บทที่ 3 กลับสู่อ้อมกอดตระกูลหรู
ลมหนาวแห่งเมืองปักกิ่งในยุค 80 พัดโชยมากระทบผิวกายจนสั่นสะท้าน ท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาด้วยรถจักรยานและรถยนต์รุ่นเก่าดูคึกคัก ทว่าสองข้างทางกลับมีสายตาหลายคู่จ้องมองมาที่สามแม่ลูกด้วยความประหลาดใจ หรูเยว่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเปรอะเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน กำลังอุ้มเซี่ยเซียวไว้แนบอก ส่วนมืออีกข้างก็จับจูงมือเล็กๆ ของเซี่ยเซียงเอาไว้แน่น แม้สภาพภายนอกของพวกเธอจะดูราวกับคนที่เพิ่งหนีตายมาจากกองเพลิง ทว่าแผ่นหลังของหรูเยว่กลับตั้งตรงสง่างาม ดวงตาหงส์คู่นั้นทอประกายเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นจนคนที่เผลอสบตาต้องรีบหลบหน้าไปตามๆ กัน
ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นถนน หรูเยว่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากบาดแผลตามร่างกายของเจ้าของร่างเดิม แต่เธอกัดฟันข่มความเจ็บเอาไว้ ท่องไว้ในใจเพียงอย่างเดียวว่าเธอต้องพาเด็กแฝดวัยห้าขวบทั้งสองคนนี้ไปให้ถึงที่ปลอดภัยที่สุด เซี่ยเซียงและเซี่ยเซียวไม่ร้องไห้งอแงออกมาเลยแม้แต่น้อย เด็กน้อยทั้งสองซุกตัวเข้าหาไออุ่นจากผู้เป็นแม่ ราวกับรู้ว่านี่คือที่พึ่งพิงสุดท้ายในชีวิตที่พวกเธอจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้
หลังจากเดินเท้าฝ่าลมหนาวมาได้พักใหญ่ คฤหาสน์หลังงามที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมจีนประยุกต์ผสมผสานกับความทันสมัยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ป้ายไม้สักทองแกะสลักอักษรคำว่า ตระกูลหรู ส่องประกายแวววับท้าทายแสงแดด
บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและบารมีของตระกูลพ่อค้าทองคำอันดับหนึ่งแห่งปักกิ่ง หรูเยว่หยุดยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกผิดบาปและความเสียใจของเจ้าของร่างเดิมตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ หรูเยว่คนเดิมช่างโง่เขลาที่ยอมทิ้งครอบครัวแสนดีเช่นนี้ไปเพื่อผู้ชายที่ไม่ได้รักตนเองเลย
บ่าวชายสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูใหญ่เห็นสตรีแปลกหน้าในสภาพซอมซ่อเดินเข้ามาใกล้ จึงรีบก้าวออกมายกมือขึ้นขวางเอาไว้ด้วยสีหน้าขึงขัง
"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ ที่นี่คือคฤหาสน์ตระกูลหรู ไม่ใช่โรงทานที่จะมาขอข้าวปันน้ำ ไป ไปให้พ้น อย่ามาเกะกะขวางหน้าประตู" บ่าวชายคนหนึ่งเอ่ยปากไล่อย่างไม่ไยดี
หรูเยว่ไม่ได้โกรธเคืองกับการกระทำของบ่าวชาย เธอเข้าใจดีว่าสภาพของตนเองในเวลานี้ไม่ต่างอะไรกับขอทานจรจัด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับบ่าวชายทั้งสองตรงๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบก้องกังวาน
"ลุงหวัง ลุงจาง นี่ฉันเอง หรูเยว่ จำคุณหนูของพวกลุงไม่ได้แล้วหรือ"
บ่าวชายวัยกลางคนทั้งสองชะงักกึก เพ่งมองใบหน้ามอมแมมที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำของสตรีตรงหน้าอย่างละเอียด เมื่อสังเกตเห็นเค้าโครงใบหน้างดงามที่คุ้นเคยและดวงตาหงส์อันเป็นเอกลักษณ์ ดวงตาของบ่าวชายทั้งสองก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงสุดขีด
"คุณ คุณหนู คุณหนูหรูเยว่จริงๆ ด้วย สวรรค์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณหนูถึงมีสภาพเช่นนี้ได้" ลุงหวังละล่ำละลักพูดด้วยความตกใจ รีบเปิดประตูบานใหญ่ออกกว้างต้อนรับนายหญิงตัวน้อยของบ้านที่หายหน้าไปหลายปี
"รีบเข้ามาข้างในก่อนเถิดขอรับ เถ้าแก่กับคุณนายหลินเหนียงพร่ำบ่นคิดถึงคุณหนูอยู่ทุกวี่ทุกวัน หากเห็นคุณหนูกลับมาต้องดีใจมากแน่ๆ"
หรูเยว่พยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปในอาณาบริเวณของคฤหาสน์ตระกูลหรู บรรยากาศภายในร่มรื่นและเงียบสงบ แตกต่างจากขุมนรกตระกูลเซี่ยอย่างสิ้นเชิง เหล่าสาวใช้และบ่าวชายที่กำลังทำหน้าที่ของตนเองต่างพากันหยุดชะงักเมื่อเห็นผู้มาใหม่
เสียงซุบซิบดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่หรูเยว่ไม่สนใจ เธอเดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นห้องพักผ่อนประจำของบิดามารดา
ภายในห้องโถงใหญ่ เถ้าแก่หรูและคุณนายหลินเหนียงกำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าอมทุกข์ แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาล แต่การสูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไปให้กับตระกูลที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อ ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อแม่แหลกสลาย เส้นผมที่เคยดำขลับเริ่มมีสีขาวแซม ริ้วรอยแห่งความตึงเครียดปรากฏชัดบนใบหน้า
"คุณพ่อ คุณแม่"
เสียงเรียกอันสั่นเครือดังขึ้นจากหน้าประตู ทำให้เถ้าแก่หรูและคุณนายหลินเหนียงชะงักมือที่กำลังยกถ้วยชา
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียง ก่อนที่ถ้วยชาในมือของคุณนายหลินเหนียงจะร่วงหล่นลงแตกกระจายบนพื้นหินอ่อน
"เยว่เอ๋อร์ นั่นลูกใช่ไหม เยว่เอ๋อร์ของแม่" คุณนายหลินเหนียงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ น้ำตาแห่งความดีใจพรั่งพรูออกมาอาบสองแก้ม นางวิ่งถลาเข้ามากอดร่างที่บอบช้ำของลูกสาวเอาไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
เถ้าแก่หรูก้าวตามมาติดๆ ดวงตาที่เคยดุดันและเฉียบขาดบัดนี้แดงก่ำไปด้วยน้ำตา เขามองสภาพเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและรอยฟกช้ำบนใบหน้าของลูกสาวด้วยความปวดร้าว หัวใจของคนเป็นพ่อแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
"ใคร ใครมันกล้าทำร้ายลูกสาวของพ่อถึงเพียงนี้ ไอ้สารเลวเซี่ยอวี่มันดูแลลูกของพ่ออย่างไร ถึงปล่อยให้ลูกมีสภาพไม่ต่างจากขอทานเช่นนี้"
หรูเยว่วางเซี่ยเซียวลงบนพื้นอย่างเบามือ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าบิดามารดา โขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้งอย่างหนักแน่นเพื่อเป็นการขอขมา
"คุณพ่อ คุณแม่ ลูกอกตัญญูนัก ลูกตาบอดหลงเชื่อคำคนจนยอมตัดขาดจากครอบครัวที่รักลูกที่สุด ลูกรู้ซึ้งถึงความผิดพลาดของตนเองแล้ว ขอคุณพ่อคุณแม่โปรดอภัยให้ลูกคนนี้ด้วยเถิด"
"โธ่ ลูกแม่ ลุกขึ้นเถอะ อย่าทำเช่นนี้เลย" คุณนายหลินเหนียงรีบประคองลูกสาวให้ลุกขึ้น ลูบไล้ใบหน้าที่บวมช้ำด้วยความทะนุถนอม
"ไม่ว่าลูกจะทำผิดพลาดไปสักกี่ครั้ง ลูกก็ยังเป็นแก้วตาดวงใจของแม่เสมอ บ้านหลังนี้พร้อมต้อนรับลูกกลับมาทุกเมื่อ"
หรูเยว่ลุกขึ้นยืน น้ำตาของเชฟสาวผู้เข้มแข็งไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เธอหันไปจูงมือเด็กหญิงแฝดวัยห้าขวบทั้งสองคนให้ก้าวออกมาข้างหน้า "คุณพ่อ คุณแม่ นี่คือเซี่ยเซียงและเซี่ยเซียว หลานสาวของคุณค่ะ เด็กแฝดอายุ 5 ขวบแล้วแต่ตัวเล็กนิดเดียวเพราะพวกตระกูลเซี่ยมันรังแก ไม่ยอมให้กินข้าวให้อิ่มท้อง"
เถ้าแก่หรูและคุณนายหลินเหนียงก้มลงมองร่างเล็กจ้อยที่ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก ใบหน้ามอมแมมของเด็กทั้งสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว คุณนายหลินเหนียงทนดูไม่ได้
นางดึงหลานสาวทั้งสองเข้ามากอดไว้แน่น ร้องไห้สะเทือนใจกับชะตากรรมที่หลานตัวน้อยต้องเผชิญ
"โธ่ เด็กดี ยายอยู่นี่แล้วไม่ต้องกลัวนะลูก ต่อไปนี้จะไม่มีใครมารังแกพวกหนูได้อีกแล้ว" คุณนายหลินเหนียงปลอบประโลมเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบดินออกจากพวงแก้มตอบของเด็กทั้งสองอย่างเบามือ
เถ้าแก่หรูกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านทะลุขีดจำกัด
"ไอ้พวกตระกูลเซี่ยมันชั่วช้าเกินคน พ่อจะไปฟ้องร้องพวกมัน จะเอาเรื่องพวกมันให้ถึงที่สุด พ่อจะไม่ยอมให้พวกมันลอยนวลเด็ดขาด"
"คุณพ่อใจเย็นก่อนค่ะ" หรูเยว่เอ่ยปราม น้ำเสียงของเธอแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
"การแก้แค้นพวกมันเป็นเรื่องของลูกเอง ลูกจะเป็นคนทวงคืนความยุติธรรม พวกมันแย่งชิงความสุขของพวกเราไป ลูกจะทำให้พวกมันสูญเสียทุกอย่างจนต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตจากเรา"
หรูเยว่สบตากับบิดามารดาอย่างมุ่งมั่น ดวงตาหงส์เปล่งประกายเจิดจ้า
"ลูกจะขอใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มี พลิกฟื้นกิจการของตระกูลหรูให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ลูกจะเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวและดูแลเด็กแฝดทั้งสองคนนี้เอง ส่วนพวกตระกูลเซี่ย ลูกจะทำให้พวกมันรู้ว่า การเป็นศัตรูกับหรูเยว่คนใหม่ คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของพวกมัน"
