บทย่อ
หนึ่งใบหย่าแลกกับอิสระชั่วชีวิต... ในสวนบุปผาเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีความแค้น มีเพียงกลิ่นหอมของดอกไม้ ระบบสุดป่วน และท่านแม่ทัพข้างบ้านที่ชอบแวะมาขอน้ำชาดื่มไม่เว้นวัน
1 ใบหย่าที่รอคอย
ความหนาวเย็นของต้นฤดูเหมันต์มักจะมาเยือนเร็วกว่าที่คิดเสมอ แต่นั่นยังไม่เทียบเท่ากับความหนาวเหน็บที่กัดกินอยู่ภายใน ‘จวนตระกูลเว่ย’ จวนขุนนางขนาดใหญ่ที่ดูโอ่อ่าจากภายนอก ทว่าภายในกลับซ่อนเร้นความเย็นชาที่สามารถแช่แข็งหัวใจคนให้ตายทั้งเป็นได้
หลินเย่วซือ นั่งนิ่งสนิทอยู่หน้ากระจกทองเหลืองที่มีคราบออกไซด์สีเขียวเกาะกุมจนภาพสะท้อนนั้นมัวหม่น นางพินิจใบหน้าของสตรีที่อยู่ในกระจก... สตรีผู้นี้มีรูปโฉมงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีน ผิวพรรณขาวละเอียดทว่าซีดเซียวจนแทบจะเห็นเส้นเลือด ดวงตาคู่สวยที่เคยมีประกายแห่งชีวิตบัดนี้กลับราบเรียบดุจบ่อน้ำลึกที่ไร้การเคลื่อนไหว
นางคือฮูหยินเอกของ ‘เว่ยเฉิง’ รองเสนาบดีกรมพิธีการผู้รุ่งโรจน์ แต่นั่นเป็นเพียงหัวโขนที่ชาวเมืองจิงเฉิงยกย่อง ภายในรั้วจวนแห่งนี้ นางเป็นเพียง ‘สิ่งของประดับเรือน’ ที่เจ้าของบ้านลืมทิ้งไว้ในมุมอับมานานถึงสามปี
“ฮูหยินเจ้าคะ... น้ำล้างหน้าเริ่มเย็นแล้ว ข้าน้อยจะไปเปลี่ยนให้ใหม่นะเจ้าคะ” เสียงแหบพร่าของ อาเถา สาวใช้ตัวน้อยที่ดูซูบผอมไม่แพ้กันดังขึ้นจากด้านหลัง
เย่วซือมองภาพอาเถาในกระจกแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ในโลกที่นางจากมา นางคือนักจัดดอกไม้ที่มีความสุขกับสีสันของบุปผา แต่ในโลกนี้ นางกลับต้องมาติดอยู่ในร่างของสตรีที่หัวใจสลายเพราะชายที่ไม่เคยรักนางเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องหรอกอาเถา น้ำเย็นๆ นี่แหละดี... มันช่วยเตือนข้าว่าชีวิตที่ผ่านมามันช่างเยือกเย็นเพียงใด” เย่วซือเอ่ยเสียงเรียบพลางใช้พู่กันแต้มชาดสีแดงสดลงบนริมฝีปากเบาๆ เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าที่ซีดเซียวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
นางตัดสินใจแล้ว วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่นางจะหายใจทิ้งไปวันๆ ในกรงทองแห่งนี้
“อาเถา เจ้าเก็บข้าวของที่จำเป็นเสร็จหรือยัง? เอาเฉพาะของที่เป็นของข้าจริงๆ อะไรที่เป็นของตระกูลเว่ย... อย่าเอาไปแม้แต่เข็มเล่มเดียว”
อาเถามีสีหน้าตื่นตระหนก มือเล็กๆ สั่นเทาขณะรวบห่อผ้า “ฮูหยิน... ท่านจะทำเช่นนั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ? หากท่านจากไปตอนนี้ ท่านจะไปอยู่ที่ใด? ตระกูลหลินก็คงไม่ต้อนรับสตรีที่หนีออกจากจวนสามีเป็นแน่”
เย่วซือหันไปมองสาวใช้เพียงคนเดียวที่จงรักภักดีต่อนางมาตลอด “ข้าไม่ได้หนีอาเถา ข้ากำลังจะเดินออกไปอย่างสง่างาม... ไปทวงคืนจิตวิญญาณของข้ากลับมา”
การเดินจากเรือนท้ายจวนไปยังโถงใหญ่นั้นเหมือนการเดินผ่านเขาวงกตที่ไร้ทางออก บ่าวไพร่ที่เดินสวนมาต่างพากันก้มหน้ากระซิบกระซาบ บางคนมองนางด้วยสายตาสมเพช บางคนมองด้วยความเหยียดหยาม แต่เย่วซือกลับเชิดหน้าตรง แผ่นหลังที่เคยค่อมลงเพราะความทุกข์บัดนี้กลับเหยียดตรงดูสง่างามจนน่าประหลาดใจ
ที่โถงใหญ่ เว่ยเฉิง กำลังนั่งตรวจฎีกาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด กลิ่นหอมของกำยานราคาแพงลอยตลบอบอวล ใบหน้าคมคายของเขาดูหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่ในสายตาของเย่วซือ ชายผู้นี้กลับดูแห้งแล้งและว่างเปล่าเสียยิ่งกว่ากิ่งไม้ตายซาก
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ หลินเย่วซือ? ข้าสั่งไว้แล้วมิใช่หรือว่าถ้าไม่มีเรื่องด่วน ห้ามมารบกวนข้าที่ห้องโถง” เว่ยเฉิงเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากกระดาษในมือ
“ข้ามีเรื่องด่วนเจ้าค่ะท่านพี่... ด่วนที่สุดในรอบสามปีที่ผ่านมา” เย่วซือเอ่ยน้ำเสียงกังวานใส ไร้ซึ่งความสั่นเครือที่เขาเคยได้ยินเป็นประจำ
เว่ยเฉิงชะงักพู่กันในมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีเบื้องหน้าแล้วขมวดคิ้วแน่น วันนี้นางดูแปลกไป... การแต่งกายที่เรียบง่ายไร้เครื่องประดับทว่ากลับดูโดดเด่นอย่างบอกไม่ถูก
“มีอะไรก็รีบว่ามา ข้าไม่มีเวลามากนัก”
เย่วซือไม่พูดพร่ำทำเพลง นางวางม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างแผ่วเบา “ข้าต้องการหย่าเจ้าค่ะ”
คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงทันที เว่ยเฉิงเบิกตาคว้กว้างก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “หย่า? เจ้าคิดว่าการหย่าเป็นเรื่องล้อเล่นหรืออย่างไร? สตรีที่ถูกหย่าขาดจะเหลืออะไรนอกจากคำประณาม! เจ้าอยากให้พ่อของเจ้าต้องอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าผู้คนหรือ?”
“ท่านพี่... ท่านกับข้าต่างก็รู้ดีว่าการมีอยู่ของข้าที่นี่ก็คือความอับอายที่ไม่มีเสียงอยู่แล้ว” เย่วซือสบตาเขาตรงๆ อย่างไม่เกรงกลัว “ท่านมีคนรักที่เฝ้ารอจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้มิใช่หรือ? การหย่าครั้งนี้ข้าไม่ได้ทำเพื่อข้าเพียงคนเดียว แต่ทำเพื่อคืนทางสว่างให้แก่ท่านด้วย”
เว่ยเฉิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความจริงที่นางพูดออกมาทำให้อารมณ์โกรธของเขาพุ่งพล่านเพราะถูกจี้ใจดำ “เจ้าคิดจะใช้การหย่ามาข่มขู่เรียกรับผลประโยชน์จากข้าสินะ? บอกมาสิว่าเจ้าต้องการเงินเท่าไหร่ หรือต้องการที่ดินผืนไหน?”
เย่วซือยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้เว่ยเฉิงรู้สึกชาวาไปทั้งตัว “เงินทองเหล่านั้นข้าไม่ต้องการแม้แต่สลึงเดียว... ข้าขอเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ท่านไม่เคยต้องการมันเลย”
“อะไร?”
“ที่ดินรกร้างในหมู่บ้านหมอกเมฆา ที่ดินผืนนั้นที่ท่านได้รับพระราชทานมาและถูกปล่อยให้ทิ้งร้างมานับสิบปี ข้าขอเพียงที่นั่น... แลกกับการจากไปของข้าอย่างถาวร”
เว่ยเฉิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ที่ดินผืนนั้นน่ะหรือ? ที่ที่ไม่มีแม้แต่น้ำประปา ดินแข็งกระด้างปลูกอะไรก็ตาย เจ้าจะเอาไปทำไม? หรือว่าเจ้าอยากไปเป็นขอทานที่นั่น?”
“นั่นเป็นเรื่องของข้าเจ้าค่ะ... ท่านจะลงนามหรือไม่?”
ความหยิ่งพยองในใจของเว่ยเฉิงทำให้เขาคว้าพู่กันขึ้นมาทันที เขาตวัดนามของตนลงในใบหย่าด้วยแรงอารมณ์ “ดี! ในเมื่อเจ้าอยากไปตายนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้! แต่อย่าได้คิดจะซัดเซพเนจรกลับมาขอความช่วยเหลือจากข้าเป็นอันขาด เพราะวันนั้นข้าจะไม่แม้แต่จะชายตามอง!”
เย่วซือหยิบใบหย่าขึ้นมาพัดเบาๆ ให้หมึกแห้ง นางพับมันอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต “ขอบพระคุณท่านพี่ที่เมตตา... และขอให้ท่านมีความสุขกับอิสระที่ข้าคืนให้ ลาก่อนเจ้าค่ะ”
นางเดินออกจากโถงใหญ่โดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่เงา ทิ้งให้ขุนนางหนุ่มยืนค้างอยู่อย่างทำตัวไม่ถูก ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจเริ่มกัดกินหัวใจ... เหมือนกับว่าเขาเพิ่งจะสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไป ทั้งที่เขามั่นใจว่าเขาไม่เคยต้องการมันเลย
ทันทีที่เย่วซือเดินพ้นประตูใหญ่ของจวนตระกูลเว่ย แสงแดดที่เคยขุ่นมัวกลับดูเจิดจ้าและอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอากลิ่นอายของอิสระเป็นครั้งแรก
[ติ๊ง! ตรวจพบสภาวะจิตใจที่หลุดพ้นจากพันธนาการ...]
[ระบบเทพธิดาบุปผา : เริ่มต้นการเชื่อมต่อจิตวิญญาณโฮสต์...]
[กำลังโหลดฐานข้อมูลพรรณไม้วิเศษ... 10%... 50%... 100%]
เย่วซือชะงักฝีเท้า นางเห็นหน้าต่างกึ่งโปร่งแสงสีพาสเทลลอยอยู่ตรงหน้า มีไอออนรูปดอกไม้เล็กๆ กะพริบวิบวับอยู่รอบๆ
[ยินดีด้วย โฮสต์หลินเย่วซือ ท่านได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สืบทอดสวนสวรรค์ฮีลใจ]
[เนื่องจากท่านเลือกที่ดินรกร้างเป็นจุดเริ่มต้น ระบบขอรับรองความกล้าหาญของท่าน!]
[ภารกิจเริ่มต้น: ออกเดินทางสู่หมู่บ้านหมอกเมฆาภายใน 24 ชั่วโมง]
[ของขวัญสำหรับผู้เริ่มต้น:]
เมล็ดพันธุ์คาโมมายล์แห่งความหวัง x10 (มีความสามารถในการปรับปรุงคุณภาพดิน)
พู่กันหยกวิญญาณระดับเริ่มต้น (ใช้สำหรับบันทึกภาษาดอกไม้)
ปุ๋ยน้ำค้างทิพย์ (ขวดเล็ก) x1
เย่วซือยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ พู่กันหยกวิญญาณงั้นหรือ? ในโลกก่อนนางใช้กรรไกรตัดกิ่ง แต่ในโลกนี้การใช้พู่กันบันทึกเรื่องราวของดอกไม้ดูจะเป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่ามาก
“ฮูหยิน... ท่านยิ้มอะไรหรือเจ้าคะ? แล้วท่านกำลังมองอะไรว่างเปล่าอยู่ข้างหน้า?” อาเถาถามด้วยความสงสัยขณะประคองห่อผ้าตามมา
“อาเถา... ต่อไปนี้ห้ามเรียกข้าว่าฮูหยินอีก เรียกข้าว่าคุณหนูเย่วซือเหมือนเดิมเถอะ” นางหันไปลูบหัวสาวใช้ตัวน้อย “เรากำลังจะไปสร้างสวรรค์กลางป่าหมอกกัน เจ้าพร้อมจะเหนื่อยไปกับข้าไหม?”
อาเถาแม้จะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่รอยยิ้มของคุณหนูในวันนี้ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าน้อยจะไปทุกที่ที่ท่านไปเจ้าค่ะ!”
ทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก ที่ที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แต่สำหรับหลินเย่วซือ... มันคือแสงอรุณใหม่ที่นางเลือกเองกับมือ
เกร็ดภาษาดอกไม้ประจำตอน:
ดอกคาโมมายล์ (Chamomile): ในภาษาดอกไม้ หมายถึง "ความเข้มแข็งในความยากลำบาก" ยิ่งถูกเหยียบย่ำ ยิ่งส่งกลิ่นหอม ยิ่งอยู่ในดินที่แห้งแล้ง มันยิ่งหยั่งรากลึกเพื่อรอวันเบ่งบาน เปรียบเสมือนหลินเย่วซือที่พร้อมจะเปลี่ยนดินรกร้างให้กลายเป็นสวนสวรรค์ด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยว

