3 กลิ่นหอมแรกแย้มและเพื่อนบ้านหน้ายักษ์
แสงอรุณรุ่งสางแหวกม่านหมอกหนาทึบของหมู่บ้านหมอกเมฆา สาดส่องกระทบหลังคาหญ้าคาที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมอย่างหยาบ ๆ ของกระท่อมไม้ท้ายป่า เสียงนกกระจิบภูเขาร้องรับกันเป็นท่วงทำนองปลุกให้ หลินเย่วซือ ตื่นจากนิทรา
นางขยับตัวลุกขึ้นจากฟางนุ่มที่ปูรองด้วยผ้าฝ้ายผืนเก่า ความรู้สึกปวดเมื่อยจากการเดินทางไกลเมื่อวานทุเลาลงจนแทบไม่เหลือ น่าแปลกใจที่การนอนบนพื้นแข็ง ๆ ในกระท่อมผุพังกลับทำให้นางหลับสนิทได้ดียิ่งกว่าตอนนอนบนเตียงไม้สักแกะสลักในจวนตระกูลเว่ยเสียอีก
“เมี๊ยว...”
เสียงร้องทุ้มต่ำดังขึ้นจากข้างกาย เย่วซือก้มลงมองก็พบก้อนขนสีขาวกำลังเอาหัวถูไถแขนของนาง เจ้า เสี่ยวไป๋ หรือลูกพยัคฆ์ขาวที่นางเก็บมาได้เมื่อวาน ดูแข็งแรงขึ้นผิดหูผิดตา แผลเหวอะหวะที่ขาหลังสมานตัวจนเหลือเพียงรอยจาง ๆ ใต้ขนฟูฟ่อง ดวงตาสีฟ้าครามของมันจ้องมองนางด้วยความออดอ้อน (หรืออาจจะกำลังสั่งให้ทาสหาข้าวให้กิน)
“ตื่นแล้วหรือเสี่ยวไป๋? ข้าเองก็หิวเหมือนกัน” เย่วซือหัวเราะเบา ๆ พลางเกาพุงนุ่มนิ่มของมัน เจ้าเสือขาวส่งเสียงครืดคราดในลำคออย่างพึงพอใจ
[ติ๊ง! อรุณสวัสดิ์โฮสต์หลินเย่วซือ]
[ภารกิจประจำวัน: พลิกฟื้นผืนดินที่ตายแล้วและปลูกเมล็ดพันธุ์ชุดแรก]
[คำแนะนำ: ใช้พู่กันหยกวิญญาณวาดวงเวทย์ 'ชุบชีวิตธรณี' (ระบบจะช่วยนำทางมือท่าน)]
[รางวัล: ข้าวสารชั้นดี 1 ถุง, เนื้อหมูป่าตากแห้ง 2 ชิ้น, แต้มฮีลใจ +50]
เย่วซือตาลุกวาวทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘ข้าวสารและเนื้อหมู’ สำหรับคนที่มีเงินติดตัวมาน้อยนิดและอยู่ในป่าเขาเช่นนี้ อาหารถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด
“อาเถา! ตื่นเถอะ วันนี้เราต้องลงมือทำสวนเพื่อแลกข้าวมื้อเช้ากัน!”
พื้นที่หน้ากระท่อมซึ่งเคยเต็มไปด้วยวัชพืชเมื่อวาน บัดนี้โล่งเตียนแต่ยังคงดูแห้งแล้ง ดินที่นี่เป็นสีน้ำตาลซีด แข็งกระด้างราวกับหินผา ไม่น่าแปลกใจที่เว่ยเฉิงสามีเก่าของนางจะดูแคลนที่ดินผืนนี้หนักหนา เพราะดูอย่างไรก็ไม่น่าจะปลูกอะไรขึ้น
แต่หลินเย่วซือไม่ได้กังวล นางหยิบ พู่กันหยกวิญญาณ ออกมาจากอกเสื้อ สูดลมหายใจลึกรวบรวมสมาธิ
“เอาล่ะ... ขอข้ายืมพลังแห่งธรรมชาติหน่อยนะ”
ทันใดนั้น ปลายพู่กันหยกก็เรืองแสงสีเขียวอ่อนนวลตา เย่วซือจรดปลายพู่กันลงบนพื้นดินแข็งกระด้าง ร่างกายของนางขยับไปเองตามสัญชาตญาณที่ระบบส่งมา นางตวัดพู่กันวาดลวดลายอักขระโบราณที่ดูคล้ายเถาวัลย์เกี่ยวพันกันลงบนผืนดิน
วิ้ง...
ปาฏิหาริย์บังเกิดแก่สายตา แสงสีทองจาง ๆ แผ่ซ่านออกจากรอยวาด ซึมลึกลงไปในผืนดิน ดินที่เคยแห้งแข็งเริ่มสั่นไหวเบา ๆ สีน้ำตาลซีดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทที่ดูร่วนซุยและชุ่มชื้น กลิ่นหอมของดินใหม่ลอยฟุ้งขึ้นมาเตะจมูก มันคือกลิ่นแห่งชีวิตที่ห่างหายไปนานนับสิบปี
อาเถาที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ อ้าปากค้าง “คะ... คุณหนู! ท่านเป็นเทพธิดาจำแลงมาเกิดหรือเจ้าคะ?”
เย่วซือยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ข้าไม่ใช่เทพธิดาหรอก ข้าก็แค่... ชาวสวนที่มีเครื่องมือดีนิดหน่อย”
นางไม่รอช้า รีบนำ เมล็ดพันธุ์คาโมมายล์แห่งความหวัง ที่ได้จากระบบมาโปรยลงในแปลงดินที่เพิ่งพลิกฟื้น จากนั้นจึงหยด ปุ๋ยน้ำค้างทิพย์ ผสมน้ำรดลงไป
เพียงชั่วพริบตา ต้นอ่อนสีเขียวสดใสก็แทงยอดขึ้นจากดิน ราวกับภาพเร่งเวลา ใบเลี้ยงคู่กางออกรับแสงแดด และตูมดอกเล็ก ๆ สีขาวเกสรเหลืองก็เริ่มปรากฏให้เห็น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของคาโมมายล์เริ่มโชยไปตามสายลม กลิ่นนั้นไม่ได้ฉุนกึก แต่เป็นกลิ่นหอมเย็นที่ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงทันทีที่ได้สูดดม
[ภารกิจสำเร็จ! ท่านได้รับ: ข้าวสารชั้นดี, เนื้อหมูป่าตากแห้ง และแต้มฮีลใจ +50]
ในขณะที่สองนายบ่าวกำลังดีใจกับผลผลิตและความสำเร็จเบื้องหน้า เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งดังกรอบแกรบก็ดังมาจากทางรั้วไม้ไผ่ผุ ๆ ข้างบ้าน
“นั่นใคร!” อาเถารีบเอาตัวมาบังเย่วซือด้วยความหวาดกลัว
เย่วซือหรี่ตามองผ่านม่านหมอกที่เริ่มจางลง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาแบกฟืนมัดใหญ่ไว้บนบ่า สวมชุดผ้าป่านสีดำเรียบง่ายที่เก่าซอมซ่อแต่สะอาดสะอ้าน ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาดูน่าเกรงขามไม่ใช่รูปร่างที่กำยำดุจหินผา แต่เป็นรังสีความเย็นชาและใบหน้าที่นิ่งสนิทราวกับรูปสลัก
ที่สำคัญ... เขามีรอยแผลเป็นจาง ๆ พาดผ่านคิ้วข้างซ้าย เพิ่มความดุดันให้กับใบหน้าที่หล่อเหลานั้นขึ้นไปอีกหลายส่วน
ลู่เหวินเซียว หยุดยืนอยู่ที่รั้วบ้าน สายตาคมกริบของเขากวาดมองแปลงดอกไม้ที่เพิ่งงอกเงยอย่างรวดเร็วด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดที่สตรีร่างบางในชุดเปื้อนดิน
“เจ้า...” เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า เหมือนคนที่ไม่ค่อยได้พูดจากับใครมานาน “...เจ้าเป็นเจ้าของใหม่ของที่ดินผืนนี้รึ?”
เย่วซือตบไหล่อาเถาเบา ๆ เพื่อบอกว่าไม่ต้องกลัว ก่อนจะก้าวออกมาเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านหน้ายักษ์ นางย่อตัวคารวะอย่างงดงามตามมารยาทแต่สายตาไม่ได้หลบต่ำ
“ถูกต้องเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งย้ายมาเมื่อวาน นามว่าหลินเย่วซือ... ท่านคงเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ถัดไปกระมัง?”
ลู่เหวินเซียวขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ตอบรับแต่จมูกของเขากลับขยับเล็กน้อย กลิ่นหอมประหลาดจากดอกไม้สีขาวพวกนั้น... มันลอยมาแตะจมูกเขา
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ลู่เหวินเซียวต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง ภาพโหดร้ายในสนามรบและเสียงกรีดร้องของศัตรูตามหลอกหลอนเขาทุกครั้งที่หลับตา แต่ทว่า... เพียงแค่ได้กลิ่นหอมจาง ๆ นี้ ความตึงเครียดที่ขมับของเขากลับคลายลงอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกง่วงงุนที่เขาโหยหามานานเริ่มจู่โจม
“ดอกไม้นั่น...” เขาชี้ไปที่แปลงคาโมมายล์ “มันคือดอกอะไร?”
เย่วซือหันไปมองแปลงดอกไม้แล้วยิ้มบาง ๆ “นี่คือคาโมมายล์เจ้าค่ะ... มันมีสรรพคุณช่วยให้จิตใจสงบและนอนหลับสบาย ท่านสนใจรับสักช่อไหมเจ้าคะ?”
คำว่า ‘นอนหลับสบาย’ กระแทกใจแม่ทัพหนุ่มเข้าอย่างจัง เขามองหน้านางสลับกับดอกไม้ด้วยความลังเล ความระแวงในใจยังมีอยู่มาก สตรีผู้นี้ดูไม่มีพิษภัยก็จริง แต่นางปลูกดอกไม้ให้โตได้ในพริบตานั้นไม่ใช่วิสัยคนธรรมดา
“ข้า... ไม่ต้องการ” เขาตอบปฏิเสธเสียงแข็งตามนิสัยปากหนัก “ข้าแค่ผ่านมาเห็นว่ามีคนย้ายเข้ามา เตือนไว้ก่อนว่าแถวนี้สัตว์ป่าดุร้าย ตอนกลางคืนอย่าได้ออกมาเพ่นพ่าน”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่เย่วซือกลับเรียกเขาไว้
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่าน...”
“ลู่” เขาตอบสั้น ๆ โดยไม่หันกลับมา
“ท่านลู่... ขอบคุณสำหรับคำเตือนเจ้าค่ะ” เย่วซือรีบวิ่งไปเด็ดดอกคาโมมายล์มาหนึ่งกำมือ แล้วยื่นข้ามรั้วไปให้เขา “ถือว่าเป็นของขวัญทำความรู้จักเพื่อนบ้านนะเจ้าคะ รับไว้เถอะ... สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดี ดมกลิ่นนี้แล้วจะช่วยได้นะเจ้าคะ”
ลู่เหวินเซียวนิ่งไป เขามองมือน้อย ๆ ที่ยื่นดอกไม้มาให้ ใจหนึ่งอยากจะปัดทิ้ง แต่อีกใจหนึ่งร่างกายกลับโหยหากลิ่นหอมนั้นอย่างรุนแรง
ในที่สุดเขาก็ยื่นมือหยาบกร้านมารับดอกไม้ไปอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนมือนางเพียงแผ่วเบา แต่กระแสความอบอุ่นบางอย่างกลับแล่นปราดไปถึงหัวใจ
“ขอบใจ”
เขากล่าวทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่านางจะเห็นสีหน้าที่เริ่มคลายความตึงเครียดของเขา
เมื่อกลับมาถึงกระท่อมไม้ไผ่ของตนเอง ลู่เหวินเซียวทิ้งฟืนลงแล้วทรุดตัวนั่งลงบนแคร่ไม้ เขายกกำดอกไม้สีขาวขึ้นมาสูดดมใกล้ ๆ กลิ่นหอมเย็นซ่านไปทั่วปอด ความปวดร้าวที่ศีรษะหายไปเป็นปลิดทิ้ง เปลือกตาของเขาหนักอึ้งขึ้นมาทันที
‘นางเป็นใครกันแน่... แม่มด? หรือเทพธิดา?’
ความคิดสุดท้ายของแม่ทัพผู้เกรียงไกรผุดขึ้น ก่อนที่เขาจะฟุบหลับไปทั้งชุดชาวบ้าน เป็นการหลับสนิทครั้งแรกในรอบหนึ่งปี โดยมีดอกไม้ของฮูหยินข้างบ้านกำไว้แน่นในมือ
ทางด้านเย่วซือ หลังจากเพื่อนบ้านหน้าดุจากไป นางก็หันมายิ้มให้กับอาเถา
“เห็นไหมอาเถา คนแถวนี้ใจดีจะตาย เขาแค่อายที่จะแสดงออกเท่านั้นแหละ”
“ใจดีตรงไหนเจ้าคะคุณหนู! หน้าตาเขาเหมือนจะกินหัวอาเถาอยู่แล้ว!” สาวใช้โวยวาย
เย่วซือหัวเราะร่า นางมองไปที่รั้วไม้ไผ่ที่กั้นระหว่างบ้าน พลางนึกถึงแววตาของชายผู้นั้น แม้จะดูดุดันและเย็นชา แต่ลึกลงไปนางเห็นความเหนื่อยล้าและความโดดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่
[ติ๊ง! ภารกิจลับสำเร็จ: สร้างความประทับใจแรก (ด้วยกลิ่น) แก่แม่ทัพผู้หลับยาก]
[รางวัลพิเศษ: เมล็ดพันธุ์ดอกลาเวนเดอร์สงบนิ่ง x5 (ปลดล็อกเลเวล 2)]
“หือ? แม่ทัพผู้หลับยากงั้นหรือ?” เย่วซือเลิกคิ้วมองหน้าจอระบบ “ดูท่า... เพื่อนบ้านของเราจะไม่ใช่แค่คนตัดฟืนธรรมดาเสียแล้วสิเสี่ยวไป๋”
เจ้าเสือขาวที่นอนเลียขนอยู่บนระเบียงบ้านเงยหน้าขึ้นมอง มันส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ในลำคอ ราวกับจะบอกว่า ‘เจ้าเพิ่งรู้รึ นังทาสโง่ ข้าได้กลิ่นเลือดและสงครามจากตัวเจ้านั่นมาตั้งแต่ร้อยลี้แล้ว!’
ชีวิตสโลไลฟ์ของหลินเย่วซือดูเหมือนจะเริ่มมีสีสันขึ้นมาเสียแล้ว ท่ามกลางกลิ่นหอมของคาโมมายล์และเสียงกรนเบา ๆ ที่เริ่มดังมาจากบ้านข้าง ๆ ในที่สุด
เกร็ดภาษาดอกไม้ประจำตอน:
ดอกคาโมมายล์ (Chamomile): นอกจากจะหมายถึงความอดทนแล้ว กลิ่นของมันยังมีสรรพคุณเป็น "ยาระงับประสาทตามธรรมชาติ" ช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดและลดความวิตกกังวล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่แบกรับภาระหนักอึ้งไว้จนนอนไม่หลับ เช่นเดียวกับท่านแม่ทัพลู่
