บทที่ 8 กลิ่นเนื้อล่อสุนัขเฒ่า และรังสีอำมหิตของชายตัดฟืน
ช่วงสายของวัน อาหนิวพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าข้าวต้มสามชามที่เขากินเข้าไปนั้นคุ้มค่าทุกเม็ดข้าว หลังจากจัดการผ่าฟืนกองพะเนินจนเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มก็หันไปจัดการกับบานประตูไม้ที่ผุพังและหลุดรุ่ย เขาใช้ขวานเหล็กถากเศษไม้แผ่นใหม่ที่หลินอันหามาให้ ตอกลิ่มและประกอบเข้ากับบานพับอย่างแน่นหนาจนลมหนาวไม่อาจเล็ดลอดเข้ามาได้อีก เรี่ยวแรงมหาศาลบวกกับทักษะช่างที่เหมือนจะฝังอยู่ในสัญชาตญาณ ทำให้กระท่อมซอมซ่อดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาในพริบตา
หลินอันนั่งห้อยขาอยู่บนแคร่ไม้ ลอบพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ การมีบุรุษร่างยักษ์อยู่ในบ้านช่างอุ่นใจเสียนี่กระไร
เมื่อยามอู่ (11.00-12.59 น.) มาเยือน ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเริ่มมีเมฆครึ้ม หิมะละลอกใหม่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง อากาศที่เย็นจัดทำให้ความหิวมาเยือนเร็วกว่าปกติ ซูหว่านจึงเริ่มลงมือเตรียมอาหารกลางวันควบมื้อเย็น วันนี้นางตั้งใจจะทำหมูสามชั้นผัดผักกาดดอง และต้มกระดูกหมูหัวไชเท้าที่หลินอันบ่นอยากกินนักหนา
เสียงน้ำมันเดือดฉ่าในกระทะเหล็กดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง หมูสามชั้นชิ้นโตถูกนำไปเจียวจนเหลืองกรอบ กลิ่นหอมของไขมันหมูที่แตกตัวผสมผสานกับกระเทียมสับและผักกาดดองรสเปรี้ยวอมหวาน สร้างกลิ่นอายที่เย้ายวนใจจนแทบจะทะลวงกำแพงดินเหนียวออกไปสู่ภายนอก
กลิ่นหอมหวนนี้ไม่ได้ลอยอบอวลอยู่แค่ในกระท่อม แต่สายลมเหนือที่พัดผ่านได้หอบเอากลิ่นเนื้อสัตว์และเครื่องเทศลอยข้ามกำแพงรั้วเตี้ยๆ มุ่งหน้าไปสู่เรือนใหญ่ของตระกูลหลินที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
ณ เรือนใหญ่ แม่เฒ่าหลินกำลังนั่งเคี้ยวแผ่นแป้งข้าวโพดเนื้อหยาบผสมรำข้าวกลั้วคอด้วยน้ำเปล่าอย่างยากลำบาก ฤดูหนาวปีนี้โหดร้ายกว่าทุกปี เสบียงที่สะสมไว้ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว หลินต้าบุตรชายคนรองที่เคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหาเงินก็หนีไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงสะใภ้ใหญ่ที่เอาแต่ขี้เกียจสันหลังยาวและหลานชายที่กินจุราวกับยัดทะนาน
ทันใดนั้น จมูกที่เหี่ยวย่นของหญิงชราก็กระตุกฟุดฟิด กลิ่นหอมของเนื้อหมูผัดลอยมาแตะจมูกจนน้ำลายในสอ นางกลืนแผ่นแป้งฝืดคอลงไปแล้วหันขวับไปทางหน้าต่าง
“กลิ่นเนื้อ... บ้านใดผัดเนื้อหมูกินกันในหน้าหนาวเช่นนี้” แม่เฒ่าหลินพึมพำ
สะใภ้ใหญ่ที่กำลังนั่งผิงไฟอยู่รีบชะโงกหน้าออกไปสูดกลิ่น ก่อนจะเบิกตากว้างชี้มือไปทางกระท่อมท้ายหมู่บ้าน “ท่านแม่ กลิ่นลอยมาจากกระท่อมพังๆ ของนังซูหว่านแน่เลยเจ้าค่ะ วันก่อนข้าเห็นกับตาว่ามันเหมาเกวียนซื้อหมูสามชั้นชิ้นเบ้อเริ่มกลับมา ข้ายังคิดว่าพวกมันคงเอาไปทำเค็มเก็บไว้กินนานๆ ที่ไหนได้ กลับเอามาผัดกินอย่างตะกละตะกลาม ช่างไม่รู้จักประหยัดมัธยัสถ์เอาเสียเลย”
ความริษยาและแรงหิวโหยตีตื้นขึ้นมาในอกของแม่เฒ่าหลิน เมื่อคืนก่อนนางถูกหลินอันถือมีดขู่จนต้องล่าถอยกลับมาอย่างน่าสมเพช ความอับอายนั้นยังคงฝังใจ แต่กลิ่นเนื้อหมูที่หอมฟุ้งยั่วน้ำลายในยามนี้กลับทำให้ความกลัวปลาสนาการไปจนสิ้น
นังเด็กเมื่อวานซืนนั่นก็แค่ขู่คนแก่ให้ตกใจกลัวเท่านั้นแหละ ในบ้านนั้นมีแต่แม่ม่ายหัวอ่อนกับเด็กอมมือ นางเป็นถึงแม่สามี เป็นผู้อาวุโสที่สุดในบ้าน หากนางจะเดินเข้าไปยึดชามข้าวแล้วตักเนื้อหมูกิน ใครหน้าไหนจะกล้าห้าม
“นังสะใภ้หน้าด้าน! สามีไม่อยู่แล้วยังกล้ากินดีอยู่ดี ปล่อยให้แม่ผัวต้องกินรำข้าว มันเนรคุณเกินไปแล้ว เจ้าตามข้ามา วันนี้ข้าจะไปสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึก หากไม่ยอมยกเนื้อหมูและข้าวสารทั้งหมดมาให้ข้า ข้าจะฉีกอกพวกมันให้ดู”
หญิงชรากระแทกชามไม้ลงบนโต๊ะ คว้าไม้เท้าคู่กายแล้วพาร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธปนความโลภเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังกระท่อมท้ายหมู่บ้าน สะใภ้ใหญ่ลอบยิ้มกริ่ม รีบเดินตามไปติดๆ หวังจะได้ส่วนแบ่งเป็นเนื้อหมูชิ้นโตๆ เช่นกัน
ภายในกระท่อม ซูหว่านตักกับข้าวที่เสร็จร้อนๆ ใส่ชามกระเบื้องใบเก่า ข้าวขาวหุงเรียงเม็ดสวยงามถูกตักแจกจ่ายให้ทุกคน อาหนิวรับชามข้าวมาด้วยสองมือตามความเคยชิน เขามองอาหารตรงหน้าแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างประหลาด การได้นั่งล้อมวงกินข้าวในบ้านที่แม้จะซอมซ่อแต่มิดชิด พ้นจากพายุหิมะด้านนอก ช่างเป็นความสุขอันเรียบง่ายที่เขาโหยหา แม้จะจำไม่ได้ว่าเคยมีช่วงเวลาเช่นนี้หรือไม่ก็ตาม
แต่ยังไม่ทันที่ตะเกียบจะคีบเนื้อหมูเข้าปาก เสียงทุบประตูดังปังๆ ก็ดังสนั่นขึ้น ตามด้วยเสียงด่าทอแหลมสูงที่คุ้นหู
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะนังซูหว่าน! ข้ารู้นะว่าพวกเจ้าซ่อนตัวกินเนื้อหมูอยู่ข้างใน เป็นแค่แม่ม่ายมีสิทธิ์อันใดมากินของดีๆ รีบเอาอาหารทั้งหมดออกมาเซ่นไหว้แม่ผัวอย่างข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะประจานให้ชาวบ้านรู้ว่าเจ้านอกใจสามีที่หนีไป!”
ซูหว่านชะงักตะเกียบ ใบหน้าที่เพิ่งจะมีรอยยิ้มซีดเผือดลงทันที ความทรงจำอันเลวร้ายที่ถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหงมาหลายปีลอยกลับมาทำร้ายนางอีกครั้ง หลินเป่าตกใจเสียงตะโกนจนตัวสั่น รีบวางชามข้าวแล้วมุดเข้าไปซุกหลังมารดา
หลินอันวางตะเกียบลงอย่างเชื่องช้า แววตาของเด็กหญิงเปล่งประกายเย็นเยียบ นางอุตส่าห์อารมณ์ดีแล้วเชียว สุนัขเฒ่าสองตัวนี้กลับมารนหาที่ตายถึงหน้าประตูอีกจนได้
“ท่านแม่นั่งอยู่นี่แหละ ไม่ต้องออกไป ข้าจัดการเอง” หลินอันลุกขึ้นยืน
“ช้าก่อน”
เสียงทุ้มต่ำและทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะ อาหนิววางชามข้าวในมือลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล แต่แววตาของเขาบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก สัญชาตญาณของการปกป้องอาณาเขตและคนในความดูแลถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
“เมื่อเช้าเจ้าย้ำนักย้ำหนาว่าหน้าที่ของข้าคือปกป้องครอบครัวนี้มิใช่หรือ” อาหนิวปรายตามองเด็กหญิงด้วยหางตา “เรื่องของคนพาลนอกบ้าน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบุรุษเถิด”
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ราวกับภูผาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาสาวเท้ายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าบานประตู ไม้กระดานที่เขาเพิ่งซ่อมแซมเสร็จกำลังถูกทุบจนสั่นคลอน อาหนิวไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาเอื้อมมือไปดึงสลักไม้ออกแล้วกระชากบานประตูให้เปิดอ้าออกอย่างแรง
วืด!
แม่เฒ่าหลินที่กำลังเงื้อไม้เท้าเตรียมจะทุบประตูอีกครั้งถึงกับผงะหงายหลัง เมื่อบานประตูเปิดออกกะทันหัน นางเตรียมจะอ้าปากด่าทอซูหว่าน แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดชะงักอยู่แค่ลำคอราวกับถูกใครบีบหลอดลมไว้
สิ่งที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่สตรีร่างผอมบางที่นางคุ้นเคย แต่เป็นบุรุษร่างยักษ์สูงใหญ่บึกบึน สวมเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าที่คับตึงจนเห็นมัดกล้ามชัดเจน ใบหน้าคมคายนั้นหล่อเหลาแต่กลับแฝงไปด้วยความดุดันและรังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมากดดันจนอากาศรอบข้างคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นหลายเท่า
ดวงตาคมกริบของอาหนิวหลุบต่ำลงมองหญิงชราและสตรีวัยกลางคนที่ยืนสั่นงันงกอยู่หน้าบันได สายตาของเขาเย็นเยียบราวกับกำลังมองดูซากศพไร้ค่า
“ส่งเสียงเอะอะโวยวายหน้าบ้านผู้อื่น รนหาที่ตายหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังราบเรียบ แต่กลับทรงพลังจนสะท้านไปถึงกระดูกดำ
สะใภ้ใหญ่ตกใจจนหน้าถอดสี นางถอยหลังกรูดไปซ่อนตัวหลังแม่เฒ่าหลิน ปากคอสั่นระริก “ทะ... ท่านแม่ ชายผู้นี้เป็นใครกัน ทำไมถึงมาอยู่ในบ้านของนังซูหว่านได้”
แม่เฒ่าหลินเองก็หวาดกลัวจนขาสั่น แต่ความหน้าด้านและสันดานอันธพาลที่ฝังลึกทำให้นางพยายามเชิดหน้าขึ้น นางชี้ไม้เท้าไปที่หน้าอาหนิวด้วยมือที่สั่นเทา
“จะ... เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาขวางหน้าประตูบ้านคนอื่น นังซูหว่าน! นังแพศยา! เจ้าแอบซ่อนชู้รักไว้ในบ้านหรือ มิน่าเล่าถึงมีเงินไปซื้อเสบียงมากมาย ที่แท้ก็เอาตัวเข้าแลกนี่เอง ถุย! หญิงร่านเช่นเจ้า สกุลหลินของเราจะจับถ่วงน้ำให้ตายตกไปตามกัน!”
คำด่าทออันหยาบคายและไร้เหตุผลนั้นทำให้ซูหว่านที่แอบฟังอยู่ด้านในน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอับอายและคับแค้นใจ นางกำลังจะก้าวออกไปอธิบาย แต่หลินอันกลับจับมือนางไว้แน่นแล้วเดินนำหน้าออกมายืนเคียงข้างอาหนิว
“หุบปากเหม็นเน่าของท่านเดี๋ยวนี้!” หลินอันตวาดลั่น เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ดึงดูดความสนใจของเพื่อนบ้านสองสามคนที่บังเอิญเดินผ่านมาให้หยุดยืนดู
หลินอันจ้องมองแม่เฒ่าหลินด้วยสายตารังเกียจเหยียดหยาม “ท่านย่าแก่จนเลอะเลือนหรือถึงได้เที่ยวใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นส่งเดช ชายผู้นี้คือ ‘อาหนิว’ เป็นลูกจ้างที่ข้าจ้างมาด้วยเงินของข้าเอง เพื่อให้มาผ่าฟืน ซ่อมแซมบ้าน และเป็นผู้คุ้มกันพวกเราจากพวกสุนัขบ้าที่ชอบมารังควานขอบตะทานอาหารคนอื่น!”
“จ้างมางั้นหรือ นังเด็กขี้ปด! เจ้าเอาเงินจากที่ใดมาจ้างคนตัวโตปานนี้” สะใภ้ใหญ่โผล่หน้าออกมาเถียง
“นั่นมันเรื่องของข้า” หลินอันเชิดหน้าขึ้น “ตอนที่พวกท่านไล่พวกเราออกมา ท่านประกาศตัดขาดพวกเราแล้วมิใช่หรือ บัดนี้ครอบครัวข้าจะมีเงินทอง หรือจะจ้างใครมาดูแลบ้าน มันก็เป็นสิทธิ์ของข้า ไม่กงการอะไรกับเรือนใหญ่ หากพวกท่านยังกล้าปากพล่อยใส่ร้ายมารดาข้าอีก ข้าจะลากพวกท่านไปแจ้งความที่ศาลข้อหาหมิ่นประมาทหญิงม่ายให้ทางการโบยให้หลังลายไปเลย”
คำพูดฉะฉานและแม่นยำในข้อกฎหมายของเด็กหญิงวัยสิบขวบทำเอาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ซุบซิบกันเซ็งแซ่ หลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย เพราะชาวบ้านต่างรู้ดีถึงพฤติกรรมกดขี่ของแม่เฒ่าหลิน
แม่เฒ่าหลินเห็นว่าสถานการณ์พลิกผัน ชาวบ้านไม่ได้เข้าข้างตน ซ้ำนังเด็กผียังมีบุรุษร่างยักษ์คอยหนุนหลัง นางก็เริ่มหน้าบาง แต่ความเสียดายเนื้อหมูยังคงมีอยู่ นางจึงเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นบีบน้ำตา
“สวรรค์มีตาดูเอาเถิด หลานสาวอกตัญญูจ้างคนนอกมาข่มเหงย่าแท้ๆ ข้าแค่จะมาขอเศษอาหารประทังชีวิตประสาคนแก่ที่กำลังจะอดตาย พวกมันกลับให้ชายชู้มาข่มขู่ข้า ช่างไร้คุณธรรมเสียนี่กระไร”
อาหนิวที่ยืนนิ่งฟังอยู่นาน ความอดทนของเขาขาดผึงลงเมื่อได้ยินคำว่า ‘ชายชู้’ ที่กระทบกระเทียบถึงสตรีที่บอบบางและมีน้ำใจช่วยเหลือเขาเมื่อคืน เขาไม่สนว่าหญิงชราตรงหน้าจะเป็นใคร ในสมรภูมิรบ ผู้ที่กล้าหยามเกียรติคนในความคุ้มครองของเขา มีเพียงจุดจบเดียวเท่านั้น
วิ้ง!
กลิ่นอายสังหารที่ถูกสะกดไว้พลันระเบิดออกมารอบกายอาหนิว อากาศบริเวณนั้นเย็นยะเยือกยิ่งกว่าพายุหิมะ ชายหนุ่มก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าว แต่แผ่นหินใต้ฝ่าเท้ากลับแตกร้าวเป็นทางยาว ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่แม่เฒ่าหลินราวกับพญามัจจุราชที่กำลังจดจ้องวิญญาณคนตาย
“หากเจ้ากล้าเอ่ยคำว่าแพศยาหรือชายชู้ออกจากปากที่โสมมนั่นอีกแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะตัดลิ้นของเจ้าออกมาให้สุนัขกินเสีย”
น้ำเสียงของอาหนิวไม่ได้ดังกระโชกโฮกฮาก มันราบเรียบและแผ่วเบา แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าใส่หน้าอกของแม่เฒ่าหลินอย่างจัง รังสีอำมหิตของคนที่เคยเข่นฆ่าศัตรูมานับหมื่นนับแสน ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะรับมือได้
หญิงชรารู้สึกราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอ ลมหายใจติดขัด แข้งขาอ่อนแรงจนไม่สามารถพยุงตัวยืนได้ นางทรุดฮวบลงกับพื้นหิมะ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ภาพลวงตาของกองเลือดและภูเขาซากศพปรากฏขึ้นในหัวของนางเพียงชั่วเสี้ยววินาที
จ๊อก...
เสียงของเหลวหยดกระทบพื้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด กลิ่นเหม็นสาบฉุนกึกโชยออกมาจากเบื้องล่างของหญิงชรา น้ำสีเหลืองขุ่นไหลซึมผ่านกางเกงผ้าฝ้ายเนื้อหยาบลงมาย้อมหิมะสีขาวให้ด่างพร้อย
แม่เฒ่าหลินหวาดกลัวจิตสังหารของอาหนิวจนฉี่ราดกางเกง!
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันปิดจมูกและหัวเราะเยาะออกมาเบาๆ สะใภ้ใหญ่หน้าม้านจนแทบแทรกแผ่นดินหนี นางรีบก้มลงไปฉุดกระชากแขนแม่สามีให้ลุกขึ้น
“ท่านแม่ รีบไปเร็วเข้า ชายผู้นี้มันเป็นปีศาจ!” สะใภ้ใหญ่ออกแรงลากแม่เฒ่าหลินที่ตอนนี้สติหลุดลอย ขาสั่นจนก้าวไม่ออก ต้องให้ลูกสะใภ้พยุงกึ่งลากกึ่งจูงหนีเตลิดกลับไปทางเรือนใหญ่อย่างทุลักทุเล ไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับมามองก้อนเนื้อหมูที่เคยหมายปองอีกเลย
หลินอันมองตามแผ่นหลังที่น่าสมเพชนั้นพลางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “หึ สุนัขขี้เรื้อน เก่งแต่เห่า พอเจอราชสีห์คำรามเข้าหน่อยก็หางจุกตูดหนีไปเสียแล้ว”
เมื่อตัวปัญหาจากไป ชาวบ้านก็เริ่มสลายตัว อาหนิวสูดลมหายใจเข้าลึก เก็บงำรังสีอำมหิตกลับคืนสู่ส่วนลึกของจิตใจ แววตาดุดันแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นความสงบนิ่งตามเดิม เขาก้าวถอยหลังกลับเข้ามาในกระท่อมและปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา
ซูหว่านที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านหลัง บัดนี้น้ำตาที่เคยคลอเบ้าได้เหือดแห้งไปแล้ว นางมองแผ่นหลังกว้างของอาหนิวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ตั้งแต่ออกเรือนมา ไม่เคยมีบุรุษใดออกหน้าปกป้องนางอย่างแข็งขันและเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน หลินต้าอดีตสามีมักจะหลบอยู่หลังนางเสมอเมื่อมีปัญหา แต่ชายผู้นี้กลับยืนหยัดประดุจภูผา เป็นเกราะกำบังที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริง
หัวใจที่เคยด้านชาของหญิงม่ายพลันเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ซูหว่านรีบก้มหน้าลงซ่อนริ้วสีแดงที่พาดผ่านพวงแก้ม
อาหนิวหันกลับมา เขาสังเกตเห็นท่าทีแปลกไปของซูหว่านจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเมื่อครู่มาก “ฮูหยิน ท่านบาดเจ็บหรือตกใจตรงไหนหรือไม่ ขออภัยที่ข้าเสียมารยาทกระทำการอุกอาจไปบ้าง”
“มะ... ไม่เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้เป็นอะไร ขอบคุณท่านมากที่ช่วยออกหน้าปกป้องพวกเรา” ซูหว่านตอบเสียงตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบตาคมกริบคู่นั้น
“มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” อาหนิวพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะอาหาร หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูสามชั้นเข้าปากหน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อาหารมื้อนี้อร่อยมาก รีบมากินต่อเถิด ปล่อยให้เย็นจะเสียรสชาติเอาได้”
หลินอันลอบมองปฏิกิริยาของคนทั้งสองแล้วก็ต้องอมยิ้มจนแก้มตุ่ย แผนการหา ‘ต้นขาใหญ่’ ของนางดูเหมือนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ไม่เพียงแต่ได้แรงงานและผู้คุ้มกันฝีมือฉกาจ แต่ดูเหมือนนางอาจจะได้ ‘บิดาคนใหม่’ ที่เพียบพร้อมมาประดับครอบครัวในเร็วๆ นี้เสียด้วย
อาหารมื้อนั้นดำเนินต่อไปด้วยบรรยากาศที่ผ่อนคลายและอบอุ่นกว่าเดิม หลินเป่าที่หายกลัวแล้วเริ่มออดอ้อนให้อาหนิวคีบเนื้อให้ ส่วนซูหว่านก็คอยตักน้ำแกงให้ชายหนุ่มอย่างรู้หน้าที่ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกลับคืนสู่กระท่อมหลังเล็กอีกครั้ง
และในขณะเดียวกัน ระบบในหัวของหลินอันก็ดังขึ้นอย่างเงียบๆ
(ติ๊ง! ตรวจพบความรู้สึกปลอดภัยและการปกป้องที่แน่วแน่ ดัชนีความสุขทะลุขีดจำกัด) (ได้รับแต้มความสุขพิเศษ 30 แต้ม ปัจจุบัน: 52/100) (ปลดล็อกรางวัลพิเศษจากระบบ: ‘ลูกสุนัขพยัคฆ์ขาว’ (สัตว์เลี้ยงวิเศษระดับเริ่มต้น))
หลินอันเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น รางวัลพิเศษมาอีกแล้ว! ครอบครัวนี้ช่างมีบุญวาสนาหนุนนำกันเสียจริง รอให้พ้นมื้ออาหารนี้ไปก่อนเถิด นางจะเอาลูกสุนัขวิเศษนี่ออกมาให้น้องชายเลี้ยง รับรองว่าความสุขของหลินเป่าจะต้องพุ่งปรี๊ดจนระบบแจกแต้มรัวๆ แน่นอน!