บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 ถังหูลู่สื่อรัก กับลูกสุนัขพยัคฆ์ขาว

หลังจากการปะทะคารมที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของคนบ้านใหญ่ บรรยากาศภายในกระท่อมดินเหนียวก็กลับมาอบอุ่นและผ่อนคลายอีกครั้ง อาหารมื้อเที่ยงควบเย็นถูกจัดการจนเกลี้ยงชาม หลินเป่านั่งลูบพุงกลมๆ ของตนเองพลางหาวหวอด ซูหว่านกำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง ส่วนอาหนิวก็นั่งเหลาไม้ไผ่ทำฟืนชิ้นเล็กๆ สำหรับสุมเตาไฟในตอนกลางคืน

หลินอันเห็นสบโอกาส นางจึงลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปทางหลังกระท่อมซึ่งเป็นมุมอับสายตา แสร้งทำเป็นไปตรวจดูเล้าไก่ร้างที่ยังไม่ได้ซ่อมแซม เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา เด็กหญิงก็เรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาในใจเพื่อกดรับรางวัลพิเศษทันที

วูบ…

แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นกลางอากาศชั่วพริบตา ก่อนจะปรากฏร่างของสัตว์สี่เท้าตัวกลมป้อมหล่นตุ้บลงมาสู่อ้อมแขนของนาง หลินอันก้มลงมองสิ่งมีชีวิตในอ้อมกอดแล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความเอ็นดู

มันคือลูกสัตว์หน้าตาคล้ายสุนัขพันธุ์ซามอยด์ ขนสีขาวบริสุทธิ์ฟูฟ่องราวกับก้อนเมฆ ตัวอ้วนกลมจนแทบมองไม่เห็นคอ แต่เมื่อสังเกตให้ดี บริเวณหน้าผากของมันกลับมีลวดลายขนสีเทาอ่อนๆ พาดผ่านเป็นรูปตัวอักษร ‘หวัง’ ที่แปลว่าราชา ซ้ำดวงตากลมโตคู่นั้นยังเป็นสีฟ้ากระจ่างใสราวกับอัญมณีล้ำค่า แตกต่างจากสุนัขบ้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

“มิเสียแรงที่ระบบยกให้เป็นสัตว์เลี้ยงวิเศษ หน้าตาน่าชังยิ่งนัก” หลินอันพึมพำพลางใช้นิ้วเขี่ยจมูกสีชมพูของมันเบาๆ เจ้าก้อนขนส่งเสียงครางหงิงๆ ในลำคอแล้วแลบลิ้นเลียฝ่ามือของนางอย่างประจบประแจง

เด็กหญิงอุ้มลูกพยัคฆ์ขาวตัวน้อยที่ถูกพรางตาให้อยู่ในคราบลูกสุนัขอ้วนเดินกลับเข้าไปในกระท่อม ทันทีที่ก้าวพ้นประตู หลินเป่าที่กำลังง่วงงุนก็หูตาผึ่ง กระโดดลงจากเตียงเตาวิ่งตึงตังเข้ามาหาพี่สาวทันที

“พี่ใหญ่! นั่นตัวอะไรน่ะ ลูกหมาหรือ สีขาวจั๊วะน่ารักจังเลย” เด็กน้อยร้องเสียงหลงด้วยความตื่นเต้น สองมือยื่นออกไปรับหมายจะอุ้มมันมาไว้ในอ้อมกอด

“ข้าออกไปหลังบ้าน เห็นมันนอนขดตัวหนาวสั่นอยู่ใต้กองฟืน คงจะพลัดหลงกับแม่มันมา เห็นว่าน่าสงสารเลยอุ้มเข้ามาผิงไฟ” หลินอันปั้นน้ำเป็นตัวอย่างแนบเนียนพลางส่งเจ้าก้อนขนให้น้องชาย “เจ้าอยากเลี้ยงมันหรือไม่เล่าเป่าเอ๋อร์”

“อยากสิขอรับ ข้าอยากได้สุนัขมานานแล้ว ข้าจะให้มันชื่อว่า ‘เสี่ยวป๋าย’ (เจ้าขาวน้อย) พี่ใหญ่ให้ข้าเลี้ยงมันนะขอรับ” หลินเป่ากอดลูกพยัคฆ์ขาวไว้แนบอก ใบหน้าเล็กๆ ถูไถไปกับขนนุ่มฟูอย่างมีความสุข เจ้าเสี่ยวป๋ายเองก็รู้ความนัก มันไม่ขัดขืนซ้ำยังซุกหน้าเข้าหาไออุ่นจากตัวเด็กชายอย่างว่าง่าย

(ติ๊ง! ตรวจพบดัชนีความสุขทะลุขีดจำกัดจากหลินเป่า แต้มความสุขเพิ่มขึ้น 15 แต้ม)

มุมปากของหลินอันยกขึ้นอย่างพึงพอใจ เครื่องผลิตแต้มความสุขของนางทำงานได้ดีเยี่ยมจริงๆ

แต่ในขณะที่สองพี่น้องกำลังหยอกล้อกับสัตว์เลี้ยงตัวใหม่อยู่นั้น อาหนิวที่นั่งเงียบๆ อยู่มุมห้องกลับหรี่ตาลงมองเจ้าก้อนขนสีขาวด้วยแววตาที่แฝงความนัยลึกซึ้ง สัญชาตญาณนักรบของเขาไม่เคยผิดพลาด กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวสัตว์ตัวนั้นไม่ใช่กลิ่นของสุนัขบ้าน และรอยจางๆ บนหน้าผากนั่นก็ชัดเจนยิ่งนัก

พยัคฆ์ขาวเหมันต์... สัตว์วิเศษหายากที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บนยอดเขาหิมะพันปี เหตุใดถึงมาโผล่อยู่ที่หลังกระท่อมท้ายหมู่บ้านได้ ซ้ำยังยอมลดตัวเป็นสัตว์เลี้ยงให้เด็กน้อยกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างเชื่องเชื่อ

ชายหนุ่มเหลือบมองหลินอันที่กำลังหัวเราะร่าเริง เขาลอบถอนหายใจและตัดสินใจเก็บความสงสัยนี้ไว้ก้นบึ้งของหัวใจ ครอบครัวนี้เต็มไปด้วยความลับมากมาย ทั้งยาสมานแผลที่วิเศษเกินจริง อาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ และสติปัญญาที่เกินวัยของเด็กหญิงตัวน้อย แต่ในเมื่อพวกนางคือผู้มีพระคุณและเป็นแสงสว่างเดียวในความทรงจำที่ว่างเปล่าของเขา เขาก็พร้อมจะหลับตาข้างหนึ่งและทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ต่อไปอย่างเงียบๆ

เมื่อจัดการเรื่องสัตว์เลี้ยงเรียบร้อย หลินอันก็เริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง นางกระแอมไอเรียกความสนใจจากมารดาและชายหนุ่ม

“ท่านแม่ อาหนิว ตอนนี้เรามีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งก็จริง แต่สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ‘นั่งกินนอนกิน ภูเขาเงินภูเขาทองก็ทรุดได้’ ฤดูหนาวยังอีกยาวไกล หากเราเอาแต่รอดึงเงินในถุงออกมาใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ช้าก็เร็วเงินร้อยตำลึงนี้ย่อมต้องหมดไปเป็นแน่ เราต้องหาลู่ทางทำมาค้าขายเพื่อสร้างรายได้เข้าบ้านด้วย”

ซูหว่านที่เพิ่งล้างชามเสร็จเดินมาเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน นางขมวดคิ้วด้วยความกังวล “แม่ก็เห็นด้วยกับเจ้านะอันเอ๋อร์ แต่หน้าหนาวเช่นนี้พืชผักก็ปลูกไม่ขึ้น ชาวบ้านต่างเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เราจะเอาอันใดไปค้าขายเล่า”

“ข้าคิดไว้แล้วเจ้าค่ะ” หลินอันยิ้มกริ่ม แววตาของนักธุรกิจสาวในร่างเด็กเปล่งประกายเจิดจ้า “เมื่อวานตอนที่ข้าไปหาฟืน ข้าเห็นต้นซานจาป่า (พุทราจีน) ออกผลดกเต็มต้น แม้รสชาติมันจะเปรี้ยวฝาดจนกินเปล่าๆ ไม่ได้ แต่หากเรานำมาเคลือบกับน้ำตาลเคี่ยว ทำเป็น ‘ถังหูลู่’ เสียบไม้ขายให้พวกเด็กๆ และคุณหนูคุณชายในตัวอำเภอ รับรองว่าต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่”

ซูหว่านเบิกตากว้าง “ถังหูลู่งั้นหรือ แม่เคยได้ยินแต่พวกลูกผู้ดีในเมืองหลวงเขากินกัน มันต้องใช้น้ำตาลบริสุทธิ์จำนวนมาก น้ำตาลในยุคนี้แพงยิ่งกว่าเนื้อหมูเสียอีก ซ้ำยังมีสีขุ่นและรสฝาดปนอยู่ หากนำมาทำขาย ต้นทุนจะไม่แพงเกินไปหรือลูก”

“เรื่องน้ำตาลท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเรามีของดี” หลินอันขยิบตาให้นางทีหนึ่ง แล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ (แสร้งหยิบของจากมิติ) ดึงเอาถุงผ้ากระสอบขนาดกลางออกมาวางบนโต๊ะ

เมื่อเปิดปากถุงออก ซูหว่านและอาหนิวถึงกับชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความตกตะลึง สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคือเกล็ดน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เม็ดละเอียดราวกับเกล็ดหิมะ สะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยิบระยับ ไม่มีสีเหลืองขุ่นหรือสิ่งเจือปนใดๆ ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

“นี่คือของขวัญที่ท่านปู่เทวดามอบให้ข้าอีกชิ้นเจ้าค่ะ น้ำตาลบริสุทธิ์ร้อยส่วน รสชาติหวานล้ำไม่มีรสฝาดเฝื่อน หากนำมาเคี่ยวเคลือบผลซานจา จะต้องออกมาใสแจ๋วราวกับผลึกแก้วแน่นอน” หลินอันเอ่ยอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าตาย อาหนิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดขัดอันใด

“ในเมื่อเจ้ามีแผนการเช่นนี้ ข้าจะไปเก็บผลซานจามาให้เอง” อาหนิวอาสา เขาลุกขึ้นหยิบตะกร้าสะพายหลังและขวานคู่ใจ “บอกมาว่าต้นไม้นั้นอยู่ตรงที่ใด”

“ข้าไปกับท่านด้วย!” หลินอันกระโดดลงจากเก้าอี้ นางสั่งให้หลินเป่าอยู่เฝ้าบ้านกับมารดาและเล่นกับเสี่ยวป๋ายไปพลางๆ ก่อนจะเดินนำอาหนิวฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าไปยังตีนเขาต้าซานอีกครั้ง

ระยะทางไปชายป่าไม่ได้ไกลนัก เมื่อมาถึง หลินอันก็ชี้ไปยังต้นซานจาป่าที่ขึ้นเรียงรายอยู่สองสามต้น ผลสีแดงคล้ำถูกหิมะปกคลุมจนดูคล้ายลูกกวาดน้ำแข็ง อาหนิวไม่รอช้า เขาใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปยืนบนกิ่งไม้ที่สูงกว่าหัวคนอย่างง่ายดายราวกับใบไม้ร่วง

ชายหนุ่มใช้ขวานฟันกิ่งไม้ที่มีผลดกที่สุดลงมาอย่างรวดเร็ว เรี่ยวแรงมหาศาลและความคล่องแคล่วของเขาทำให้การเก็บเกี่ยวที่ควรจะใช้เวลาครึ่งวัน เสร็จสิ้นลงภายในเวลาแค่สองเค่อ (30 นาที) ตะกร้าสะพายหลังของอาหนิวเต็มไปด้วยผลซานจาลูกอวบๆ สีแดงสด

เมื่อกลับมาถึงกระท่อม สี่ชีวิตรวมถึงหนึ่งก้อนขนก็ล้อมวงกันช่วยเด็ดผลซานจาออกจากขั้ว ซูหว่านนำไปล้างน้ำจนสะอาดสะอ้าน ใช้มีดเล่มเล็กคว้านเมล็ดตรงกลางออกอย่างเบามือเพื่อไม่ให้ผลไม้เสียทรง หลินอันรับหน้าที่นำผลซานจาที่เตรียมเสร็จแล้วมาเสียบไม้ไผ่ที่อาหนิวเหลาเตรียมไว้ให้ โดยเสียบไม้ละห้าลูก เรียงกันเป็นสายสีแดงสดใสน่ากิน

ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดมาถึงแล้ว นั่นคือการเคี่ยวน้ำตาล

ซูหว่านตั้งกระทะเหล็กบนเตาไฟอ่อนๆ เติมน้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย ตามด้วยน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จากระบบ หลินอันยืนกำกับอยู่ข้างๆ คอยบอกจังหวะให้มารดาใช้ตะหลิวคนอย่างช้าๆ เพื่อให้น้ำตาลละลาย

ความร้อนทำให้เกล็ดน้ำตาลละลายกลายเป็นน้ำเชื่อมสีใสแจ๋ว เสียงเดือดปุดๆ ดังขึ้นพร้อมกับฟองอากาศเล็กๆ ที่ผุดขึ้นมาบนผิวน้ำเชื่อม กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลเคี่ยวลอยอบอวลไปทั่วกระท่อม มันไม่ใช่กลิ่นหวานเลี่ยน แต่เป็นความหวานที่ดมแล้วรู้สึกสดชื่นและชวนให้กลืนน้ำลาย

“ต้องเคี่ยวจนกว่าน้ำเชื่อมจะข้นและหนืดกำลังดีนะเจ้าคะท่านแม่ หากเหลวไปจะไม่เกาะติดผลไม้ หากไหม้ไปก็จะขม” หลินอันอธิบาย

ซูหว่านจดจ่ออยู่กับกระทะตรงหน้า ใบหน้างดงามของนางต้องแสงไฟจากหน้าเตาจนดูเปล่งปลั่ง หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมตามไรผม อาหนิวที่นั่งอยู่ไม่ไกลเผลอทอดสายตามองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย ความงดงามของสตรีที่กำลังตั้งใจทำอาหารเพื่อครอบครัว ช่างเป็นภาพที่ตราตรึงใจบุรุษนักรบผู้หยาบกระด้างยิ่งนัก

“ได้ที่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่! เอาผลซานจาลงไปชุบเลย”

ซูหว่านรับไม้เสียบผลซานจามาจากมือของหลินอัน นางเอียงกระทะเล็กน้อยแล้วหมุนไม้กวาดเอาน้ำเชื่อมเคลือบลงบนผลไม้สีแดงจนทั่วทุกซอกทุกมุม เมื่อดึงไม้ออกมา น้ำเชื่อมที่ถูกอากาศเย็นจัดก็เริ่มแข็งตัวในทันที กลายเป็นชั้นฟิล์มน้ำตาลใสแจ๋วราวกับกระจกบางๆ เคลือบผลซานจาเอาไว้อย่างงดงาม

“อาหนิว ช่วยส่งไม้ต่อไปให้ข้าที” ซูหว่านเอ่ยปากขอความช่วยเหลือโดยไม่ทันได้หันไปมอง

อาหนิวหยิบไม้เสียบผลไม้แล้วยื่นส่งให้ แต่จังหวะที่ซูหว่านยื่นมือมารับ ปลายนิ้วมือที่หยาบกร้านของชายหนุ่มกลับสัมผัสโดนหลังมืออันเนียนนุ่มของสตรีร่างบางเข้าอย่างจัง

ความร้อนผ่าวจากปลายนิ้วราวกับกระแสไฟฟ้าที่แล่นปราดเข้าสู่หัวใจของคนทั้งคู่ ซูหว่านสะดุ้งเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของอาหนิว แววตาของเขาที่มองมานั้นทั้งลึกซึ้งและอ่อนโยนจนทำให้นางรู้สึกคล้ายจะถูกหลอมละลาย ริ้วสีแดงระเรื่อพาดผ่านพวงแก้มของหญิงม่ายลามไปจนถึงใบหู นางรีบดึงมือกลับมาพร้อมกับไม้ถังหูลู่ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก

“ขะ... ขอบคุณ” นางก้มหน้าก้มตาชุบน้ำตาลต่อด้วยความประหม่า

มุมปากของอาหนิวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงแต่คอยหยิบไม้ส่งให้นางอย่างรู้จังหวะ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วเฉียดใกล้กัน ความรู้สึกวูบวาบก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในใจของคนทั้งสอง เป็นบรรยากาศความรักที่ผลิบานขึ้นท่ามกลางฤดูหนาวที่เหน็บหนาวที่สุด

หลินอันที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ลอบยกนิ้วโป้งให้ตัวเองในใจ การให้คนทั้งคู่ได้ทำงานร่วมกันใกล้ชิดเช่นนี้ ถือเป็นการตอกเสาเข็มสร้างความผูกพันชั้นยอด ถังหูลู่หม้อนี้ไม่ได้เคลือบแค่น้ำตาลเสียแล้ว แต่มันถูกเคลือบไปด้วยความรักชัดๆ!

เมื่อถังหูลู่ไม้สุดท้ายถูกเคลือบเสร็จสิ้นและนำไปปักไว้บนท่อนฟางเพื่อรอให้เย็นสนิท ผลไม้เคลือบน้ำตาลสีแดงแวววาวนับร้อยไม้ก็ตั้งตระหง่านเรียงรายดูละลานตาและน่ากินเป็นที่สุด

“เสร็จแล้ว! มาลองชิมผลงานกันเถิดเจ้าค่ะ” หลินอันดึงถังหูลู่ไม้แรกออกมาส่งให้หลินเป่าที่นั่งน้ำลายสอยอคอยอยู่นานแล้ว ส่วนไม้ที่สองนางส่งให้อาหนิว และไม้ที่สามนางมอบให้มารดา

หลินเป่าอ้าปากงับผลซานจาคำโต เสียง ‘กร๊วบ’ ของชั้นน้ำตาลที่แตกออกดังชัดเจน ความหวานละมุนของน้ำตาลเกรดพรีเมียมผสมผสานกับความเปรี้ยวอมฝาดของผลซานจาภายใน ตัดกันอย่างลงตัวและกลมกล่อม รสชาติอร่อยล้ำจนเด็กน้อยเบิกตากว้าง เคี้ยวแก้มตุ่ยพลางชูนิ้วโป้งให้พี่สาว

อาหนิวเองก็กัดชิมไปหนึ่งลูก ชายหนุ่มผู้ไม่นิยมของหวานถึงกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “กรอบนอก นุ่มใน หวานแต่ไม่เลี่ยน รสชาติเช่นนี้ หากนำไปขายในเมืองหลวง พวกคุณหนูตระกูลใหญ่ต้องยอมจ่ายไม่อั้นเป็นแน่”

“ใช่ไหมล่ะเจ้าคะ” หลินอันยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ “น้ำตาลของเราใสและบริสุทธิ์กว่าร้านค้าทั่วไป ซ้ำยังทำสดใหม่ พรุ่งนี้เช้าเราจะเอาถังหูลู่พวกนี้เข็นไปขายในตัวอำเภอกัน ข้าตั้งราคาไว้ที่ไม้ละสองอีแปะ ไม่แพงเกินไปสำหรับชาวบ้านทั่วไป แต่รสชาติระดับเหลาอาหารชั้นเลิศ รับรองว่าเปิดแผงเพียงชั่วครู่ก็ต้องขายหมดเกลี้ยงแน่”

ซูหว่านมองถังหูลู่ในมือสลับกับใบหน้าของบุตรสาว ความหวังที่จะมีรายได้เลี้ยงครอบครัวส่องสว่างขึ้นในใจ นางพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น “ดี พรุ่งนี้แม่จะตื่นแต่เช้ามาเตรียมของ เราจะเข้าเมืองไปเปิดแผงขายถังหูลู่ด้วยกัน!”

อาหนิวมองภาพรอยยิ้มที่สดใสของซูหว่านและเด็กๆ ความรู้สึกอยากปกป้องรอยยิ้มเหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไปหยั่งรากลึกลงในใจของเขา ชายหนุ่มกำหมัดแน่น พรุ่งนี้เขาจะรับหน้าที่เป็นทั้งคนเข็นรถและผู้คุ้มกันประจำแผง ใครหน้าไหนที่กล้ามาขัดขวางการทำมาหากินของฮูหยิน มันผู้นั้นจะได้เห็นดีกัน!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel