บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 เปิดแผงวันแรก กับยอดองครักษ์ผู้หักกระบองด้วยมือเปล่า

ยามอิ๋น (03.00-04.59 น.) ท้องฟ้าเบื้องนอกยังคงมืดสนิท แต่ภายในกระท่อมสกุลหลินกลับสว่างไสวด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมันหมู ซูหว่านตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาแต่เช้าตรู่ นางจัดการอุ่นข้าวต้มและนำซาลาเปาที่เหลือจากเมื่อวันก่อนมานึ่งใหม่เพื่อเป็นมื้อเช้าให้ทุกคนได้รองท้องก่อนออกเดินทาง

เมื่อหลินอันงัวเงียตื่นขึ้นมาพร้อมกับหลินเป่า เด็กหญิงก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าอาหนิวไม่ได้อยู่ในกระท่อม แต่เมื่อผลักประตูออกไปดู นางก็เห็นร่างสูงใหญ่กำลังง่วนอยู่กับการตอกตะปูซ่อมแซมรถเข็นไม้คันเก่าที่ถูกทิ้งร้างไว้ข้างดงหญ้าหลังบ้าน ล้อไม้ที่เคยโยกคลอนถูกดัดและสลักลิ่มจนแน่นหนา โครงสร้างรถเข็นที่ผุพังถูกดามด้วยไม้ไผ่ท่อนใหม่จนกลับมาแข็งแรงทนทานพร้อมใช้งาน

อาหนิวปาดเหงื่อบนหน้าผาก เมื่อเห็นเด็กหญิงยืนมองอยู่ เขาก็ชี้มือไปยังรถเข็น “หากให้ฮูหยินแบกท่อนฟางเสียบถังหูลู่นับร้อยไม้เดินเท้าเข้าเมือง ระยะทางสิบลี้ย่อมทำให้นางปวดหลังเป็นแน่ ข้าซ่อมรถเข็นคันนี้ให้ พวกเจ้าจะได้ทุ่นแรง”

หลินอันมองรถเข็นสลับกับใบหน้าคมคายของอาหนิว แววตาของเด็กหญิงเปล่งประกายชื่นชม บุรุษผู้นี้ช่างใส่ใจรายละเอียดและรู้จักรักษาน้ำใจคนเสียนี่กระไร มิน่าเล่าเมื่อคืนมารดาของนางถึงได้หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกอยู่ตั้งนานสองนาน

“ขอบคุณท่านมาก อาหนิว” หลินอันยิ้มกว้าง “เช่นนั้นท่านก็รับหน้าที่เข็นรถก็แล้วกัน ถือเป็นการออกกำลังกายยามเช้า”

เมื่อทุกคนจัดการมื้อเช้าเสร็จสิ้น ซูหว่านก็นำท่อนฟางขนาดใหญ่ที่ปักถังหูลู่เคลือบน้ำตาลแวววาวจนเต็มไปวางตั้งไว้บนรถเข็นอย่างระมัดระวัง ใช้เชือกฟางมัดรั้งไว้กับโครงรถเพื่อไม่ให้ล้ม เสี่ยวป๋าย ลูกพยัคฆ์ขาวในคราบลูกสุนัขอ้วนวิ่งวนไปมาส่งเสียงเห่าหงิงๆ เหมือนอยากจะตามไปด้วย แต่หลินอันดุนหลังให้มันกลับเข้าไปเฝ้าบ้านและกำชับให้ดูแลเล้าไก่ให้ดี

การเดินทางเข้าตัวอำเภอในวันนี้สะดวกสบายกว่าเดิมมาก อาหนิวรับหน้าที่เข็นรถไม้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ราวกับว่าน้ำหนักของสิ่งของบนรถนั้นเบาหวิวประดุจขนนก ซูหว่านจูงมือหลินเป่าเดินตามอยู่ด้านข้าง ส่วนหลินอันก็เดินนำหน้าคอยสำรวจเส้นทาง แสงอรุณรุ่งเริ่มสาดส่องลงมากระทบกับผิวเกล็ดน้ำตาลบนผลซานจา สะท้อนประกายวิบวับราวกับอัญมณีสีแดงสด ชวนให้ผู้ที่พบเห็นริมทางต้องเหลียวมอง

ตลาดเช้าในตัวอำเภอยังคงคึกคักเช่นเคย เสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อค้าแม่ค้าดังเซ็งแซ่ประสานกับเสียงฝีเท้าของผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของ หลินอันยอมจ่ายเงินสองอีแปะให้แก่นายกองคุมตลาดเพื่อเช่าพื้นที่ตั้งแผงลอยชั่วคราวบริเวณหัวมุมถนนซึ่งเป็นจุดตัดที่มีคนพลุกพล่านที่สุด

“เอาล่ะ ตั้งท่อนฟางไว้ตรงนี้แหละเจ้าค่ะ” หลินอันชี้ตำแหน่ง อาหนิวจัดการยกรถเข็นหลบเข้ามุมและตั้งท่อนฟางถังหูลู่อย่างมั่นคง

ซูหว่านยืนอยู่หลังแผงด้วยท่าทีประหม่า นางบีบมือตัวเองแน่น กวาดสายตามองผู้คนที่เดินผ่านไปมา แม้จะมีคนปรายตามองของสีแดงแวววาวบนแผงของนางด้วยความสนใจ แต่กลับไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาถามไถ่เลยแม้แต่คนเดียว ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ขนมหวานถือเป็นของฟุ่มเฟือยที่ชาวบ้านมักจะมองข้าม

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป (15 นาที) ก็ยังเปิดประเดิมแผงไม่ได้ หลินอันรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไป สินค้าของนางคงกลายเป็นหม้ายเป็นแน่ การตลาดแบบปากต่อปากและการเชิญชวนคือหัวใจสำคัญของการค้าขาย

เด็กหญิงหันไปกระซิบข้างหูน้องชาย “เป่าเอ๋อร์ ถึงเวลาที่เจ้าต้องแสดงฝีมือแล้ว จำคำพูดที่พี่ใหญ่สอนเมื่อคืนได้หรือไม่”

หลินเป่าพยักหน้าหงึกหงัก เด็กน้อยสูดลมหายใจเข้าลึก พองลมจนแก้มป่อง ก่อนจะก้าวออกมายืนด้านหน้าแผงแล้วเปล่งเสียงร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วและไร้เดียงสา

“พี่ชาย พี่สาว ท่านลุง ท่านป้า เร่เข้ามาดูเร็วเข้า! ถังหูลู่เคลือบน้ำตาลสูตรลับ หวานกรอบชุ่มฉ่ำ อร่อยกว่าเนื้อหมูตุ๋นอีกนะขอรับ! แดงประกายราวกับทับทิม กินแล้วชื่นใจคลายหนาว ราคาเพียงไม้ละสองอีแปะเท่านั้น เร่เข้ามาเลยขอรับ!”

ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูและน้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้ม ดึงดูดสายตาของผู้คนบนถนนได้ชะงัดนัก สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่จูงมือบุตรชายวัยไล่เลี่ยกับหลินเป่าเดินผ่านมาหยุดชะงัก เด็กชายข้างกายดึงแขนเสื้อมารดายิกๆ พลางชี้ไปยังถังหูลู่ไม้โต

“ท่านแม่ ข้าอยากกิน ข้าอยากกินเจ้านั่น”

สตรีผู้นั้นมองสีสันที่แดงสดใสน่ากินของขนมบนแผง แต่ยังคงลังเล “ของหวานเช่นนี้ ปกติขายกันไม้ละห้าอีแปะ นี่ขายแค่สองอีแปะ จะใช้น้ำตาลขมๆ หรือผลไม้เน่ามาทำหรือไม่ก็ไม่รู้”

หลินอันหูผึ่ง นางไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไป เด็กหญิงรีบดึงถังหูลู่ไม้หนึ่งออกมาจากท่อนฟาง ยื่นส่งให้สตรีผู้นั้นด้วยรอยยิ้มการค้าที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

“ท่านป้าคนสวย ลองชิมดูก่อนเถิดเจ้าค่ะ ร้านเราเพิ่งเปิดเป็นวันแรก ข้าให้คุณชายตัวน้อยชิมไม่คิดเงินครึ่งไม้ หากรสชาติฝาดขมหรือน้ำตาลไม่กรอบ ข้าไม่คิดเงินเลยแม้แต่อีแปะเดียว แต่หากอร่อยถูกใจ ท่านป้าค่อยจ่ายเงินให้ข้า ดีหรือไม่เจ้าคะ”

ข้อเสนอให้ชิมไม่คิดเงินทำให้สตรีวัยกลางคนตาโต นางพยักหน้าตกลง ยื่นไม้ถังหูลู่ให้บุตรชาย ทันทีที่เด็กน้อยกัดฟันลงไปบนผิวเคลือบ เสียง ‘กร๊วบ’ ของแผ่นน้ำตาลที่แตกออกก็ดังชัดเจนท่ามกลางความวุ่นวายของตลาด

“อื้อหือ! ท่านแม่ หวานมาก หวานกรอบที่สุดเลย ไม่มีรสขมสักนิด!” เด็กชายร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น เคี้ยวแก้มตุ่ยพลางกัดคำที่สองอย่างรวดเร็ว

สตรีผู้นั้นเห็นลูกชายกินอย่างเอร็ดอร่อยก็อดใจไม่ไหว ลองกัดชิมดูลูกหนึ่ง ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับความหวานละมุนของน้ำตาลเกรดพรีเมียมที่หลอมรวมกับความเปรี้ยวสดชื่นของผลซานจา ดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

“สวรรค์! รสชาตินี้มัน... อร่อยยิ่งกว่าขนมในร้านใหญ่จวี๋ฝูเจ่าเสียอีก! แม่ค้าน้อย เอามาให้ข้าอีกห้าไม้ ข้าจะเอาไปฝากคนในครอบครัว!” นางรีบล้วงเงินสิบอีแปะวางลงบนแผงอย่างไม่เสียดาย

“ได้เลยเจ้าค่ะท่านป้า ขอบคุณที่อุดหนุนนะเจ้าคะ!” หลินอันรับเงินมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ส่งต่อให้ซูหว่านที่ยืนมือสั่นด้วยความตื่นเต้นเก็บใส่ถุงผ้า

ปฏิกิริยาของสตรีผู้นั้นเปรียบเสมือนจุดชนวนระเบิด ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆ เมื่อได้ยินว่าอร่อยและเห็นว่าราคาถูกเพียงสองอีแปะ ต่างก็แห่กรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังแผงของหลินอันจนแทบมองไม่เห็นท่อนฟาง

“แม่หนู ข้าเอาสองไม้!”

“ทางนี้ ข้าเอาสามไม้ รีบๆ หน่อย ลูกข้าร้องไห้จะกินแล้ว!”

“ข้าเหมาสิบไม้เลย จัดมาให้ข้าก่อน!”

เสียงสั่งซื้อดังระงมไปทั่ว ซูหว่านมือไม้เป็นระวิง นางดึงถังหูลู่ออกจากท่อนฟางส่งให้ลูกค้าแทบไม่ทัน หลินอันรับหน้าที่รับเงินและทอนเงินอย่างคล่องแคล่วว่องไว สมองคำนวณตัวเลขรวดเร็วกว่าดีดลูกคิด อาหนิวที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังทำหน้าที่เป็นป้อมปราการมนุษย์ คอยขวางไม่ให้ฝูงชนเบียดเสียดเข้ามาจนแผงพังทลายหรือทำอันตรายแก่ซูหว่านและเด็กๆ รูปร่างที่สูงใหญ่และแววตาดุดันของเขาทำให้ลูกค้าต้องเข้าแถวรออย่างเป็นระเบียบโดยปริยาย

ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) ถังหูลู่จำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบไม้ที่เตรียมมาก็ถูกกวาดเรียบจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงท่อนฟางเปล่าๆ กับรอยหยดน้ำตาลเล็กน้อย

“ขออภัยท่านลูกค้า วันนี้สินค้าหมดแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าเชิญแวะมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าคะ!” หลินอันตะโกนบอกลูกค้าสองสามคนที่มาไม่ทัน พวกเขาได้แต่ทำหน้าเสียดายและเดินจากไป

ซูหว่านทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ของรถเข็น นางหอบหายใจเบาๆ แต่ใบหน้างดงามกลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้างที่สุดนับตั้งแต่บิดาของนางสิ้นบุญ นางกำถุงผ้าที่บัดนี้หนักอึ้งไปด้วยเหรียญทองแดงอีแปะไว้แน่นในอกเสื้อ

“อันเอ๋อร์... เราขายหมดแล้ว ขายหมดเกลี้ยงเลยลูก” น้ำเสียงของนางสั่นเครือด้วยความปีติ

หลินอันยิ้มกว้าง “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าสูตรของท่านปู่เทวดาต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วันนี้เราได้เงินมาตั้งสามร้อยอีแปะ (ประมาณ 3 ก้วน/พวง) หักต้นทุนค่าผลซานจาที่อาหนิวไปสอยมากับน้ำตาลที่ข้าได้มา เรากำไรล้วนๆ เลยนะเจ้าคะท่านแม่!”

ในยุคนี้ เงินสามร้อยอีแปะสามารถซื้อข้าวสารเนื้อหยาบได้ถึงยี่สิบชั่ง หรือซื้อเนื้อหมูได้เกือบสองชั่ง เป็นรายได้ต่อวันที่ชาวนาทั่วไปต้องใช้เวลาทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินถึงห้าวันจึงจะหาได้

“เช่นนั้นเราไปหาซื้อเนื้อสัตว์และกระดูกหมูกลับไปต้มน้ำแกงฉลองกันเถิด” อาหนิวเอ่ยเสนอ เขามองรอยยิ้มของสามแม่ลูกแล้วรู้สึกว่าอาการปวดศีรษะที่เคยรบกวนบรรเทาลงไปมาก

แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเก็บกวาดแผงเตรียมตัวกลับนั้นเอง เงาดำของชายฉกรรจ์สามคนก็ทอดทับลงมาบดบังแสงอาทิตย์ กลิ่นสุราคละคลุ้งและท่าทางการเดินกร่างอันธพาลทำให้ผู้คนบริเวณนั้นรีบเดินหลบฉากไปอย่างรวดเร็ว

“เฮ้ย! พวกหน้าใหม่ กล้าดีอย่างไรมาตั้งแผงดึงลูกค้าในถิ่นของพี่ใหญ่หวังโดยไม่จ่ายค่าคุ้มครอง!”

ชายหัวโล้นร่างท้วมที่เป็นหัวหน้ากลุ่มตะคอกเสียงดังทะลุปล้อง เขายกเท้าขึ้นถีบกระจาดผักของแม่ค้าชราแผงข้างๆ จนล้มระเนระนาด ผักกาดกวางตุ้งกระจายเกลื่อนพื้น แม่ค้าชราได้แต่ร้องไห้กอดเข่าไม่กล้าส่งเสียง

อันธพาลทั้งสามเดินกร่างเข้ามาหยุดอยู่หน้าแผงของซูหว่าน สายตาหื่นกระหายของพวกมันกวาดมองใบหน้างดงามของหญิงม่าย ก่อนจะเลื่อนลงไปมองถุงเงินที่ตุงอยู่ในอกเสื้อของนาง

“ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนี่หว่า แม่ม่ายหน้าตาสะสวยเช่นเจ้า มาเปิดแผงขายของคงจะเหนื่อยแย่ จ่ายค่าคุ้มครองมาให้พวกข้าสักหนึ่งร้อยอีแปะ แล้วพวกข้าจะช่วยดูแลแผงให้ หรือหากไม่มีเงิน...” ชายหัวโล้นแสยะยิ้มอัปลักษณ์ ยื่นมือที่เต็มไปด้วยคราบไคลหมายจะสัมผัสใบหน้าของซูหว่าน “จะจ่ายเป็นอย่างอื่น พี่ใหญ่หวังคนนี้ก็ไม่เกี่ยงนะจ๊ะ”

ซูหว่านหน้าซีดเผือด นางถอยกรูดไปกอดหลินเป่าไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หลินอันขมวดคิ้วมุ่น นางกำลังจะล้วงมือเข้าไปในมิติเพื่อหยิบมีดทำครัวออกมาป้องกันตัว

หมับ!

แต่ยังไม่ทันที่มือสกปรกของอันธพาลจะสัมผัสโดนแม้แต่ปลายผมของซูหว่าน ข้อมือของมันก็ถูกฝ่ามือใหญ่โตประดุจคีมเหล็กสกัดจับเอาไว้กลางอากาศ

อาหนิวที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังก้าวออกมาบังหน้าสามแม่ลูกไว้อย่างมิดชิด ใบหน้าคมคายที่เคยมองดูสงบนิ่ง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายและเยียบเย็น รังสีสังหารที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบด้านคล้ายจะถูกแช่แข็ง

“มือข้างนี้ของเจ้า หากไม่ต้องการใช้งานแล้ว ข้าจะสงเคราะห์หักมันทิ้งให้เอาหรือไม่” น้ำเสียงของอาหนิวต่ำและเย็นชาจนน่าขนลุก

ชายหัวโล้นรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือราวกับกระดูกกำลังจะแหลกสลาย มันพยายามออกแรงดึงมือกลับแต่ก็ไม่เป็นผล คล้ายกับถูกเสาหินทับเอาไว้ มันโกรธจนหน้าแดงก่ำ หันไปตะโกนสั่งลูกสมุนอีกสองคน

“พวกมึงยืนบื้ออยู่ทำไมวะ! จัดการไอ้หน้าโง่นี่สิ ตีมันให้ตายแล้วแย่งเงินผู้หญิงมา!”

ลูกสมุนสองคนได้สติ พวกมันคำรามลั่นพร้อมกับชักกระบองไม้เนื้อแข็งท่อนหนาเท่าแขนที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา ง้างขึ้นสุดแขนแล้วฟาดหัวฟาดหางพุ่งเป้าไปที่ศีรษะของอาหนิวอย่างหมายเอาชีวิต

“ระวังเจ้าค่ะอาหนิว!” ซูหว่านกรีดร้องด้วยความตกใจ

อาหนิวไม่สะทกสะท้าน เขาเพียงปรายตามองกระบองไม้ที่ฟาดลงมาด้วยหางตา ชายหนุ่มออกแรงบีบข้อมือของชายหัวโล้นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ‘กร๊อบ’ ส่งผลให้อันธพาลร่างท้วมทรุดลงไปคุกเข่าร้องโหยหวนกับพื้น จากนั้นเขาจึงยกแขนซ้ายที่ว่างอยู่ออกไปรับกระบองไม้ที่ฟาดลงมาตรงๆ

ปัง!

เสียงทึบหนักดังขึ้น แต่กระบองไม้เนื้อแข็งไม่ได้ฟาดถูกศีรษะของชายหนุ่ม มันกลับถูกฝ่ามือเปล่าๆ ของอาหนิวคว้าจับเอาไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำและมั่นคงราวกับจับกิ่งไม้แห้ง

ลูกสมุนอันธพาลเบิกตากว้าง มันพยายามออกแรงดึงกระบองกลับ แต่ไม่ว่าจะเกร็งกล้ามเนื้อจนหน้าดำหน้าแดง กระบองไม้ก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่นิ้วเดียว

“อาวุธเด็กเล่นเช่นนี้ กล้าเอามาแกว่งไกวต่อหน้าข้าเชียวหรือ”

อาหนิวแค่นเสียงหยัน เขาพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อย ออกแรงบีบและบิดกระบองไม้เนื้อแข็งในกำมือ

แกรก... เพล้ง!

เสียงเศษไม้แตกกระจายดังสนั่น กระบองไม้ท่อนหนาที่แข็งแรงพอจะตีหัววัวให้แบะได้ ถูกอาหนิวใช้มือเปล่าบีบจนแหลกละเอียดคามือ เศษไม้ร่วงกราวลงสู่พื้นหิมะ สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คนทั้งตลาดจนเงียบกริบเป็นเป่าสาก

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ลูกสมุนทั้งสองจะหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม พวกมันปล่อยมือจากเศษกระบองที่เหลือ ขาสั่นพั่บๆ มองบุรุษร่างยักษ์ตรงหน้าราวกับมองเห็นเทพปีศาจลงมาจุติบนโลกมนุษย์

อาหนิวสะบัดมือทิ้งชายหัวโล้นที่นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น เขาจ้องมองอันธพาลทั้งสามด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม “ไสหัวไป หากข้าเห็นพวกเจ้ามาป้วนเปี้ยนแถวแผงของฮูหยินข้าอีกแม้แต่ก้าวเดียว คราวหน้าสิ่งที่แหลกคามือข้าจะไม่ใช่กระบองไม้ แต่เป็นกะโหลกศีรษะของพวกเจ้า!”

“ปะ... ไปแล้ว! พวกข้าไปแล้ว! นายท่านโปรดไว้ชีวิตด้วย!”

ชายหัวโล้นลนลานตะเกียกตะกายลุกขึ้น กุมข้อมือที่หักห้อยต่องแต่งของตนเองวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต ลูกสมุนอีกสองคนก็วิ่งหางจุกตูดตามลูกพี่ไปติดๆ ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ลอยคลุ้งและเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของชาวตลาด

เมื่อตัวปัญหาจากไป อาหนิวก็หมุนตัวกลับมาหาซูหว่าน รังสีอำมหิตที่แผ่กระจายเมื่อครู่ถูกเก็บงำลงไปในพริบตา เขาก้มศีรษะให้สตรีตรงหน้าเล็กน้อย “ทำให้ฮูหยิน ต้องตกใจแล้ว พวกสวะเหล่านั้นคงไม่กล้ากลับมารังควานพวกเราอีกพักใหญ่ ข้าจะดูแลความปลอดภัยให้ท่านเอง”

ซูหว่านมองใบหน้าคมคายและแผ่นหลังที่กว้างขวางของบุรุษตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ความกลัวมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย นางพยักหน้ารับเบาๆ “ขอบคุณท่านมาก อาหนิว หากไม่ได้ท่าน ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร”

หลินอันที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ลอบยิ้มจนแก้มแทบปริ ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมองเห็นขุมทรัพย์ นางมองมือหนาของอาหนิวที่เพิ่งหักกระบองไม้ด้วยมือเปล่า สลับกับมองถุงเงินในอกเสื้อมารดา

‘สวรรค์ ท่านปู่เทวดา ข้าตาไม่ฝาดจริงๆ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่แรงงานทาส แต่เขาคือยอดองครักษ์ฝีมือฉกาจระดับพระกาฬชัดๆ’

ต้นขาใหญ่สีทองคำฝังเพชรท่อนนี้ นางหลินอันคนนี้จะต้องกอดเอาไว้ให้แน่นที่สุด ต่อให้เขาความจำกลับคืนมาหรือถูกใครตามล่า นางก็จะใช้ข้ออ้างสารพัดเหนี่ยวรั้งเขาไว้เป็น ‘บิดา’ ของนางให้จงได้!

การเปิดแผงขายของวันแรก ไม่เพียงแต่ทำกำไรได้อย่างงดงาม แต่ยังเป็นการเปิดตัวป้อมปราการพิทักษ์ครอบครัวสกุลหลินอย่างเป็นทางการ เส้นทางสู่ความมั่งคั่งของบุตรสาวแม่ม่ายในยุคโบราณ เพิ่งจะถูกปูลาดด้วยกลีบกุหลาบอย่างแท้จริงแล้ว!
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel