บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ร่างที่เปื้อนเลือด ณ ตีนเขา และความขัดแย้งในใจของแม่ม่าย

(ติ๊ง! ตรวจพบความต้องการยารักษาอาการบาดเจ็บขั้นวิกฤต ระบบขอแนะนำ ‘ยาเม็ดผสานโลหิตคืนวิญญาณ’ สรรพคุณห้ามเลือดทันทีและฟื้นฟูอวัยวะภายในที่บอบช้ำ โฮสต์ต้องการใช้ก้อนเงินหนึ่งตำลึงและแต้มความสุข 10 แต้มเพื่อทำการแลกเปลี่ยนหรือไม่)

เสียงกลไกไร้ความรู้สึกของระบบดังขึ้นในหัว แต่สำหรับหลินอันในเวลานี้ มันคือเสียงระฆังช่วยชีวิตอย่างแท้จริง นางไม่มีเวลามานั่งเสียดายเงินหรือแต้มความสุขที่เพิ่งสะสมมาได้ หากบุรุษร่างยักษ์ผู้นี้ตายลงตรงหน้า กลิ่นคาวเลือดของเขาอาจดึงดูดฝูงหมาป่าลงมาจากเขาต้าซาน ซึ่งนั่นจะเป็นอันตรายต่อตัวนางเองด้วย

“ยืนยันการแลกเปลี่ยน”

สิ้นคำสั่งในใจ ก้อนเงินหนึ่งตำลึงในมิติเก็บของก็อันตรธานหายไป แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นเหนือฝ่ามือเล็กๆ ปรากฏเป็นเม็ดยาทรงกลมสีแดงเข้มขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ กลิ่นหอมสมุนไพรสดชื่นลอยแตะจมูก ขับไล่กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปได้มากโข

หลินอันไม่รอช้า นางใช้สองมือออกแรงงัดริมฝีปากที่ขบเข้าหากันแน่นของชายหนุ่มให้เผยอออก ชายผู้นี้แม้จะหมดสติไปแล้วแต่สัญชาตญาณระวังภัยยังคงสูงลิ่ว กรามของเขาขบแน่นจนนางต้องใช้นิ้วบีบจมูกเขาไว้เพื่อบังคับให้เขาเผยอปากสูดอากาศ จังหวะนั้นเองนางจึงยัดยาเม็ดผสานโลหิตลงไปในลำคอของเขา

“กลืนลงไปสิเจ้ายักษ์ หากคายออกมาข้าจะปล่อยให้เจ้าหนาวตายอยู่ตรงนี้นี่แหละ” เด็กหญิงขู่ฟ่อข้างหู

ราวกับรับรู้ถึงคำขู่ ลูกกระเดือกของชายหนุ่มขยับขึ้นลงเบาๆ กลืนยาเม็ดนั้นลงไปอย่างยากลำบาก เพียงชั่วจิบน้ำชา (ประมาณ 5 นาที) สรรพคุณของยาวิเศษจากระบบก็เริ่มแสดงผล เลือดสีเข้มที่เคยไหลทะลักจากรอยแผลฉกรรจ์บริเวณสีข้างค่อยๆ หยุดไหลบาดแผลที่เหวอะหวะเริ่มมีลิ่มเลือดมาสมานปิดปากแผลเอาไว้ ลมหายใจที่เคยรวยรินก็เริ่มกลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอมากขึ้น

หลินอันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รอดตายแล้วหนึ่งเปราะ แต่ปัญหาใหญ่ข้อต่อไปคือ นางจะพาร่างสูงใหญ่กำยำที่หนักราวกับหมีป่าตัวนี้กลับไปที่กระท่อมได้อย่างไร ต่อให้นางมีแรงฮึดสู้ก็ไม่อาจแบกหรือลากเขาไปได้ไกลเกินสิบก้าวเป็นแน่

นางกวาดสายตามองรอบด้าน หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง หากปล่อยเขาทิ้งไว้ตรงนี้ ต่อให้แผลสมานดีแล้วก็คงไม่แคล้วถูกหิมะกลบฝังจนแข็งตายอยู่ดี เด็กหญิงตัดสินใจโกยหิมะมากลบกองเลือดบนพื้นเพื่ออำพรางร่องรอย จากนั้นจึงหอบตะกร้าและขวานเหล็ก วิ่งสับเท้าฝ่าหิมะกลับไปยังกระท่อมท้ายหมู่บ้านด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ขาสั้นๆ จะทำได้

ปัง!!

หลินอันผลักประตูไม้เข้ามาในกระท่อมพลางหอบหายใจแฮก หน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดซึมแม้ท่างกลางอากาศติดลบ ซูหว่านที่กำลังนั่งเย็บปะรอยขาดของเสื้อผ้าอยู่บนเตียงเตาตกใจจนเข็มแทงนิ้ว นางรีบวางงานในมือแล้วถลาเข้ามาหาบุตรสาว

“อันเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น หรือว่าไปเจอสัตว์ป่าเข้า เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” มารดาลูบคลำสำรวจตามตัวเด็กหญิงด้วยความตื่นตระหนก

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ แต่ว่า... ที่ชายป่าตีนเขา มีคนกำลังจะตาย” หลินอันสูดลมหายใจลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้นิ่งที่สุด “เขาบาดเจ็บหนักมาก เลือดออกเต็มไปหมด ข้าให้เขากินยาสมุนไพรที่ท่านปู่เทวดาเคยให้ไว้จนเลือดหยุดแล้ว แต่ข้าแบกเขาไม่ไหว ท่านแม่รีบไปช่วยข้าลากเขากลับมาเถิดเจ้าค่ะ”

ซูหว่านเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริก “มะ... มีคนจะตายหรือ บาดเจ็บหนักปานนั้นอาจจะเป็นพวกโจรป่าหนีการจับกุมมาก็ได้ อันเอ๋อร์ เรื่องนี้เราอย่ายื่นมือเข้าไปยุ่งเลย รีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้ส่งคนไปดูดีกว่า”

“ไม่ได้นะเจ้าคะ” หลินอันจับมือมารดาแน่น แววตาของนางจริงจังและเด็ดขาด “หากแจ้งผู้ใหญ่บ้าน เรื่องต้องถึงหูทางการแน่ แล้วบุรุษผู้นั้นอาจจะถูกจับตัวไปทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือคนเลว อีกอย่าง หากพวกบ้านใหญ่รู้ว่าเราขึ้นเขาไปเจอคน พวกเขาต้องหาเรื่องมาวุ่นวายกับเราอีกเป็นแน่”

ซูหว่านมีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด นางกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ค่านิยมและจารีตประเพณีของยุคสมัยบีบรัดความคิดของนางอยู่ “แต่ว่า... อันเอ๋อร์ แม่เป็นหญิงม่ายนะลูก โบราณว่าไว้ ‘หน้าประตูเรือนแม่ม่ายมากความ’ หากมีใครมาเห็นว่าแม่ลากบุรุษแปลกหน้าเข้าบ้าน ซ้ำยังซ่อนเขาเอาไว้ ชื่อเสียงของแม่คงป่นปี้หมด แล้วเจ้ากับน้องจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ชาวบ้านคงรุมประณามและไล่เราออกจากหมู่บ้านเป็นแน่”

คำพูดของมารดาทำให้หลินอันชะงักไปเล็กน้อย นางลืมคิดถึงข้อนี้ไปสนิท ในยุคโบราณ ชื่อเสียงและจารีตของสตรีนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต การที่หญิงม่ายพบบุรุษแปลกหน้ามาหลบซ่อนในเรือนย่อมถูกตราหน้าว่าคบชู้สู่ชาย เป็นความผิดร้ายแรงที่อาจถูกจับถ่วงน้ำได้เลย

แต่เมื่อนึกถึงบาดแผลและกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งของชายผู้นั้น สัญชาตญาณของหลินอันก็สั่งให้นางต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา หากช่วยชีวิตเขาไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดครอบครัวนางก็จะมี ‘ผู้คุ้มกัน’ ที่แข็งแกร่งคอยปกป้องจากพวกอันธพาลและพวกบ้านใหญ่

“ท่านแม่ฟังข้านะเจ้าคะ” หลินอันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สับสนของมารดา “ตอนที่สวรรค์ทอดทิ้งพวกเรา บิดาหนีไป ย่าใจร้ายไล่เรามาอยู่กระท่อมพังๆ มีใครหน้าไหนในหมู่บ้านนี้ยื่นมือมาช่วยเราบ้างหรือไม่ ไม่มีเลย ทุกคนต่างหลับตาข้างหนึ่งและปล่อยให้เราอดตาย”

ซูหว่านสะอึก น้ำตาเอ่อคลอเบ้าเมื่อนึกถึงความโหดร้ายที่ผ่านมา

“ชีวิตของพวกเรา สวรรค์และท่านปู่เทวดาเป็นผู้ประทานให้ใหม่ ในเมื่อฟ้าประทานโอกาสให้เราได้มีชีวิตรอด แล้วเราจะเพิกเฉยต่อชีวิตของผู้อื่นที่กำลังจะตายได้อย่างไร บุรุษผู้นั้นอาจจะเป็นโจร หรืออาจจะเป็นผู้มีพระคุณที่ถูกปองร้าย เราไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ หากเราปล่อยให้เขาตาย ความรู้สึกผิดจะเกาะกินใจเราไปตลอดชีวิตนะเจ้าคะ”

น้ำเสียงของเด็กหญิงอ่อนลง แต่หนักแน่นด้วยเหตุผล “อีกอย่าง เขาตัวใหญ่และแข็งแรงมาก หากเขารอดชีวิตมาได้ ข้าจะบังคับให้เขาทำสัญญาเป็นทาสรับใช้ ทำงานแลกข้าว ผ่าฟืน ซ่อมหลังคาบ้านให้เรา ท่านแม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรงเพียงลำพัง ส่วนเรื่องชาวบ้าน ยามนี้หิมะตกหนัก ไม่มีใครบ้าจี้ออกมาเดินเพ่นพ่านหรอกเจ้าค่ะ ขอแค่เราปิดปากเงียบ ก็ไม่มีใครรู้เห็นทั้งนั้น”

ซูหว่านก้มหน้ามองมือของตนเองที่หยาบกร้าน สลับกับมองใบหน้าเล็กๆ ของบุตรสาวที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ความกตัญญูและจิตใจที่โอบอ้อมอารีของซูหว่านถูกปลุกปั่นขึ้นมาในที่สุด นางพยักหน้าช้าๆ สูญเสียข้ออ้างที่จะปฏิเสธ

“ได้... แม่จะไปช่วยเจ้าลากเขามา แต่เราต้องรีบไปและรีบกลับก่อนที่หิมะจะหยุดตก”

สองแม่ลูกจัดเตรียมแผ่นไม้กระดานพังๆ ที่หลุดลุ่ยจากหลังคาเก่ามาทำเป็นเลื่อนลากจูงขัดด้วยเชือกฟาง ซูหว่านบอกให้หลินเป่านั่งรอเงียบๆ อยู่บนเตียงเตา ห้ามส่งเสียงร้องเด็ดขาด ก่อนที่นางจะสวมเสื้อคลุมแล้วเดินตามหลินอันฝ่าพายุหิมะระลอกใหม่ไปยังชายป่า

เมื่อมาถึงจุดที่หลินอันซ่อนร่างของชายหนุ่มไว้ ซูหว่านถึงกับผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว แม้หิมะจะกลบรอยเลือดไปบ้างแล้ว แต่ร่างที่สูงใหญ่ดุจกำแพงหินและกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมาก็ทำให้นางใจสั่น

“ช่วยข้าพลิกตัวเขาขึ้นกระดานเร็วเข้าท่านแม่” หลินอันร้องเรียกพลางออกแรงงัดท่อนแขนที่หนักอึ้งของชายหนุ่ม

ซูหว่านกลืนน้ำลายลงคอ นางรวบรวมความกล้าเข้าไปช่วยบุตรสาวจับที่ไหล่และเอวของบุรุษปริศนา เพียงแค่สัมผัสโดนมัดกล้ามเนื้อที่แข็งตึงราวกับเหล็กไหลผ่านชั้นเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น สตรีหัวอ่อนก็หน้าแดงซ่านด้วยความไม่คุ้นชิน นางไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดนอกจากอดีตสามีที่ผอมแห้งแรงน้อย การได้สัมผัสร่างกายที่เต็มไปด้วยบุรุษเพศเช่นนี้ทำให้นางทำตัวไม่ถูก

“หนึ่ง สอง ฮึบ”

สองแม่ลูกออกแรงสุดกำลัง พลิกร่างที่ไม่ได้สติขึ้นไปนอนหงายบนกระดานไม้ได้สำเร็จ โชคดีที่หิมะตกหนักจนพื้นลื่น การออกแรงลากกระดานจึงไม่ยากลำบากเท่าที่ควร พวกนางก้มหน้าก้มตาเดินลากเลื่อนไม้อย่างเงียบเชียบ ลมเหนือที่พัดกรรโชกช่วยกลบรอยทางที่ลากผ่านไปจนหมดสิ้น ราวกับสวรรค์จงใจเปิดทางให้

เมื่อกลับมาถึงกระท่อม การทุลักทุเลลากชายหนุ่มเข้าไปด้านในเป็นเรื่องที่กินแรงที่สุด ซูหว่านและหลินอันหอบจนตัวโยนกว่าจะช่วยกันพยุงร่างหนักอึ้งนั้นขึ้นไปนอนบนเตียงเตาฝั่งที่ว่างอยู่ได้สำเร็จ

“ท่านแม่ รีบต้มน้ำร้อนมาเช็ดตัวและล้างแผลให้เขาเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไปเอาเสื้อผ้าชุดเก่าของท่านพ่อมาให้เขาเปลี่ยน” หลินอันสั่งการอย่างรวดเร็ว

ซูหว่านพยักหน้ารับ นางจัดการตักน้ำใส่หม้อขึ้นตั้งไฟบนเตา ไม่นานนักน้ำร้อนก็พร้อมใช้งาน นางถืออ่างไม้ใบเล็กและเศษผ้าสะอาดเดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงเตา มองร่างที่นอนหลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกลำบากใจอีกครั้ง

“อันเอ๋อร์... แม่ต้องถอดเสื้อเขาจริงๆ หรือ” เสียงของมารดาสั่นน้อยๆ ใบหน้างดงามที่เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้างแดงปลั่งไปถึงใบหู

“หากไม่ถอดเสื้อผ้าที่ชุ่มเลือดออก แผลจะติดเชื้อและเขาจะไข้ขึ้นจนตายได้นะเจ้าคะท่านแม่ ในสายตาของหมอไม่มีการแบ่งแยกบุรุษสตรี ท่านแม่คิดเสียว่ากำลังรักษาท่อนไม้ท่อนหนึ่งก็แล้วกัน ข้ายังเด็กนัก มือไม้ไม่เบาพอจะทำแผลให้เขาหรอกเจ้าค่ะ” หลินอันให้เหตุผลอย่างไหลลื่น พลางแอบถอยไปยืนดูอยู่มุมห้อง

ซูหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก นางหลับตาลงตั้งสติ ก่อนจะยื่นมือที่สั่นเทาไปปลดสายรัดเอวสีดำที่เปื้อนเลือดของชายหนุ่มออก เสื้อตัวนอกที่ขาดวิ่นถูกดึงรั้งออกไปอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นท่อนบนที่เปลือยเปล่า

ทันทีที่เสื้อหลุดพ้นจากร่าง ซูหว่านก็ต้องเบิกตากว้างพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน

มันไม่ใช่แค่ร่างกายที่กำยำและเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยงามอย่างไร้ที่ติ แต่มันคือร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งสมรภูมิรบ! บนแผ่นอกกว้างและหน้าท้องที่มีกล้ามเนื้อเป็นลอนชัดเจนนั้น เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนับไม่ถ้วน ทั้งรอยทางยาวคล้ายถูกคมดาบฟาดฟัน รอยบุ๋มลึกคล้ายถูกลูกธนูเสียบทะลุ และรอยไหม้เกรียมที่ดูน่ากลัว ทุกรอยแผลเป็นหลักฐานชั้นดีว่าบุรุษผู้นี้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน

นี่ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา และไม่ใช่โจรป่ากระจอกๆ รอยแผลที่เป็นระเบียบและตำแหน่งการรับคมอาวุธเช่นนี้ มีเพียงทหารกล้าที่กรำศึกหนักอยู่แนวหน้าเท่านั้นที่จะมีได้

“ทะ... ท่านปู่เทวดา เขาเป็นใครกันแน่” ซูหว่านพึมพำเสียงแผ่ว ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอีกครั้ง

“ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ตอนนี้เขาก็เป็นแค่คนเจ็บที่ต้องการความช่วยเหลือเจ้าค่ะท่านแม่” หลินอันเอ่ยเตือนสติ นางเองก็ลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นรอยแผลเหล่านั้น ชายคนนี้อันตรายเกินกว่าที่นางประเมินไว้มาก แต่ในเมื่อตัดสินใจนำตัวเขากลับมาแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

ซูหว่านรวบรวมสมาธิอีกครั้ง นางนำเศษผ้าชุบน้ำอุ่น บิดให้หมาด แล้วค่อยๆ เช็ดคราบเลือดและเขม่าควันออกจากใบหน้า ลำคอ และแผ่นอกของชายหนุ่มอย่างเบามือ เมื่อใบหน้าของเขาปราศจากคราบสกปรก ความหล่อเหลาที่ซุกซ่อนอยู่ก็ปรากฏชัดเจน คิ้วกระบี่เข้มพาดเฉียง สันจมูกโด่งเป็นคม ริมฝีปากหยักลึกแม้จะซีดเซียวแต่ก็ดูดุดัน แม้จะหลับตาอยู่ แต่ใบหน้านี้กลับแผ่ซ่านอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้คนต้องยอมศิโรราบ

เมื่อซูหว่านเช็ดลงมาถึงบริเวณสีข้างด้านซ้ายที่เป็นแผลฉกรรจ์ที่สุด นางก็ต้องประหลาดใจ บาดแผลที่ควรจะเหวอะหวะและมีเลือดไหลไม่หยุด บัดนี้กลับมีสะเก็ดเลือดสีเข้มเกาะกุมปิดปากแผลไว้แน่น เนื้อเยื่อรอบๆ เริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีร่องรอยของการอักเสบหรือบวมแดงเลยแม้แต่น้อย

“อันเอ๋อร์ ยาของท่านปู่เทวดาช่างวิเศษนัก แผลลึกถึงเพียงนี้กลับสมานตัวได้รวดเร็วปานนี้” ซูหว่านเอ่ยด้วยความทึ่ง นางจัดการเช็ดคราบเลือดรอบๆ แผลจนสะอาดหมดจด

“แน่นอนสิเจ้าคะ ของที่เทวดาประทานให้ย่อมไม่ใช่ของธรรมดา” หลินอันยืดอกรับคำชมแทนระบบอย่างหน้าไม่อาย

เมื่อจัดการทำความสะอาดร่างกายท่อนบนเสร็จสิ้น ซูหว่านก็นำเสื้อผ้าฝ้ายตัวเก่าของหลินต้าที่ทิ้งไว้มาสวมทับให้ชายหนุ่ม แม้เสื้อจะคับตึงจนแทบปริที่หัวไหล่ แต่มันก็ช่วยให้ความอบอุ่นได้ดีกว่าเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของเขาเอง จากนั้นนางจึงห่มผ้าห่มผืนหนาที่เพิ่งซื้อมาจากในเมืองให้เขาจนถึงปลายคาง

หลินอันยืนกอดอกมองร่างสูงใหญ่ที่นอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงเตา ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและหนักแน่นขึ้นมาก สีหน้าที่เคยซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมา เด็กหญิงลอบประเมินผลกำไรขาดทุนในใจอย่างรวดเร็ว

ชายผู้นี้ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน อาจจะเป็นขุนพล แม่ทัพ หรือนักรบที่หนีตายมา แต่ไม่ว่าภูมิหลังของเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด ในเมื่อตอนนี้นางเป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาต้องตอบแทนบุญคุณก้อนโตนี้อย่างสาสม

‘ต้นขาใหญ่นี้ ข้าจะต้องเกาะไว้ให้แน่น ให้เขากลายเป็นโล่กำบังและแรงงานชั้นเลิศของครอบครัวเราให้จงได้’ หลินอันคิดในใจพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ผุดขึ้นมุมปาก

“ท่านแม่ คืนนี้ปล่อยให้เขานอนพักไปก่อนเถิด พรุ่งนี้เช้าเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา ข้าจะเป็นคนเจรจาตกลงกับเขาเอง”

ซูหว่านมองบุตรสาวด้วยแววตาซับซ้อน นางไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำพาความโชคดีหรือหายนะมาสู่ครอบครัว แต่เมื่อมองใบหน้าที่หลับสนิทของชายหนุ่ม สัญชาตญาณลึกๆ ในใจของนางกลับบอกว่า ชายผู้นี้จะไม่ทำร้ายพวกนางอย่างแน่นอน

พายุหิมะด้านนอกกระท่อมยังคงพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายในกระท่อมดินเหนียวหลังเล็กๆ กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตาไฟและกลิ่นอายของโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผัน ชะตากรรมของบุตรสาวแม่ม่ายและบุรุษปริศนาผู้แกร่งกล้าได้ถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออกเสียแล้ว
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel