5 คืนจันทร์เต็มดวงกับพันธะสัญญาบุปผา
รัตติกาลนี้ช่างแตกต่างจากทุกคืนที่ผ่านมา
ดวงจันทร์กลมโตส่องสว่างเจิดจ้าอยู่กลางนภา แสงสีเงินยวงสาดส่องลงมากระทบผืนป่าของหมู่บ้านหมอกเมฆาจนดูราวกับภาพฝันที่ถูกเคลือบด้วยน้ำแข็ง ทว่าภายใต้ความงดงามที่ชวนหลงใหลนั้น กลับแฝงไปด้วยความเงียบงันที่น่าขนลุก แม้แต่เสียงแมลงกลางคืนที่มักจะกรีดปีกขับขานก็ยังเงียบกริบ ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในป่ากำลังหวาดกลัวต่ออำนาจบางอย่างที่ตื่นขึ้นในคืนเพ็ญ
หลินเย่วซือ นั่งอยู่บนตั่งไม้ไผ่ที่ระเบียงหน้ากระท่อม เบื้องหน้าของนางคือกระด้งไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์และคาโมมายล์ตากแห้ง นางกำลังบรรจงคัดแยกเกสรและกลีบดอกอย่างใจเย็นเพื่อนำมาปรุงเป็น 'ถุงหอม' สูตรพิเศษ
"ลมคืนนี้แรงจริง..." หญิงสาวพึมพำ พลางกระชับเสื้อคลุมตัวนอกให้แน่นขึ้น ลมภูเขาที่พัดมาวูบหนึ่งพาเอากลิ่นอายความเย็นเยียบที่เสียดแทงกระดูกดำเข้ามาด้วย
"โฮก..."
เสียงคำรามต่ำทุ้มดังขึ้นจากข้างกาย เสี่ยวไป๋ หรือลูกพยัคฆ์ขาวที่ปกติจะนอนขี้เกียจอยู่เสมอ บัดนี้กลับลุกขึ้นยืนตระหง่าน ขนสีขาวทั่วร่างพองฟูขึ้นจนดูตัวใหญ่กว่าเดิมเท่าตัว หูของมันลู่ไปด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าครามวาวโรจน์จ้องเขม็งฝ่าความมืดไปยังทิศทางของบ้านไม้ไผ่ข้างเคียง
"เสี่ยวไป๋? เป็นอะไรไป?" เย่วซือวางมือจากงานแล้วเอื้อมไปลูบหัวมันเพื่อปลอบประโลม แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งและการสั่นเทาเล็กน้อยของสัตว์เทพ
เสี่ยวไป๋ไม่ตอบรับสัมผัสของนาง มันยังคงส่งเสียงขู่ในลำคอ 'กลิ่นนี้... กลิ่นของจิตมารและโลหิตที่บ้าคลั่ง มนุษย์ผู้นั้นกำลังจะควบคุมตัวเองไม่ได้'
ทันใดนั้น เสียงระบบที่เงียบหายไปทั้งวันก็ดังแทรกขึ้นมาในหัวของเย่วซือด้วยระดับความดังที่ทำให้นางสะดุ้ง
[ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! แจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉินระดับสีแดง!]
[ตรวจพบคลื่นพลังจิตสังหารที่แปรปรวนอย่างรุนแรงรัศมี 100 เมตร]
[สาเหตุ: 'ลู่เหวินเซียว' เกิดภาวะธาตุไฟเข้าแทรกจากบาดแผลทางวิญญาณ (PTSD) เนื่องจากอิทธิพลของคืนจันทร์เต็มดวง]
[คำเตือน: หากไม่ได้รับการเยียวยาภายใน 1 ชั่วยาม เป้าหมายอาจคุ้มคลั่งจนทำลายตนเองและพื้นที่โดยรอบ!]
"ธาตุไฟเข้าแทรก? ท่านลู่น่ะหรือ?" เย่วซือเบิกตากว้าง หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความตกใจ นางนึกถึงใบหน้าเรียบเฉยที่มักจะแอบเอาของป่ามาวางไว้หน้าบ้านนางเสมอ... คนผู้นั้นกำลังตกอยู่ในอันตราย!
นางไม่รอช้า รีบกวาดสมุนไพรแห้งทั้งหมดลงในถุงผ้าอย่างลวกๆ คว้าตะเกียงน้ำมันและพู่กันหยกวิญญาณติดมือมาด้วย
"เสี่ยวไป๋! เจ้าเฝ้าอาเถาไว้ อย่าให้ใครเข้ามาใกล้กระท่อมเด็ดขาด"
สั่งความจบ ร่างบอบบางก็รวบกระโปรงวิ่งฝ่าลมกรรโชกและม่านหมอกมุ่งหน้าไปยังบ้านข้างๆ ทันที
สภาพบ้านของ ลู่เหวินเซียว ในยามนี้ดูราวกับบ้านผีสิง ประตูหน้าต่างกระพือเปิดปิดตามแรงลมกระแทกกับวงกบเสียงดัง ปัง! ปัง! ชวนขวัญผวา กลิ่นอายสังหารที่เข้มข้นจนแทบมองเห็นเป็นหมอกสีดำลอยอวลอยู่รอบตัวบ้าน
เย่วซือสูดหายใจลึกรวบรวมความกล้า นางผลักประตูไม้ที่แง้มอยู่ให้เปิดออก
"ท่านลู่! ท่านเป็นอะไรรึเปล่า!"
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้นางต้องยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน
ข้าวของภายในบ้านกระจัดกระจาย โต๊ะเก้าอี้ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนด้วยของมีคม ที่กลางห้อง... ร่างสูงใหญ่ของอดีตแม่ทัพกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือทั้งสองข้างกุมศีรษะแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามลำคอและท่อนแขนที่เกร็งจนสั่นระริก เหงื่อกาฬไหลพรากจนเสื้อผ้าป่านสีดำเปียกชุ่มแนบไปกับลำตัว
เขากำลังต่อสู้... ไม่ใช่กับศัตรูที่มองเห็น แต่กับปีศาจร้ายในจิตใจ
ในสายตาของลู่เหวินเซียวเวลานี้ เขาไม่ได้อยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ แต่อยู่กลางสนามรบที่นองไปด้วยเลือด ท้องฟ้าเป็นสีแดงฉาน ซากศพของพี่น้องทหารกองทับถมกันเป็นภูเขา เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังระงมก้องอยู่ในหู
"ท่านแม่ทัพ... ช่วยข้าด้วย..."
"ทำไมท่านถึงรอดมาคนเดียว..."
"คนทรยศ..."
"หุบปาก... หุบปากให้หมด!!" ลู่เหวินเซียวคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด ดวงตาที่เคยคมกริบตอนนี้แดงก่ำและไร้แววของความมีสติ เขาคว้ากระบี่เหล็กกล้าที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมาตวัดไปในอากาศเพื่อฟาดฟันศัตรูที่มองไม่เห็น
เคร้ง! แจกันดินเผาที่มุมห้องแตกกระจาย
"ท่านลู่! ตั้งสติหน่อยเจ้าค่ะ!" เย่วซือตะโกนเรียกสติ นางก้าวเท้าเข้ามาในห้อง แต่แรงกดดันจากจิตสังหารทำให้ก้าวขาแทบไม่ออก
ลู่เหวินเซียวหันขวับมาตามเสียง ดวงตาแดงฉานจ้องมองนางราวกับเห็นศัตรู "อย่าเข้ามา... ข้าจะฆ่าเจ้า! ออกไป!"
เขาพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ปลายกระบี่คมกริบชี้ตรงมาที่ลำคอระหงของเย่วซือ ห่างเพียงไม่ถึงคืบ!
เย่วซือยืนนิ่งไม่ขยับหนี ไม่ใช่เพราะก้าวขาไม่ออก แต่เพราะนางเห็น... นางเห็นหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาที่บ้าคลั่งคู่นั้น ภายใต้ท่าทีดุร้าย มันคือเสียงกรีดร้องของเด็กชายตัวโตที่กำลังหวาดกลัวและโดดเดี่ยวถึงขีดสุด
"ท่านจะไม่ทำร้ายข้า..." เย่วซือเอ่ยเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น นางค่อยๆ ยกมือขึ้น ไม่ได้เพื่อปัดป้อง แต่เพื่อยื่น 'ถุงหอมบุปผา' ออกไปข้างหน้า "มองข้าสิเจ้าคะ... ข้าคือเย่วซือ คนที่ท่านแบ่งไก่ป่าให้ไง"
"เย่ว...ซือ...?"
มือที่ถือกระบี่สั่นระริก ปลายกระบี่ส่ายไปมา ลู่เหวินเซียวพยายามเพ่งมองสตรีตรงหน้า ภาพซ้อนทับของศัตรูค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยใบหน้างดงามที่เปื้อนคราบเขม่าตะเกียงเล็กน้อย แต่ดวงตากลับสุกสกาวและอบอุ่นยิ่งกว่าแสงจันทร์
นางถือวิสาสะก้าวเข้าไปใกล้อีกหนึ่งก้าว ปลายกระบี่จ่อชิดอกเสื้อ แต่นางกลับใช้มือเรียวบางค่อยๆ ดันคมกระบี่นั้นลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อยื่นถุงหอมไปจ่อที่จมูกของเขา
"หายใจเข้าลึกๆ เจ้าค่ะ... ที่นี่ไม่มีสนามรบ มีแต่กลิ่นดอกไม้"
กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของลาเวนเดอร์เข้มข้น ผสมผสานกับความละมุนละไมของคาโมมายล์และกลิ่นอายทิพย์จากระบบ พุ่งเข้าสู่โสตประสาทของลู่เหวินเซียวทันที
วินาทีนั้น เหมือนมีใครเทน้ำทิพย์ชะโลมลงบนกองเพลิงในหัว ภาพเปลวไฟสงครามมอดดับลง เสียงกรีดร้องโหยหวนเงียบหายไป แทนที่ด้วยความเงียบสงบและกลิ่นหอมที่เหมือนกับทุ่งหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ
"อึก..."
ร่างกายที่เกร็งเขม็งมาตลอดชั่วยามเหมือนถูกตัดเส้นเอ็น ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาแทนที่ความบ้าคลั่ง กระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง เคร้ง! ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงมาข้างหน้าเหมือนตึกถล่ม
"ว้าย! ท่านลู่!"
เย่วซือรีบถลาเข้าไปรับร่างหนานั้นไว้ แต่ด้วยขนาดตัวที่ต่างกันเกินไป แรงโน้มถ่วงจึงดึงให้ทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้นไม้ไผ่ โดยมีเย่วซือนั่งพิงเสาเรือน และศีรษะของแม่ทัพหนุ่มซบลงหนุนที่ตักนุ่มของนางพอดิบพอดี
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของชายหนุ่มที่ค่อยๆ ปรับจังหวะจนสม่ำเสมอ มือแกร่งที่หยาบกร้านของเขาที่ยังคงสั่นเทา เอื้อมมาไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว จนกระทั่งสัมผัสโดนมือเล็กๆ ของเย่วซือ เขาก็กุมมันไว้แน่นราวกับคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้สุดท้ายไว้ได้
"อย่า... อย่าไป..." เขาละเมอออกมาเสียงแผ่ว เบาจนแทบไม่ได้ยิน น้ำเสียงนั้นช่างเปราะบางจนคนฟังใจหาย "มันมืด... อย่าทิ้งข้า..."
เย่วซือมองคนที่ซบอยู่บนตักด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสงสาร ทั้งเห็นใจ และ... หวั่นไหว หัวใจดวงน้อยของนางเต้นผิดจังหวะเมื่อเห็นมุมอ่อนแอของบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุด
นางค่อยๆ ใช้นิ้วมืออีกข้างสางผมที่เปียกชื้นเหงื่อของเขาออกจากใบหน้า ปลายนิ้วสัมผัสโดนรอยแผลเป็นที่หางคิ้วอย่างแผ่วเบา
[ติ๊ง! ภารกิจฉุกเฉินสำเร็จ: สงบสติอารมณ์คลุ้มคลั่ง]
[ท่านได้รับ 'ความเชื่อใจ' จากลู่เหวินเซียวระดับสูงสุด]
[รางวัลพิเศษ: ปลดล็อก 'พันธะสัญญาบุปผา' (สามารถมอบดอกไม้แทนใจเพื่อสื่อสารกันได้ทางจิต)]
เย่วซือหยิบ พู่กันหยกวิญญาณ ออกมา นางตวัดพู่กันกลางอากาศ วาดอักขระสีทองจางๆ เป็นรูปร่างดอกบัวสวรรค์ แล้วประทับมันลงบนหน้าผากของชายหนุ่ม
"หลับฝันดีนะเจ้าคะท่านแม่ทัพ... คืนนี้ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านเอง ไม่ต้องกลัวความมืดอีกแล้วนะ"
แสงสีทองซึมซาบเข้าสู่หน้าผาก ลู่เหวินเซียวครางในลำคออย่างสบายตัว คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก ริมฝีปากหยักได้รูปเผยรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราที่ลึกที่สุดและสงบที่สุดในชีวิต
ค่ำคืนนั้นยาวนาน... แต่กลับไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป
แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาจับภาพของสองร่างที่พิงกันอยู่ สตรีร่างเล็กที่นั่งพิงเสาหลับตานิ่งสงบ มือข้างหนึ่งถูกกุมไว้แน่น ส่วนบุรุษร่างใหญ่หนุนตักนางต่างหมอน ลมหายใจอุ่นๆ รินรดผ่านเสื้อผ้าบางเบา เป็นภาพที่งดงามและอบอุ่นจนแม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องอิจฉา
...
เสียงไก่ขันและแสงแดดยามเช้าปลุกให้ลู่เหวินเซียวตื่นขึ้น
เขาลืมตาขึ้นมาช้าๆ ความรู้สึกแรกคือความสดชื่นอย่างประหลาด อาการปวดหัวตุบๆ ที่มักจะเป็นเพื่อนยามเช้าหายไปเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายเบาสบายเหมือนได้เกิดใหม่
เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง สภาพความเสียหายเตือนให้รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แต่ทว่า... เขากลับจำได้ลางๆ ถึงกลิ่นหอม และสัมผัสที่อบอุ่นนุ่มนวล
"เมื่อคืน..."
เขาลุกขึ้นนั่ง แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเสื้อคลุมตัวนอกของสตรีสีฟ้าอ่อนคลุมอยู่ที่ไหล่ของเขา กลิ่นหอมจางๆ ของคาโมมายล์ยังติดอยู่ที่เสื้อ และที่ข้างตัว... มีถุงหอมปักลายดอกไม้ที่ดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย (ฝีมือเย็บปักถักร้อยของนางเอกไม่ค่อยดีนัก) วางอยู่
ความทรงจำไหลย้อนกลับมาฉายชัด... ภาพที่เขาเงื้อกระบี่ใส่นาง ภาพที่นางเดินเข้ามาหาโดยไม่กลัวตาย และภาพที่เขาร้องไห้ซบตักนางอย่างหมดสภาพ
ใบหน้าคมเข้มแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู ร้อนผ่าราวกับคนเป็นไข้
"ข้า... ข้านอนหนุนตักนางทั้งคืนงั้นรึ?!"
เขายกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความอับอายระคนขัดเขิน หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก นี่เขาทำบ้าอะไรลงไป! แม่ทัพผู้เกรียงไกรกลายเป็นลูกแมวขี้อ้อนไปได้อย่างไร!
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่วางทับด้วยก้อนหินอยู่หน้าประตู เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมาอ่าน ลายมือหวัดๆ แต่งดงามเขียนข้อความสั้นๆ ไว้ว่า:
'ท่านลู่ เมื่อคืนท่านแค่ฝันร้ายแล้วเป็นลมไป ข้าเลยถือวิสาสะเอายาหอมมาให้และยืมเสื้อคลุมท่านห่มกันหนาว... เช้านี้ข้าทำข้าวต้มปลาไว้เยอะเกินไป (อีกแล้ว) ถ้าท่านหายดีแล้ว แวะมากินด้วยกันนะเจ้าคะ... ป.ล. เสื้อคลุมท่านตัวใหญ่และอุ่นมาก'
ลู่เหวินเซียวอ่านจบก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความกังวล
"ยัยตัวแสบ... รู้ทันข้าไปเสียทุกเรื่อง"
เขาพับกระดาษแผ่นนั้นเก็บไว้ในอกเสื้อ ตำแหน่งเดียวกับหัวใจ ก่อนจะลุกขึ้นไปล้างหน้า ส่องกระจกดูรอยยิ้มโง่ๆ ของตัวเอง แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านข้างๆ ด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
ดูเหมือนว่า... ชีวิตของเขาต่อจากนี้ คงขาดกลิ่นหอมของดอกไม้และเจ้าของสวนผู้นั้นไม่ได้เสียแล้ว
