บทย่อ
ทะลุมิติมาทั้งที กลับต้องมาอยู่ในร่างของ หลินอันเด็กหญิงวัยสิบขวบที่กำลังจะหนาวตาย บิดาใจดำทอดทิ้งครอบครัวเพื่อไปเสวยสุขกับลูกสาวเศรษฐี ส่วนญาติพี่น้องก็ร่วมมือกันปล้นเสบียงมื้อสุดท้ายไปจนหมด ปล่อยให้มารดาหัวอ่อนและน้องชายวัยห้าขวบต้องกอดกันร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง โชคดีที่ของดูต่างหน้าอย่าง ‘จี้หยก’ กลับกลายเป็น ระบบแลกเปลี่ยนเพิ่มมูลค่า ที่เพียงแค่ทำให้ครอบครัวมีความสุข ก็สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของล้ำค่าได้ดั่งใจนึก! หลินอันจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติครอบครัว เปลี่ยนมารดาที่อ่อนแอให้กลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยหญิงอันดับหนึ่ง เปลี่ยนกระท่อมผุพังให้เป็นเรือนอิฐหลังใหญ่โต และเปลี่ยนชีวิตที่ขัดสนให้กลายเป็นคหบดีที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉา!
บทที่ 1 ลืมตาตื่นในวันเหมันต์ที่โหดร้าย กับบิดาผู้ไร้หัวใจ
ความหนาวเย็นเสียดแทงลึกถึงกระดูกคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินอันลืมตาตื่นขึ้นมา ลมเหมันต์พัดลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เก่าผุ หอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวขุ่นเข้ามาตกกระทบลงบนใบหน้าเล็กจ้อย เด็กหญิงขยับตัวด้วยความยากลำบาก ร่างกายผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะขยับนิ้วมือยังรู้สึกปวดร้าวไปหมด
นางกะพริบตาถี่ไล่ความพร่ามัว กลิ่นอับชื้นของฟางเก่าและฝุ่นดินลอยแตะจมูก สมองที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลอย่างยาวนานถูกจู่โจมด้วยเศษเสี้ยวความทรงจำมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาประดุจเขื่อนแตก ภาพเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ของนางแต่กลับแจ่มชัดราวกับสลักไว้ในวิญญาณ
ที่นี่ไม่ใช่ยุคปัจจุบันที่นางคุ้นเคย ไม่มีตึกระฟ้า ไม่มีเครื่องทำความร้อน และตัวนางไม่ใช่หญิงสาววัยทำงานที่เก่งกาจอีกต่อไป แต่ตอนนี้คือแคว้นต้าฉู่ แผ่นดินในยุคโบราณที่ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ และนางคือ หลินอัน เด็กหญิงวัยสิบหนาว บุตรสาวคนโตของบ้านรองตระกูลหลินแห่งหมู่บ้านสกุลหลิน
“ฮือ... เป่าเอ๋อร์ แม่ขอโทษ เป็นเพราะแม่ไร้ความสามารถเอง”
เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจดังมาจากมุมหนึ่งของกระท่อม ดึงสติของหลินอันให้กลับมาสู่ความเป็นจริงเบื้องหน้า นางหันศีรษะไปมองตามเสียง เห็นสตรีเรือนผมยุ่งเหยิงสวมเสื้อผ้าฝ้ายหยาบที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนกำลังกอดร่างเล็กจ้อยของเด็กชายวัยห้าขวบเอาไว้แน่น สตรีผู้นั้นคือ ‘ซูหว่าน’ มารดาเจ้าของร่างเดิม ส่วนเด็กน้อยที่ซุกหน้าอยู่กับอกแม่พลางร้องไห้จนตัวโยนคือ ‘หลินเป่า’ น้องชายร่วมสายโลหิต
เมื่อเห็นภาพนั้น ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่หลินอันคนเดิมจะสิ้นใจก็ผุดขึ้นมา
เมื่อเช้าตรู่ ยามที่หิมะแรกของปีเริ่มโปรยปราย ‘หลินต้า’ ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้าได้เก็บเสื้อผ้าและหอบเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายของครอบครัวจำนวนห้าตำลึงเงินหนีออกจากบ้านไป เขาทิ้งคำพูดไร้เยื่อใยไว้เพียงว่า เขาจะไปแต่งงานกับบุตรสาวพ่อค้าในตัวอำเภอเพื่ออนาคตที่ดีกว่า สตรีชาวบ้านจืดชืดอย่างซูหว่านไม่อาจส่งเสริมเขาได้อีกต่อไป
ราวกับสวรรค์ยังรังแกไม่พอ คล้อยหลังหลินต้าจากไปไม่ถึงชั่วยาม แม่เฒ่าหลินผู้เป็นย่าแท้ๆ ก็พาสะใภ้ใหญ่บุกเข้ามาในกระท่อมซอมซ่อแห่งนี้ หญิงชราอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ กวาดเอาข้าวสารครึ่งถุงเล็กและแป้งหยาบที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไปจนหมดสิ้น มิหนำซ้ำยังทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่าในเมื่อหลินต้าทิ้งพวกนางแล้ว พวกนางสามแม่ลูกก็ไม่ใช่คนสกุลหลินอีก หากอยากรอดตายก็จงไสหัวออกไปหาขอทานกินเอาเอง
หลินอันคนเดิมที่เป็นเพียงเด็กหญิงวัยสิบขวบพยายามเข้าไปแย่งถุงข้าวสารคืนจากย่า แต่กลับถูกหญิงชราผลักอย่างแรงจนศีรษะกระแทกกับขอบเตียงเตา สิ้นใจตายคาที่ด้วยความหนาวเหน็บและความหิวโหย เปิดทางให้วิญญาณจากต่างยุคอย่างนางเข้ามาสวมรอยแทน
บัดซบ สัตว์เดรัจฉานยังรู้จักรักลูกตัวเอง แต่นี่บิดากลับทิ้งลูกเมียให้ตายในหน้าหนาวเพื่อไปหาความสุขใส่ตัว ส่วนย่าแท้ๆ ก็ปล้นเสบียงอาหารมื้อสุดท้ายไปจากหลานที่กำลังจะอดตาย ช่างเป็นครอบครัวที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมเสียนี่กระไร
หลินอันแค่นเสียงหยันในใจ นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามพยุงร่างกายที่อ่อนปวกเปียกลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตาที่บัดนี้เย็นเฉียบไร้ซึ่งฟืนไฟมาหล่อเลี้ยง
“ท่านแม่” เสียงแหบพร่าดุจกระดาษทรายเสียดสีกันดังลอกออกจากลำคอแห้งผาก
ซูหว่านชะงักเสียงสะอื้น นางเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาวด้วยดวงตาที่บวมช้ำ ก่อนจะรีบคลานเข่าเข้ามาหาพลางดึงร่างของหลินอันเข้าไปกอดแน่น สองมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบคลำตามใบหน้าและศีรษะของบุตรสาวอย่างลนลาน
“อันเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว ฟ้ามีตา เจ้าสลบไปนานจนแม่นึกว่า... นึกว่าจะเสียเจ้าไปเสียแล้ว” ซูหว่านร่ำไห้อีกระลอก น้ำตาของนางหยดแหมะลงบนหลังมือของหลินอัน ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาพร้อมกับความเปียกชื้นนั้นทำให้อัตราการเต้นของหัวใจหลินอันแปลกไปเล็กน้อย ในชาติก่อนนางเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ดิ้นรนมาตัวคนเดียว ไม่เคยได้รับสัมผัสแห่งความรักจากมารดามาก่อน ความผูกพันทางสายเลือดของร่างเดิมผสานเข้ากับความรู้สึกโหยหาในส่วนลึก ทำให้นางตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น
ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาอยู่ในร่างนี้แล้ว นางก็จะขอรับช่วงต่อดูแลครอบครัวนี้เอง
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว” หลินอันฝืนยิ้มบาง ยกมือเล็กที่สั่นเทาขึ้นเช็ดน้ำตาให้มารดา “ท่านอย่าร้องไห้เลย ร้องไปก็ไม่ได้ทำให้อากาศอุ่นขึ้นหรือทำให้ข้าวสารกลับมาหาเรา”
คำพูดที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของบุตรสาวทำให้ซูหว่านชะงักงันไปชั่วครู่ ปกติแล้วหลินอันมักจะขี้อายและไม่ค่อยกล้าพูดจาฉะฉานเช่นนี้ แต่อาจเป็นเพราะเฉียดความตายมาครั้งหนึ่งจึงทำให้เด็กน้อยเติบโตขึ้นกะทันหัน ซูหว่านคิดเช่นนั้นจึงก้มหน้าร้องไห้อย่างอดสูใจ
“แม่มันไร้ความสามารถ ปกป้องพวกเจ้าไม่ได้เลย บิดาเจ้าก็จากไปแล้ว ย่าของเจ้าก็... พวกเราจะเอาชีวิตรอดในฤดูหนาวนี้ได้อย่างไร”
“พี่ใหญ่ ข้าหิว” เสียงเล็กจ้อยเจือเสียงสะอื้นดังมาจากหลินเป่า เด็กชายตัวผอมหัวโตสวมเสื้อบุฝ้ายที่ขาดจนเห็นนุ่นสีดำคล้ำอยู่ข้างใน เขาเดินเตาะแตะเข้ามากอดเอวพี่สาว ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตามองมาอย่างน่าสงสาร
หลินอันลูบผมแห้งกระด้างของน้องชายแผ่วเบา ร่างกายของเด็กน้อยเย็นเฉียบ หากปล่อยไว้เช่นนี้คืนนี้หลินเป่าคงไม่พ้นต้องแข็งตายเป็นแน่ นางเงยหน้ามองสำรวจไปรอบกระท่อมดินเหนียวที่ทรุดโทรม หลังคามุงฟางมีรูโหว่ ประตูไม้บานพับหักไปข้างหนึ่งจนต้องใช้เชือกฟางมัดรั้งไว้ ข้าวของในบ้านมีเพียงโต๊ะไม้ขาเป๋หนึ่งตัวและถ้วยชามบิ่นๆ ไม่กี่ใบ ช่างเป็นความยากจนที่หาคำบรรยายไม่ได้จริงๆ
“เป่าเอ๋อร์คนเก่ง ทนอีกนิดนะ พี่ใหญ่จะหาทางเอาของกินมาให้เจ้าเอง” หลินอันเอ่ยปลอบน้องชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะหันไปสบตากับมารดา “ท่านแม่ ในเมื่อเขาเลือกที่จะทิ้งพวกเราไป ก็ถือเสียว่าพวกเราไม่มีบิดาอีกต่อไป นับจากนี้ข้าจะดูแลท่านกับน้องชายเอง พวกเราสามคนจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้ ดีจนพวกที่ทิ้งเราไปต้องกระอักเลือดตายด้วยความอิจฉา”
แววตาเด็ดเดี่ยวและน้ำเสียงเยือกเย็นของเด็กหญิงวัยสิบขวบทำให้ซูหว่านลืมร้องไห้ นางมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกประหลาดใจระคนตื้นตัน แม้คำพูดนั้นจะดูเกินจริงสำหรับเด็กตัวแค่นี้ แต่กลับเป็นดั่งแสงสว่างสายเล็กๆ ในความมืดมิดที่เหน็บหนาว
“เอาล่ะ ก่อนอื่นเราต้องหาวิธีปิดประตูบานนั้นให้สนิทเสียก่อน ไม่อย่างนั้นลมหนาวจะพัดเข้ามาจนเราแข็งตายกันหมด” หลินอันขยับตัวลงจากเตียงเตา ความวิงเวียนโจมตีจนต้องเอามือยันกำแพงดินไว้ นางกัดริมฝีปากข่มความอ่อนแรง เดินโซเซไปที่ประตูไม้ที่พังยับเยิน
ด้านนอกกระท่อม หิมะยังคงตกหนัก ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้แสงตะวัน ลมเหนือพัดหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของภูตผี หลินอันกวาดสายตามองหาเศษไม้หรือสิ่งที่จะพอมาค้ำยันประตูได้ นางเห็นท่อนไม้ไผ่เก่าๆ วางแอบอยู่ข้างโอ่งน้ำที่บัดนี้น้ำกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว จึงเดินออกไปหยิบมันขึ้นมา
ความหนาวเย็นกัดกินฝ่ามือจนชาหนึบ จังหวะที่นางออกแรงยกท่อนไม้ไผ่ขึ้นเพื่อนำมาขัดบานประตู เสี้ยนไม้ไผ่ที่แตกหักก็แทงลึกเข้าที่นิ้วชี้อย่างจัง
“โอ๊ย” หลินอันอุทานเบาๆ ชักมือกลับตามสัญชาตญาณ หยดเลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากบาดแผลก่อนจะหยดแหมะลงบนหน้าอกเสื้อของนาง
พริบตานั้นเอง หยดเลือดได้ซึมผ่านเนื้อผ้าลงไปสัมผัสกับสิ่งของบางอย่างที่ห้อยอยู่แนบเนื้อ มันคือจี้หยกสีขาวขุ่นรูปทรงพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่ซูหว่านได้รับสืบทอดมาจากมารดาผู้ล่วงลับ และได้นำมาสวมคอให้หลินอันตั้งแต่ยังแบเบาะ
ทันทีที่เลือดซึมซาบเข้าสู่เนื้อหยก ความร้อนสายหนึ่งก็วาบขึ้นกลางอก แสงสีฟ้าอ่อนจางๆ เปล่งประกายออกจากจี้หยก ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าของหลินอันจะบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
เสียงกลไกบางอย่างดังขึ้นในหัว พร้อมกับหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้า ราวกับหน้าจอโฮโลแกรมในภาพยนตร์ไซไฟที่นางเคยดูในยุคปัจจุบัน
(ติ๊ง! ตรวจพบดีเอ็นเอที่ตรงกัน... กำลังทำการเชื่อมต่อ) (เชื่อมต่อสำเร็จ ยินดีต้อนรับโฮสต์เข้าสู่ ‘ระบบแลกเปลี่ยนเพิ่มมูลค่าขั้นสุดยอด’)
หลินอันเบิกตากว้าง นางเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าว ลืมความหนาวเย็นและความเจ็บปวดไปชั่วขณะ ระบบหรือ นิยายทะลุมิติที่นางเคยอ่านยามว่างไม่ได้หลอกลวงสินะ สวรรค์ยังพอมีเมตตาประทานนิ้วทองคำมาให้นางบ้าง ไม่เช่นนั้นด้วยสภาพเด็กหญิงผอมแห้งวัยสิบขวบ คงได้อดตายก่อนจะรวยเป็นแน่
นางกวาดสายตาอ่านข้อความบนหน้าจอโปร่งแสงอย่างรวดเร็วเพื่อทำความเข้าใจ
(รายละเอียดระบบ: โฮสต์สามารถนำสิ่งของใดๆ ก็ได้ในโลกนี้ใส่เข้ามาในพื้นที่แลกเปลี่ยน ระบบจะทำการสกัดและอัปเกรดสิ่งของชิ้นนั้นให้มีมูลค่าสูงขึ้นหนึ่งระดับหรือเปลี่ยนเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าเทียบเท่าในรูปแบบที่ต่างออกไป) (เงื่อนไขการใช้งาน: การแลกเปลี่ยนแต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ ‘แต้มความสุข’ ของสมาชิกในครอบครัวเป็นพลังงานขับเคลื่อน ปัจจุบันแต้มความสุขของครอบครัวอยู่ที่: 5/100 (ระดับวิกฤต)) (สถานะปัจจุบัน: ระบบระดับ 1 (สิทธิ์การแลกเปลี่ยน 3 ครั้งต่อวัน))
หลินอันหรี่ตาลงใช้ความคิด แลกสิ่งของเพิ่มมูลค่าและต้องใช้แต้มความสุขของครอบครัวเป็นพลังงานอย่างนั้นหรือ หมายความว่าถ้านางทำให้ซูหว่านกับหลินเป่ามีความสุขไม่ได้ ระบบนี้ก็จะเป็นเพียงเศษหินไร้ค่า กลไกนี้ช่างบีบบังคับให้นางต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแสนดีเสียจริง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาวิเคราะห์เงื่อนไข ท้องของนางกำลังร้องประท้วงอย่างหนัก และเสียงท้องร้องของหลินเป่าในกระท่อมก็ดังไม่แพ้กัน หากไม่มีอาหารตกถึงท้องภายในวันนี้ พวกนางคงไม่มีแรงแม้แต่จะเดิน
หลินอันมองซ้ายมองขวา รอบกายมีเพียงหิมะขาวโพลนกับเศษซากของพังๆ นางก้มลงมองกอหญ้าแห้งเหี่ยวที่โผล่พ้นกองหิมะอยู่ริมกำแพงกระท่อม หญ้าแห้งพวกนี้ปกติชาวบ้านใช้ทำเชื้อไฟหรือให้วัวกิน นางไม่รู้ว่าระบบจะรับรองสิ่งนี้หรือไม่ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น นางจึงเอื้อมมือไปถอนหญ้าแห้งกำใหญ่ขึ้นมาปัดหิมะออก
“ระบบ เอาหญ้าแห้งนี่แลกเปลี่ยนได้หรือไม่” นางลองเอ่ยถามในใจ
(ติ๊ง! ตรวจพบวัตถุดิบอินทรีย์ระดับต่ำ ‘หญ้าแห้งวัชพืช’ จำนวน 1 กำมือ ยืนยันการแลกเปลี่ยนหรือไม่ (ใช้แต้มความสุข 1 แต้ม))
“ยืนยัน” หลินอันตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเล
พริบตานั้น หญ้าแห้งในมือของนางก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าถูกดูดเข้าไปในหน้าต่างโฮโลแกรม หน้าจอหมุนวนแสดงสัญลักษณ์ฟันเฟืองอยู่ราวสิบวินาที ก่อนที่แสงสว่างวาบจะปรากฏขึ้นพร้อมกับสิ่งของที่ตกลงมาอยู่ในอ้อมแขนของนาง
มันคือถุงผ้าฝ้ายขนาดเล็กที่เย็บอย่างหยาบๆ เมื่อเปิดปากถุงออก กลิ่นหอมจางๆ ของธัญพืชก็ลอยแตะจมูก ด้านในบรรจุแป้งสาลีเนื้อหยาบสีน้ำตาลอ่อนปริมาณราวๆ หนึ่งชั่ง (ประมาณครึ่งกิโลกรัม)
(การแลกเปลี่ยนสำเร็จ! ได้รับ ‘แป้งสาลีเนื้อหยาบ 1 ถุง’ คงเหลือสิทธิ์การแลกเปลี่ยน 2 ครั้ง คงเหลือแต้มความสุข 4/100)
ดวงตาของเด็กหญิงเปล่งประกายเจิดจ้า แป้งสาลี! แม้จะเป็นเพียงแป้งหยาบๆ ที่มักมีเศษรำข้าวปนอยู่ แต่ในยามกันดารเช่นนี้ มันคือของล้ำค่าที่สามารถต่อชีวิตคนสามคนได้สบายๆ ระบบนี้ไม่ใช่แค่เล่นกลหลอกเด็ก แต่มันสามารถเปลี่ยนหญ้าแห้งไร้ค่าให้กลายเป็นอาหารได้จริงๆ
ความหวังที่ริบหรี่ถูกจุดประกายขึ้นมาในใจ หลินอันกอดถุงแป้งไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า นางรีบคว้าท่อนไม้ไผ่ที่ตกพื้นมาขัดประตูบานพังๆ อย่างลวกๆ พอให้พิงกำแพงกันลมได้บ้าง ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในกระท่อมด้วยความตื่นเต้น
“ท่านแม่ ข้าหาของกินมาได้แล้ว!”
ซูหว่านที่กำลังเอาผ้าห่มผืนบางคลุมตัวให้หลินเป่าเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นถุงผ้าในมือบุตรสาว นางก็รีบปรี่เข้ามาดูด้วยความไม่เชื่อสายตา
“อันเอ๋อร์ นี่มัน... แป้งสาลีนี่! เจ้าไปเอามาจากที่ใดกัน หรือว่าเจ้าแอบไปขโมยของบ้านผู้ใหญ่บ้านมา เจ้าเด็กโง่ หากพวกเขาจับได้เจ้าจะโดนตีตายนะ!” ซูหว่านหน้าซีดเผือด ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำจนมือไม้สั่น
“ข้าไม่ได้ขโมยใครมาทั้งนั้น” หลินอันรีบอธิบายพลางใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว “เมื่อครู่ตอนข้าออกไปหาไม้มาขัดประตู ข้าเห็นชายชราผมขาวหนวดเครายาวเฟื้อยคนหนึ่งเดินผ่านมา เขาเห็นข้าน่าสงสารจึงมอบถุงแป้งนี้ให้ แล้วเขาก็เดินหายไปในพายุหิมะเลยท่านแม่ ข้าคิดว่าอาจจะเป็นเทพเทวดามาโปรดพวกเรา”
ข้ออ้างเรื่องเทพเทวดาอาจจะดูน่าขันในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับชาวบ้านในยุคโบราณที่งมงายและเคารพฟ้าดิน เรื่องราวเช่นนี้กลับน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง ซูหว่านเบิกตากว้างก่อนจะรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นดินดังปั้กๆ
“ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาสามแม่ลูก ขอบคุณสวรรค์จริงๆ” สตรีผู้น่าสงสารพึมพำน้ำตาไหลพราก คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความปีติ
หลินอันถอนหายใจอย่างโล่งอกที่มารดาไม่ซักไซ้ให้มากความ นางรีบประคองซูหว่านให้ลุกขึ้น “ท่านแม่ รีบลุกขึ้นเถอะ อากาศเย็นมากแล้ว เราเอาแป้งนี่ไปต้มทำน้ำข้าวข้นๆ กินกันเถอะ ขืนชักช้าเป่าเอ๋อร์จะทนไม่ไหวเอา”
“ได้ๆ แม่จะไปทำเดี๋ยวนี้” ซูหว่านปาดน้ำตา รับถุงแป้งมาถือไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับทองคำ นางเดินไปที่เตาไฟดินเหนียวมุมห้อง แม้ฟืนจะหมดไปแล้ว แต่ยังพอมีเศษกิ่งไม้แห้งและฟางที่นางเก็บสะสมไว้บ้าง
ซูหว่านใช้หินเหล็กไฟจุดไฟอย่างยากลำบาก มือที่สั่นเทาพยายามประคองเปลวไฟเล็กๆ ไม่ให้ดับ เมื่อไฟติด นางก็ตักน้ำจากโอ่งที่ยังพอมีส่วนที่ไม่แข็งตัวเทลงในหม้อดินเผาใบเก่า รอจนน้ำเริ่มเดือดจึงค่อยๆ โรยแป้งสาลีหยาบลงไปทีละนิด กวนอย่างระมัดระวังไม่ให้จับตัวเป็นก้อน
กลิ่นหอมของธัญพืชต้มเริ่มลอยอบอวลไปทั่วกระท่อมแคบๆ แม้จะไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีเกลือหรือน้ำตาลปรุงรส แต่สำหรับคนที่ไม่ได้กินอะไรมาข้ามวันข้ามคืน กลิ่นนี้กลับหอมหวนยิ่งกว่าอาหารเหลาในภัตตาคารหรู
หลินเป่าที่นอนซมอยู่บนเตียงเตาขยับจมูกฟุดฟิด เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาพยายามชะโงกหน้ามองหม้อดินด้วยความหิวโหย “พี่ใหญ่ หอมจังเลย เราจะได้กินข้าวแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเป่าเอ๋อร์ วันนี้เราจะได้กินให้อิ่มท้อง” หลินอันเดินเข้าไปลูบหัวน้องชาย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า
ไม่นานนัก น้ำข้าวข้นๆ สีน้ำตาลอ่อนก็เสร็จเรียบร้อย ซูหว่านตักแบ่งใส่ถ้วยบิ่นๆ สามใบ ถ้วยที่ใหญ่ที่สุดถูกยื่นให้หลินอัน ถ้วยรองลงมาเป็นของหลินเป่า ส่วนตัวนางเองกลับเหลือเพียงก้นหม้อที่ใสแจ๋วแทบไม่มีเนื้อแป้ง
หลินอันขมวดคิ้วเมื่อเห็นเช่นนั้น นางไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการเทน้ำข้าวข้นๆ จากถ้วยของตัวเองกลับลงไปในถ้วยของมารดาครึ่งหนึ่ง
“อันเอ๋อร์ เจ้าทำอะไร เจ้าเพิ่งฟื้นขึ้นมา ร่างกายต้องการอาหารนะ” ซูหว่านตกใจรีบดันถ้วยคืน
“ท่านแม่ก็ต้องกินให้อิ่ม หากท่านล้มป่วยไปอีกคน แล้วใครจะดูแลข้ากับเป่าเอ๋อร์ล่ะ ท่านกินเถอะ ข้ากินแค่นี้ก็อิ่มแล้ว” หลินอันตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ไม่ยอมให้โต้แย้ง นางเป่าลมไล่ความร้อนจากถ้วยของตนเองแล้วยกขึ้นจิบ
รสชาติของน้ำข้าวแป้งหยาบนั้นจืดชืดและฝาดคอ ซ้ำยังมีเศษรำข้าวสากๆ บาดคอเวลากลืน แต่ความอบอุ่นที่ไหลลื่นลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ากลับสร้างความรู้สึกพึงพอใจอย่างประหลาด มันแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ขับไล่ความหนาวเหน็บออกไปทีละน้อย
หลินเป่ายกถ้วยซดเสียงดังอึกๆ อย่างไม่กลัวร้อน เด็กน้อยเลียริมฝีปากจนสะอาดเกลี้ยง ใบหน้ามอมแมมประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง “อร่อยที่สุดเลย ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยเท่านี้มาก่อน”
(ติ๊ง! ตรวจพบความพึงพอใจอย่างสูงจากสมาชิกในครอบครัว) (แต้มความสุขเพิ่มขึ้น 10 แต้ม! ปัจจุบัน: 14/100)
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวหลินอัน ทำเอานางลอบยิ้มมุมปาก การได้เห็นรอยยิ้มของแม่และน้องชายแลกมาซึ่งแต้มความสุข ดูเหมือนว่าการดิ้นรนในโลกใบใหม่นี้จะมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นมาแล้ว
เมื่อท้องอิ่ม ความเหนื่อยล้าก็เริ่มจู่โจม ซูหว่านจัดแจงให้ลูกทั้งสองนอนซุกกันใต้ผ้าห่มฝ้ายเก่าๆ ผืนเดียวที่มีอยู่บนเตียงเตา แม้ฟืนในเตาจะมอดดับไปแล้ว แต่อย่างน้อยการนอนเบียดกันก็ช่วยสร้างความอบอุ่นได้บ้าง
หลินอันนอนฟังเสียงลมพายุที่พัดกระหน่ำอยู่ด้านนอก สติของนางค่อยๆ เลือนรางลงพร้อมกับความตั้งใจที่แน่วแน่
บิดาที่ทิ้งขว้างพวกเราไป ย่าที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อ รอให้ข้าตั้งตัวได้ก่อนเถอะ พวกเจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำไว้กับร่างนี้และครอบครัวนี้อย่างสาสม
พรุ่งนี้เช้า นางจะขึ้นเขา ภูเขาหิมะที่ชาวบ้านหวาดกลัวนี่แหละ จะเป็นขุมทรัพย์ชั้นดีให้นางใช้หาวัตถุดิบมาแลกเปลี่ยนกับระบบ การพลิกชะตาชีวิตของบุตรสาวแม่ม่ายในยุคโบราณ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
