึงวะ ก็ไหนว่าไม่ชอบ...” เม่นเองก็งงยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ
“ไม่ได้ชอบเว้ย ไปๆ แยกย้าย”
เวกัสพูดพร้อมกับโบกมือแล้วเดินจากไป วันนี้เพื่อนพูดไม่เข้าหู
ไม่ใช่ไม่พอใจเรื่องพ่อ แต่ไม่พอใจเรื่องที่พูดถึงนมยัยเฉิ่ม เขายังไม่เคยสังเกตเลย ไอ้ซีเคมันเอาตาไปมองตอนไหนวะ
แล้วสรุป...ใหญ่จริงป่ะวะ? เวรเอ๊ย กูคิดอะไรอยู่เนี่ย
ผมส่ายหัวสลัดความคิดบ้าๆทิ้ง
