บทที่ 7 นามนั้นคือ ‘อาหนิว’ ผู้สับฟืนแห่งบ้านสกุลหลิน
ยามเมา (05.00-06.59 น.) รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงสีทองที่สาดส่องผ่านรอยแยกของหลังคากระท่อม กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มขาวผสมน้ำซุปกระดูกหมูลอยอวลไปทั่วบริเวณ ความอบอุ่นจากเตาไฟดินเหนียวแผ่ซ่านขับไล่ความหนาวเหน็บของเหมันต์ฤดูให้เจือจางลง
บนเตียงเตาที่ปูด้วยฟางแห้งและผ้าห่มผืนหนา ร่างสูงใหญ่กำยำของบุรุษปริศนาเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง คิ้วกระบี่เข้มขมวดเข้าหากันแน่น เปลือกตาที่ปิดสนิทมาตลอดทั้งคืนค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
สิ่งแรกที่ชายหนุ่มสัมผัสได้คือความปวดหนึบที่แล่นพล่านอยู่ในหัวราวกับถูกค้อนเหล็กทุบซ้ำๆ ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะก่อนจะค่อยๆ ปรับจนเห็นเพดานฟางที่ผุพังและหยากไย่ที่เกาะอยู่ตามมุมห้อง เขาพยายามขยับตัวตามสัญชาตญาณระวังภัย แต่ความเจ็บแปลบที่สีข้างด้านซ้ายก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก
ชายหนุ่มก้มลงมองบาดแผลของตนเอง เขายังจำความรู้สึกตอนที่คมดาบของศัตรูฟาดฟันทะลุเกราะอ่อนเข้ามาได้ บาดแผลนั้นลึกจนเกือบถึงอวัยวะสำคัญ ปริมาณเลือดที่สูญเสียไปมากพอที่จะทำให้คนสิบคนสิ้นใจตาย แต่บัดนี้ บาดแผลฉกรรจ์นั้นกลับถูกสมานปิดสนิทด้วยสะเก็ดเลือดสีเข้ม ไม่มีอาการอักเสบหรือเน่าเปื่อย ซ้ำยังมีร่องรอยของการถูกทำความสะอาดอย่างหมดจด เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่แม้จะคับตึงไปหน่อยแต่ก็แห้งและให้ความอบอุ่น
เขารอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์
แต่นี่คือที่ใดกัน และผู้ใดเป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้
ชายหนุ่มพยายามเค้นสมองนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า แต่ทันทีที่เขาพยายามขุดคุ้ยความทรงจำ ความเจ็บปวดราวกับเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงก็จู่โจมเข้าที่ขมับจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมศีรษะ ภาพนิมิตสีแดงฉาน เสียงปะทะกันของอาวุธสงคราม และเสียงตะโกนก้องในสมรภูมิดังแว่วเข้ามาในหัว แต่มันกลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่แตกสลาย เขาจำไม่ได้เลยว่าศัตรูคือใคร ตนเองกำลังหนีจากสิ่งใด และที่สำคัญที่สุด... เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตนเอง
“ตื่นแล้วหรือเจ้ายักษ์”
เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงดังขึ้นขัดจังหวะความคิดที่กำลังสับสน ชายหนุ่มหันขวับไปตามเสียง สัญชาตญาณนักรบทำให้แววตาของเขาตวัดมองอย่างดุดันและเยียบเย็น แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับเป็นเพียงเด็กหญิงตัวกะเปี๊ยกวัยราวสิบขวบ สวมเสื้อคลุมบุฝ้ายสีชาด กำลังยืนกอดอกมองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
หลินอันลอบกลืนน้ำลายลงคอ แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่การเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของบุรุษผู้นี้ก็ทำให้นางแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นของจริงแท้แน่นอน แต่ในเมื่อเขามานอนอยู่บนเตียงของนางแล้ว นางย่อมต้องเป็นผู้คุมเกม
“มองข้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร ข้าเป็นคนแบกท่านลงมาจากภูเขาหิมะและป้อนยาวิเศษช่วยชีวิตท่านไว้นะ หากไม่ได้ข้า ป่านนี้ท่านคงกลายเป็นอาหารของฝูงหมาป่าไปแล้ว” เด็กหญิงเชิดหน้าขึ้น เอ่ยอ้างความดีความชอบอย่างเต็มปากเต็มคำ
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย รังสีคุกคามรอบกายอ่อนลงเมื่อตระหนักได้ว่าเด็กหญิงตรงหน้าคือผู้มีพระคุณ เขาพยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังดินเหนียว กวาดสายตามองไปรอบกระท่อมซอมซ่อ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า
“ที่นี่... คือที่ใด แล้วข้า... คือใคร”
คำถามนั้นทำให้หลินอันหรี่ตาลง นางเดินเข้าไปใกล้เตียงเตาอีกสองก้าว สังเกตแววตาของชายหนุ่มอย่างละเอียด ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสนและว่างเปล่า ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ
ความจำเสื่อมหรือ ช่างเป็นพล็อตเรื่องที่คลาสสิกเสียนี่กระไร
หลินอันลอบยิ้มกริ่มในใจ หากเขาจำอะไรไม่ได้ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อนาง การควบคุมคนที่ความทรงจำว่างเปล่าย่อมง่ายกว่าการเลี้ยงดูเสือร้ายที่จำเขี้ยวเล็บของตัวเองได้
“ที่นี่คือหมู่บ้านสกุลหลิน ส่วนท่านเป็นใครนั้นข้าเองก็ไม่รู้” หลินอันตอบเสียงเรียบ “เมื่อวานข้าขึ้นเขาไปหาฟืน เห็นท่านกลิ้งตกลงมาจากหน้าผา หัวฟาดกับก้อนหินจนสลบเหมือด เลือดอาบไปทั้งตัว ข้าสงสารจึงลากท่านกลับมาทำแผลให้ ดูท่าทางท่านจะหัวฟาดพื้นแรงจนความจำเสื่อมไปแล้วกระมัง”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว เขายกมือขึ้นลูบคลำศีรษะของตนเอง แม้จะไม่มีบาดแผลภายนอกชัดเจน แต่ความปวดร้าวที่ฝังลึกอยู่ข้างในก็ทำให้เขาเริ่มคล้อยตามคำพูดของเด็กหญิง เขาพยายามนึกชื่อของตนเองอีกครั้ง แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
“ข้าจำอะไรไม่ได้เลย” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเจือไปด้วยความหงุดหงิดและไร้หนทาง
“จำไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนจำหรอกยิ่งคิดจะยิ่งปวดหัวเปล่าๆ” หลินอันก้าวขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยข้างเตียง วางท่าเป็นผู้ใหญ่เกินวัย “ในเมื่อท่านไม่มีชื่อ งั้นข้าจะตั้งชื่อให้ท่านใหม่ก็แล้วกัน ดูจากรูปร่างสูงใหญ่และเรี่ยวแรงที่น่าจะเยอะเอาการของท่าน นับจากวันนี้ไป ท่านชื่อ ‘อาหนิว’ (เจ้าวัวโง่) ก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มชะงักงัน ‘อาหนิว’ อย่างนั้นหรือ ชื่อช่างบ้านนอกและดูโง่งมเสียเหลือเกิน สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขาร้องประท้วงว่าชื่อของเขาควรจะยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามกว่านี้ แต่ในเมื่อเขาไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ และชีวิตนี้เด็กหญิงตรงหน้าเป็นผู้มอบให้ เขาจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
“อาหนิว... ก็ได้ ข้าคืออาหนิว”
“ดีมาก อาหนิว” หลินอันยิ้มกว้างจนตาหยี นางประสานมือไว้บนตักแล้วเริ่มเข้าสู่โหมดเจรจาธุรกิจ “เอาล่ะ ในเมื่อท่านฟื้นแล้ว เราก็มาตกลงเรื่องค่าตอบแทนกัน ยาสมานแผลที่ข้าให้ท่านกินไปนั้นเป็นยาวิเศษที่ท่านปู่เทวดามอบให้ มีมูลค่ามหาศาลจนแทบจะซื้อเมืองได้ทั้งเมือง ข้าใช้มันช่วยชีวิตท่าน ถือว่าท่านติดหนี้ชีวิตพวกข้าก้อนโต ท่านเห็นด้วยหรือไม่”
อาหนิวมองเด็กหญิงจอมเจ้าเล่ห์ตรงหน้า เขามั่นใจว่ายาเม็ดนั้นย่อมไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน เพราะบาดแผลของเขาสมานตัวเร็วเกินกว่าปกติมนุษย์ หากจะบอกว่ามีมูลค่ามหาศาลก็คงไม่เกินจริงนัก เขาพยักหน้ารับอย่างสงบ “บุญคุณช่วยชีวิต ย่อมต้องทดแทน”
“พูดง่ายแบบนี้สิค่อยน่าคุยด้วยหน่อย” หลินอันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ครอบครัวข้ามีกันสามคน มีข้า ท่านแม่ และน้องชายตัวเล็ก พวกเราเพิ่งถูกบิดาใจดำทอดทิ้งและถูกไล่ออกจากบ้านใหญ่ ขาดแคลนแรงงานบุรุษเป็นอย่างมาก ในเมื่อท่านยังไม่มีที่ไปและจำอะไรไม่ได้ ท่านก็จงอยู่ที่นี่ ทำงานชดใช้หนี้ชีวิตให้ข้าก็แล้วกัน”
“ให้ข้าทำสิ่งใด” อาหนิวถามเสียงเรียบ
“ทุกอย่างที่ต้องใช้แรงงาน” หลินอันตอบอย่างฉะฉาน “สับฟืน หาของป่า ซ่อมแซมกระท่อม ตักน้ำ และคอยเป็นผู้คุ้มกันไม่ให้พวกญาติใจร้ายหรืออันธพาลหน้าไหนมารังแกครอบครัวข้า แลกกับการที่ข้าจะมีข้าวให้ท่านกินอิ่มทุกมื้อ มีที่ซุกหัวนอนอุ่นๆ และมีเสื้อผ้าให้ใส่ ท่านตกลงหรือไม่”
โครก... คราก...
ยังไม่ทันที่อาหนิวจะเอ่ยปากตอบ ท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องคำรามประท้วงออกมาดังลั่นเสียก่อน ชายร่างยักษ์ชะงักไปเล็กน้อย ริ้วรอยสีแดงพาดผ่านใบหน้าคมคายอย่างหาได้ยาก เขาไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว ความหิวโหยในยามนี้รุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลเสียอีก
หลินอันหลุดหัวเราะออกมาคิกคัก “ดูเหมือนท้องของท่านจะตกลงรับข้อเสนอแล้วนะ รอเดี๋ยวก่อน ข้าจะไปยกข้าวต้มมาให้”
เด็กหญิงกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่นานนักนางก็กลับมาพร้อมกับชามใบใหญ่ที่บรรจุข้าวต้มเนื้อเนียนละเอียด ราดด้วยน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวจนหวานหอม กลิ่นของอาหารทำให้อาหนิวลอบกลืนน้ำลาย เขารับชามข้าวต้มมาถือไว้ มือใหญ่โตจับตะเกียบไม้อย่างทะมัดทะแมง บ่งบอกถึงการได้รับการอบรมมารยาทมาเป็นอย่างดี แม้จะหิวจัดแต่เขาก็ไม่ได้ตักอาหารเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม
ซูหว่านที่เพิ่งกลับมาจากการให้อาหารไก่ป่าที่หลังบ้าน เดินเข้ามาเห็นบุรุษแปลกหน้าฟื้นขึ้นมานั่งกินข้าวอยู่บนเตียงก็ตกใจจนก้าวขาไม่ออก นางยืนแอบอยู่หลังบานประตู มองมัดกล้ามที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าของอดีตสามีด้วยความรู้สึกประหม่า
“ท่านแม่ เข้ามาสิเจ้าคะ เขาฟื้นแล้ว” หลินอันกวักมือเรียกมารดา “ข้าตกลงกับเขาแล้วว่าเขาจะอยู่ช่วยงานที่บ้านเราเพื่อใช้หนี้ค่าหมอค่ายา เขาชื่ออาหนิวเจ้าค่ะ”
อาหนิวเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้ม สายตาของเขาปะทะเข้ากับสตรีร่างบอบบางที่ยืนหน้าแดงซ่านอยู่ตรงหน้า ซูหว่านเป็นสตรีที่มีโครงหน้างดงามหมดจด แม้จะสวมเสื้อผ้าหยาบๆ และดูซูบผอมไปบ้าง แต่นางก็มีกลิ่นอายของความอ่อนโยนและบริสุทธิ์ที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายใจ
ชายหนุ่มวางตะเกียบลงแล้วค้อมศีรษะให้เล็กน้อย “รบกวนฮูหยินแล้ว บุญคุณที่ช่วยชีวิต อาหนิวจะไม่มีวันลืม”
ซูหว่านสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเรียกว่าฮูหยิน นางรีบโบกมือไม้พัลวัน “มะ... ไม่ต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ เป็นอันเอ๋อร์ที่ไปพบท่านและให้ยาท่านกิน ข้าเพียงแค่ช่วยเช็ดตัวให้เท่านั้น ท่านบาดเจ็บหนัก กินให้เยอะๆ เถิด หากไม่อิ่มในหม้อยังมีอีกนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานและท่าทางขวยเขินของมารดาทำให้หลินอันแอบกลอกตาขึ้นฟ้าเบาๆ สตรีผู้นี้ช่างไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมบุรุษเอาเสียเลย ดีที่อาหนิวผู้นี้ดูท่าทางเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ได้แสดงกิริยาลวนลามทางสายตา
เมื่อกินข้าวต้มจนหมดไปสามชามใหญ่ พละกำลังของอาหนิวก็ฟื้นคืนกลับมาเกือบแปดส่วน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่สูงใหญ่เกือบแปดฉื่อ (ประมาณ 185 เซนติเมตร) ทำให้กระท่อมที่แคบอยู่แล้วดูอึดอัดขึ้นมาถนัดตา ศีรษะของเขาแทบจะชนกับขื่อหลังคา
“ฟืนของพวกเจ้าใกล้จะหมดแล้ว ข้าจะไปจัดการให้”
อาหนิวเอ่ยขึ้นเมื่อกวาดสายตามองเห็นกองฟืนที่เหลือเพียงไม่กี่ท่อน เขาเดินตรงไปยังมุมห้อง หยิบขวานเหล็กที่หลินอันแลกมาจากระบบขึ้นมาถือไว้ น้ำหนักและความสมดุลของใบขวานทำให้เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ขวานชั้นดีเช่นนี้ไม่น่าจะมาอยู่ในกระท่อมชาวบ้านยากจนได้ แต่เขาเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ในใจ
ชายหนุ่มผลักประตูเดินออกไปลานกว้างหน้ากระท่อม อากาศภายนอกหนาวเหน็บจนน้ำในโอ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง แต่สำหรับผู้ที่มีวรยุทธ์และพลังปราณคุ้มกายเช่นเขา ความหนาวแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เขาวางท่อนไม้สนแห้งที่หลินอันเก็บมาไว้บนแท่นไม้รองสับ กะระยะด้วยสายตาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเงื้อขวานขึ้นสูงแล้วฟาดฟันลงมา
ปึก! ปึก! ปึก!
เสียงคมขวานแหวกอากาศและสับลงบนเนื้อไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและหนักแน่น ท่วงท่าของอาหนิวเวลาสับฟืนนั้นลื่นไหลและทรงพลังราวกับกำลังร่ายรำเพลงดาบในสมรภูมิ ทุกครั้งที่ขวานสับลงไป ท่อนไม้จะแตกออกเป็นสองซีกขนาดเท่ากันเป๊ะอย่างแม่นยำ ไม่มีการเสียจังหวะหรือต้องออกแรงซ้ำสอง
หลินอันและซูหว่านเดินออกมายืนดูอยู่ที่หน้าประตู ซูหว่านเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ปริมาณไม้ที่อาหนิวสับเสร็จในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป (ประมาณ 15 นาที) เทียบเท่ากับที่อดีตสามีของนางต้องใช้เวลาสับทั้งวัน พละกำลังของบุรุษผู้นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
“เห็นหรือไม่เจ้าคะท่านแม่ ข้าบอกแล้วว่าเขาคือแรงงานชั้นเลิศ” หลินอันกระซิบบอกมารดาด้วยความภาคภูมิใจในการลงทุนของตนเอง
“พี่ใหญ่! คนผู้นั้นเป็นใคร ตัวใหญ่จังเลย”
เสียงงัวเงียของหลินเป่าดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กน้อยเพิ่งตื่นนอน ขยี้ตาเดินเตาะแตะออกมายืนกอดขาซูหว่าน เมื่อเห็นแผ่นหลังกว้างและมัดกล้ามที่ตึงแน่นยามยกขวานของอาหนิว หลินเป่าก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว
เสียงของเด็กน้อยทำให้อาหนิวหยุดชะงัก เขาปักขวานลงบนขอนไม้แล้วหันกลับมามอง เมื่อเห็นเด็กชายตัวผอมหัวโตซุกตัวอยู่หลังมารดา แววตาดุดันของชายหนุ่มก็ทอประกายอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณลึกๆ ในใจบอกเขาว่าเด็กคนนี้ไร้พิษสงและต้องการการปกป้อง
อาหนิวเดินก้าวช้าๆ เข้ามาหาสามแม่ลูก เขาย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งเพื่อให้ระดับสายตาอยู่ในระนาบเดียวกับหลินเป่า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากที่เคยบึ้งตึง
“ข้าชื่ออาหนิว ต่อไปนี้ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนเล่นและคอยดูแลพวกเจ้า เจ้าชื่ออะไรหรือเจ้าหนู” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนซูหว่านยังต้องประหลาดใจ
หลินเป่าเงยหน้ามองมารดาสลับกับพี่สาว เมื่อเห็นว่าทั้งสองไม่ได้ห้ามปราม เด็กน้อยจึงค่อยๆ ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ขะ... ข้าชื่อหลินเป่า ขอรับ ท่านลุงตัวใหญ่จัง ท่านแข็งแรงพอๆ กับวัวเหล็กเลยหรือไม่”
อาหนิวหัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นทุ้มกังวานและมีเสน่ห์อย่างประหลาด เขาเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านไปลูบศีรษะของเด็กน้อยเบาๆ “ข้าแข็งแรงกว่าวัวเหล็กเสียอีก หากเจ้าเป็นเด็กดี กินข้าวเยอะๆ โตขึ้นข้าจะสอนเจ้าผ่าฟืนและล่าสัตว์เอาหรือไม่”
“เอาๆ ข้าอยากเก่งเหมือนท่านลุงอาหนิว” หลินเป่ายิ้มกว้างจนตาหยี กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ความหวาดกลัวในตอนแรกมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเลื่อมใสศรัทธาในความแข็งแกร่งของบุรุษตรงหน้า
ภาพของบุรุษร่างยักษ์ที่กำลังหยอกล้อกับเด็กชายตัวน้อย ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งแต่กลับดูอบอุ่นและลงตัวอย่างประหลาด หลินอันมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ แม้นางจะรับเขาเข้ามาด้วยหวังผลประโยชน์และต้องการแรงงาน แต่ลึกๆ แล้ว นางก็อยากให้ครอบครัวนี้เติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป
บิดาที่เลวทรามได้จากไปแล้ว และสวรรค์ก็ได้ส่งผู้พิทักษ์คนใหม่มาแทนที่
ซูหว่านมองมือใหญ่ที่ลูบศีรษะบุตรชายด้วยดวงตาที่ทอประกายอ่อนโยน หัวใจที่เคยแห้งผากและหวาดกลัวต่อโลกภายนอก เริ่มมีความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาอย่างเงียบๆ
(ติ๊ง! ตรวจพบดัชนีความสุขและความอบอุ่นในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น) (แต้มความสุขเพิ่มขึ้น 20 แต้ม! ปัจจุบัน: 22/100)
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวหลินอัน เป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจรับ ‘อาหนิว’ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนั้นคือการลงทุนที่ถูกต้องที่สุด การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในยุคโบราณพร้อมกับครอบครัวที่สมบูรณ์แบบกำลังจะเริ่มเดินหน้าอย่างแท้จริงแล้ว!