6 กลิ่นอายกรุ่นเตาและความนัยที่ไม่ได้เอ่ย
แสงอรุณสีทองทอประกายอ่อนโยนผ่านม่านหมอกสีน้ำนมที่ยังคงอ้อยอิ่งอยู่รอบกระท่อมไม้ท้ายหมู่บ้านอวิ๋นอู้ เสียงนกกระจิบภูเขาขับขานประสานกับเสียงน้ำไหลรินจากลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านข้างบ้าน เป็นท่วงทำนองธรรมชาติที่ปลุกให้ หลินเย่วซือ ลืมตาตื่นขึ้นจากนิทราที่แสนยาวนานและผ่อนคลายที่สุดในรอบหลายปี
นางกระพริบตาถี่ๆ ปรับสายตาให้ชินกับแสงอุ่นที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาหญ้าคาที่นางตั้งใจจะซ่อมแซมวันนี้ ความทรงจำของเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาประดุจน้ำป่าที่พัดพาทุกอย่างกระจุยกระจาย กลิ่นหอมจางๆ ของลาเวนเดอร์ยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว และความรู้สึก 'หนัก' ที่ต้นขา... ร่างหนาที่ซบตักนางเพื่อหนีจากฝันร้ายร้ายกาจนั้นยังชัดเจนจนนางต้องยกมือขึ้นทาบแก้มที่เริ่มร้อนผ่า
"ข้านอนหนุนไหล่เขา... ส่วนเขาซบตักข้า... นี่ข้าทำอะไรลงไปกันนะ"
เย่วซือพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความขัดเขินและความอุ่นใจ นางขยับตัวลุกขึ้น พบว่าความเมื่อยล้าจากการทำงานหนักเมื่อวานหายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับได้รับพลังงานทิพย์บางอย่างหล่อเลี้ยงร่างกายตลอดคืน
"อาเถา..." นางเรียกสาวใช้คนสนิทเสียงแผ่ว พลางลุกขึ้นชำระล้างร่างกายที่อ่างดินเผา แต่นางกลับไม่พบสาวใช้ตัวน้อยในห้องนอน
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูออกมาสู่ระเบียงไม้ไผ่ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามอายุการใช้งาน เย่วซือก็ต้องหยุดชะงัก กลิ่นที่ลอยมาปะทะจมูกในเช้านี้ไม่ใช่กลิ่นโจ๊กจืดๆ ฝีมืออาเถา แต่มันคือกลิ่นหอมของปลาย่างถ่านที่คลุกเคล้าด้วยสมุนไพรป่าอันร้อนแรง และที่โดดเด่นสะดุดใจกว่าสิ่งใดคือ กลิ่นหอมหวานล้ำลึกที่อบอวลไปทั่วบริเวณจนชวนให้จิตใจเบิกบาน
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่าต้นไม้ต้นเล็กที่เคยแห้งเหี่ยวเกือบตายอยู่ข้างระเบียง บัดนี้กลับผลิดอกสีเหลืองทองขนาดจิ๋วเป็นพวงหนาแน่นจนมองแทบไม่เห็นกิ่งก้าน มันส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปไกลราวกับจะประกาศให้ทั้งขุนเขาได้รับรู้ถึงการมาเยือนของมัน
"นี่มัน... ดอกหอมหมื่นลี้นี่นา? ทำไมถึงเบ่งบานกะทันหันเช่นนี้" เย่วซือเดินเข้าไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสกลีบดอกจิ๋วที่นุ่มดุจกำมะหยี่ นางนึกถึงพลังของระบบและพู่กันหยกที่นางใช้ร่ายอักขระปลอบประโลมแม่ทัพลู่เมื่อคืน ดูเหมือนพลังทิพย์ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาจะรั่วไหลลงสู่พื้นดินจนทำให้ดอกไม้ที่รักความสงบชนิดนี้บานสะพรั่งเพื่อต้อนรับรุ่งอรุณใหม่
ทว่าภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏขึ้นในลานหน้าบ้านกลับดึงดูดสายตาของนางมากกว่าความงามของบุปผา
ลู่เหวินเซียว ในชุดผ้าป่านสีดำสนิทที่ถลกแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามแขนแกร่งและรอยแผลเป็นพาดผ่านท่อนแขนที่บ่งบอกถึงประสบการณ์ในสนามรบ เขากำลังนั่งอยู่บนม้านั่งไม้เตี้ยๆ หน้าเตาไฟ ใบหน้าคมคายที่ดูดุดันและเย็นชาในยามปกติ บัดนี้กลับดูสงบนิ่งท่ามกลางควันไฟสีขาวนวล มือหนาที่เคยจับดาบสังหารศัตรูมานับแสน บัดนี้กลับถือพัดสานค่อยๆ พัดโบกให้เปลวไฟสม่ำเสมออย่างใจเย็น
ข้างกายเขามีเจ้า เสี่ยวไป๋ พยัคฆ์ขาวในร่างแมวอ้วนกำลังนอนขดตัวเป็นก้อนกลม จมูกของมันขยับฟุตฟิตตามกลิ่นปลาและกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้อย่างเพลิดเพลิน ดูเหมือนศึกระหว่างสัตว์เทพกับแม่ทัพจะสงบลงชั่วคราวเพราะ 'อาหาร'
"ตื่นแล้วรึ"
เสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้นโดยที่เขาไม่ได้เงยหน้ามอง ราวกับเขารับรู้ถึงการมาของนางได้ด้วยสัญชาตญาณ เย่วซือสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรวบรวมสติ ขยับยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้
"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านลู่ ท่านมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แล้วอาเถาไปไหนเสียแล้วล่ะเจ้าคะ?"
ลู่เหวินเซียววางพัดสานลง เขาเงยหน้ามองนาง แสงแดดยามเช้าตกกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา ทำให้รอยแผลเป็นที่หางคิ้วดูเด่นชัดทว่ากลับดูมีเสน่ห์ลึกลับในสายตาของนาง "อาเถาไปตักน้ำที่ลำธาร... นางบอกว่าเจ้าชอบกินปลา ข้าเลยไปดักมาให้ เห็นว่าสายแล้ว เจ้าควรจะได้กินอะไรที่มัน 'มีเนื้อมีหนัง' และบำรุงกำลังมากกว่าข้าวต้มที่มีแต่ลมน้ำนั่น"
เย่วซือมองปลาตัวเขื่องที่เสียบไม้เรียงราย ผิวของมันเกรียมเหลืองสวยงามและส่งกลิ่นหอมเครื่องป่า "ท่านจับมาเองทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ? ดูท่าทางท่านจะชำนาญเรื่องการดำรงชีวิตในป่ามากทีเดียว"
"ในลำธารท้ายหมู่บ้านมีปลามากพอที่จะเลี้ยงเจ้าไปได้ทั้งปี หากเจ้ารู้วิธีเข้าหาพวกมัน" เขาตอบเสียงเรียบ พลางส่งจานดินเผาที่วางปลาเนื้อขาวนวลนึ่งสมุนไพรให้แก่นาง "กินเสียตอนที่ยังร้อน... เมื่อคืนเจ้าเสียแรงไปมากเพื่อช่วยคนอย่างข้า"
คำพูดนั้นทำให้หน้าของเย่วซือร้อนผ่าขึ้นมาอีกครั้ง นางรับจานมาอย่างเก้อเขิน หลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมา "ขอบพระคุณเจ้าค่ะ... เรื่องเมื่อคืน ข้าทำเพื่อเพื่อนบ้านที่แสนดีคนหนึ่งเท่านั้น ท่านไม่ต้องลำบากถึงขนาดมาทำอาหารให้เราทุกเช้าก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเกรงใจ"
ลู่เหวินเซียวลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาข่มนางได้เสมอในทุกระยะ เขาก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว จนเย่วซือต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นกายสะอาดๆ ของบุรุษผสมกับกลิ่นควันไฟและกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ที่ลอยมาตามลมทำให้หัวใจนางเต้นผิดจังหวะจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
"สำหรับเจ้าอาจจะเป็นแค่การช่วยเพื่อนบ้าน" เขาเอ่ยเสียงต่ำพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่าง "แต่สำหรับข้า... มันคือลมหายใจและความสงบที่ข้าไม่เคยได้รับมาตลอดสิบปี ข้าไม่ชอบติดค้างหนี้ชีวิตใคร โดยเฉพาะกับสตรีตัวเล็กๆ เช่นเจ้า"
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบไปมองหลังคาที่เริ่มเปื่อยยุ่ย "กินเสร็จแล้วก็อยู่แต่ในเรือน อย่าได้ออกไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนที่ไหน วันนี้ข้าจะจัดการ 'ซ่อม' รั้วและหลังคาให้เจ้าเอง จะปล่อยให้ฮูหยินเจ้าของสวนดอกไม้มาปีนป่ายหลังคาเองได้อย่างไร"
ตลอดทั้งช่วงสายของวันนั้น หมู่บ้านหมอกเมฆาที่เคยเงียบสงัดกลับก้องกังวานไปด้วยเสียงตอกไม้และการเลื่อยไม้ไผ่ ลู่เหวินเซียวทำงานราวกับพายุที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เขาถอดเสื้อตัวนอกออกเหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับแผ่นหลังกว้างและลอนกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลังทุกครั้งที่เขาตอกตะปูหรือแบกคานไม้
เย่วซือมองดูเขาทำงานด้วยความรู้สึกตื่นตันและแปลกใจ นางไม่เคยเห็นชายใดในเมืองหลวง โดยเฉพาะสามีเก่าของนางที่จะยอมเสียสละหยาดเหงื่อเพื่อซ่อมแซมกระท่อมผุพังให้ใครเช่นนี้ นางไม่อยากอยู่นิ่งเฉย จึงเดินไปที่ต้นหอมหมื่นลี้ บรรจงเก็บดอกจิ๋วสีทองเหล่านั้นมาล้างน้ำค้างให้สะอาดด้วยมือของนางเอง
กลิ่นหอมหวานของดอกหอมหมื่นลี้เมื่อถูกน้ำสะอาดชะล้างก็ยิ่งทวีความหอมนุ่มนวล นางนำไปอบกับใบชาป่าอย่างประณีต ความร้อนจากน้ำอุ่นดึงเอาวิญญาณของบุปผาออกมาจนน้ำชากลายเป็นสีทองใส
นางยกถาดน้ำชาเดินไปหาชายหนุ่มที่เพิ่งกระโดดลงมาจากหลังคาด้วยท่าทางคล่องแคล่วดุจเสือร้ายที่ฝึกฝนมาอย่างดี
"พักทานน้ำชาก่อนเจ้าค่ะท่านลู่ นี่คือชากลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ที่เพิ่งบานเช้านี้ ข้าตั้งใจชงให้ท่านโดยเฉพาะเพื่อตอบแทนน้ำใจที่ท่านช่วยซ่อมบ้านให้ข้า"
ลู่เหวินเซียวรับถ้วยชาไป มือหนาที่หยาบกร้านและมีรอยถลอกจากการทำงานหนักสัมผัสโดนปลายนิ้วเรียวบางของนางเพียงแผ่วเบา แต่กระแสความอบอุ่นบางอย่างกลับแล่นปราดไปถึงหัวใจของทั้งคู่ เขาหยิบถ้วยขึ้นจิบ กลิ่นหอมหวานล้ำลึกที่อบอวลอยู่ในปากทำให้ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักและการนอนไม่หลับเรื้อรังมลายหายไปสิ้น
"หอมมาก... รสชาติของมันนุ่มนวล เหมือนกลิ่นกายของเจ้า" เขาหลุดปากออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว แววตาคมกริบวูบไหวด้วยความประหม่า ก่อนจะรีบกระแอมไอแก้เขิน "ข้าหมายถึง... เหมือนกลิ่นในเรือนของเจ้าที่มีแต่ดอกไม้"
เย่วซือหน้าแดงระเรื่อจนถึงใบหู "ดอกหอมหมื่นลี้นี้มีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงปอดและทำให้จิตใจเบิกบานเจ้าค่ะ หากท่านชอบ ข้าจะทำถุงหอมจากดอกพวกนี้ให้ท่านพกติดตัวเอาไว้ดีไหมเจ้าคะ? เผื่อว่าเวลาท่านไปป่าลึก กลิ่นของมันจะช่วยคุ้มครองจิตใจท่านไม่ให้ถูกความมืดเข้าครอบงำ"
ลู่เหวินเซียวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ สายตาที่เขามองนางอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่มีใครเคยได้เห็น "ตามใจเจ้า... ข้าจะรับไว้ แต่เรื่องที่เจ้าต้องรับปากข้าคือเรื่องป่าลึก"
เขาหมุนตัวกลับมามองไปยังแนวป่าทึบที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเทา "คืนหลังจากพระจันทร์เต็มดวง ป่านี้จะแปรปรวนที่สุด ดอกไม้ประหลาดจะส่งกลิ่นหอมล่อลวงเพื่อชักนำคนให้หลงเข้าไปในเขตอันตราย เจ้าที่มีพู่กันวิเศษและระบบที่เจ้าเรียกว่าเทพธิดาบุปผานั่น อาจจะอยากเข้าไปค้นหาความลับเพื่อเพิ่มระดับพลัง แต่มันอันตรายเกินไปสำหรับสตรีที่ไร้วรยุทธ์"
เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนหน้าผากแทบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน แววตาของเขาจริงจังและเปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วงที่ปิดไม่มิด "หากเจ้าจะไป... เจ้าต้องรอข้า ห้ามก้าวเท้าเข้าป่าไปเพียงลำพังเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่? สัญญามาเสียเย่วซือ"
"เจ้าค่ะ ข้าสัญญา" เย่วซือตอบเสียงแผ่ว แต่มั่นคงในความรู้สึก
ลู่เหวินเซียวพยักหน้าอย่างพอใจ เขาหันไปลูบหัวเสี่ยวไป๋ที่เดินมาคลอเคลียอย่างเป็นมิตร "เฝ้านางให้ดี ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น... เจ้าคงรู้ว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไรหากนางมีแม้แต่รอยขีดข่วน"
เจ้าเสือขาวส่งเสียง 'ฮึ่ม' ในลำคอ ราวกับจะยืนยันคำมั่นสัญญาด้วยเกียรติของพยัคฆ์เทพ
ในใจของเย่วซือ บัดนี้ไม่ได้มีเพียงภารกิจจากระบบหรือการหนีจากอดีตที่ขมขื่น แต่นางเริ่มรู้สึกถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ประดุจกลิ่นของดอกหอมหมื่นลี้ที่แม้จะจางหายไปตามลมในบางครา แต่ความหอมหวานของมันจะยังคงตราตรึงอยู่ในใจไปอีกนานแสนนาน
"ท่านลู่เจ้าค่ะ" เย่วซือเรียกเขาไว้ก่อนที่เขาจะเดินกลับบ้านพักหลังจากเก็บอุปกรณ์
เขหยุดฝีเท้าแล้วหันมา "มีอะไรอีก?"
"ปลา... อร่อยมากเจ้าค่ะ และขอบคุณมากจริงๆ ที่ช่วยซ่อมบ้านให้ข้า" นางส่งรอยยิ้มที่สว่างไสวและจริงใจที่สุดเท่าที่นางเคยยิ้มมาให้เขา
ลู่เหวินเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามนับร้อยกลับสั่นคลอนเพียงเพราะรอยยิ้มของสตรีคนเดียว เขาเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความขัดเขิน "กินเข้าไปเยอะๆ ล่ะ ตัวเจ้าผอมบางปานกิ่งไม้แห้ง หากลมพัดแรงข้าเกรงว่าเจ้าจะปลิวหายไปเสียก่อน"
พูดจบเขาก็เดินจ้ำอ้าวจากไป ทิ้งให้เย่วซือยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกของการ "ถูกปกป้อง" ที่นางโหยหามาตลอดชีวิต บัดนี้กำลังผลิบานอยู่ในใจประดุจดอกไม้ที่ได้รับน้ำค้างทิพย์ในยามเช้า และดูเหมือนว่าชีวิตสโลไลฟ์ที่เรียบง่ายของนาง กำลังจะมีความหมายมากกว่าการปลูกดอกไม้ไปวันๆ เสียแล้ว
[ติ๊ง! ค่าความสัมพันธ์กับ 'ลู่เหวินเซียว' เพิ่มขึ้นเป็น 'สหายผู้พิทักษ์']
[รางวัล: ปลดล็อกพื้นที่ปลูก 'หอมหมื่นลี้หมื่นปี' - ดอกไม้ที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา]
เกร็ดภาษาดอกไม้ประจำตอน:
ดอกหอมหมื่นลี้ (Osmanthus): หมายถึง "ความสง่างาม ความอมตะ และความมั่งคั่งด้วยเกียรติยศ" ในตำนานกล่าวว่ากลิ่นของมันสามารถส่งไปถึงดวงจันทร์เพื่อเยียวยาจิตวิญญาณที่โดดเดี่ยว เช่นเดียวกับความเอาใจใส่ของลู่เหวินเซียวที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาเยียวยาบาดแผลในใจของเย่วซืออย่างเงียบเชียบและมั่นคง
