บทที่ 5 กลิ่นเนื้อล่อสุนัขเฒ่า และบุรุษอาบเลือดกลางหิมะ
ท่ามกลางความเงียบสงบหลังมื้ออาหารอันโอชะ หลินอันลอบศึกษารางวัลจากการเลื่อนระดับของระบบเงียบๆ ในหัวของนางปรากฏพื้นที่ว่างเปล่ารูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดราวสิบตารางเมตร มันคือ ‘มิติเก็บของ’ ที่ระบบมอบให้ มุมขวาของพื้นที่มีถุงผ้าเล็กๆ บรรจุ ‘เมล็ดพันธุ์ผักวิเศษทนหนาว’ วางอยู่อย่างเป็นระเบียบ
นางลองทดสอบการใช้งานด้วยการเพ่งจิตไปที่ก้อนเงินตำลึงและตั๋วเงินที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อ เพียงชั่วพริบตาเดียว ทรัพย์สินทั้งหมดก็หายวับไปปรากฏอยู่ในพื้นที่มิติอย่างปลอดภัย หลินอันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก การมีมิติเก็บของหมายความว่าต่อให้นางถูกค้นตัวหรือมีโจรบุกปล้น ข้าวของมีค่ารวมถึงเสบียงอาหารก็จะไม่มีวันถูกแย่งชิงไปได้ มันคือหลักประกันความปลอดภัยชั้นยอดในยุคที่กฎหมายยังเข้าไม่ถึงชนบทห่างไกลเช่นนี้
“ท่านแม่ เนื้อหมูที่เหลือกับถุงข้าวสารพวกนี้ ข้าจะเอาไปซ่อนไว้ในที่ลับตาคนก่อนนะเจ้าคะ เผื่อมีใครหน้าหนาได้กลิ่นอาหารแล้วบุกมาหาเรื่อง” เด็กหญิงเอ่ยขึ้นพลางจัดการรวบรวมเสบียงที่เหลือ
ซูหว่านพยักหน้าเห็นด้วย นางรีบช่วยบุตรสาวเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง แต่ยังไม่ทันที่พวกนางจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เสียงทุบประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอกกระท่อม
ปัง ปัง ปัง!
“ซูหว่าน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าซ่อนตัวอยู่ข้างใน!” เสียงแหลมปรี๊ดของสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลินดังทะลุบานประตูไม้เข้ามา ตามด้วยเสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดของแม่เฒ่าหลิน
“นังสะใภ้อกตัญญู! แอบกินเนื้อหมูกินข้าวขาวอยู่กันสามคนแม่ลูก ปล่อยให้แม่สามีต้องกินแป้งหยาบกลั้วคอ เจ้ายังมีมโนธรรมอยู่หรือไม่ รีบเปิดประตูแล้วเอาเนื้อหมูออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะให้คนพังกระท่อมเน่าๆ นี่เสีย”
ซูหว่านหน้าถอดสี มือที่ถือถ้วยไม้สั่นเทาจนหลุดร่วงลงพื้นเสียงดังคลุกคลัก ความหวาดกลัวต่อแม่สามีที่ฝังรากลึกมานานหลายปีทำให้นางก้าวขาไม่ออก หลินเป่าที่เพิ่งจะกินอิ่มก็ตกใจจนเบาะปากร้องไห้โฮ วิ่งเข้าไปกอดขามารดาแน่น
หลินอันหรี่ตาลง แววตาของเด็กหญิงวัยสิบขวบแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ นางคาดเดาไว้แล้วว่ากลิ่นหมูตุ๋นน้ำแดงที่หอมฟุ้งทะลุกำแพงขนาดนี้ ย่อมต้องล่อพวกสุนัขจมูกไวมาถึงหน้าประตูบ้านอย่างแน่นอน แต่ไม่คิดว่าจะมากันรวดเร็วถึงเพียงนี้
“ท่านแม่ พาน้องไปหลบหลังเตาไฟ อย่าส่งเสียง ข้าจัดการเอง” หลินอันกระซิบเสียงเรียบ นางดันแผ่นหลังมารดาให้ถอยห่างจากประตู จากนั้นจึงคว้ามีดปังตอเล่มเก่าที่เพิ่งใช้หั่นหมูเมื่อครู่มาถือไว้ในมือกระชับแน่น
นางเดินไปหยุดอยู่หลังบานประตูไม้ที่ถูกขัดไว้ด้วยท่อนไม้ไผ่ มองลอดรอยแตกออกไปเห็นแม่เฒ่าหลินและสะใภ้ใหญ่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางลมหนาว ใบหน้าของพวกนางแดงก่ำด้วยความโกรธและความหนาวเย็นผสมปนเปกัน
“ใครมายืนเห่าหอนอยู่หน้าบ้านคนอื่นยามค่ำคืนเช่นนี้” หลินอันจงใจดัดเสียงให้ดังและยียวน “อ้อ ที่แท้ก็อดีตท่านย่ากับอดีตป้าสะใภ้นี่เอง ลมเหนือพัดแรงจนพัดพวกท่านหลงทางมาถึงท้ายหมู่บ้านเลยหรือเจ้าคะ”
“นังเด็กสารเลว! เจ้ากล้ายอกย้อนข้าหรือ” แม่เฒ่าหลินถลึงตาใส่บานประตู “รีบเปิดประตูแล้วเอาเสบียงที่พวกเจ้าซื้อมาจากในตัวอำเภอมาให้ข้าครึ่งหนึ่งเดี๋ยวนี้ บิดาเจ้าไม่อยู่แล้ว ข้าที่เป็นย่าย่อมมีสิทธิ์จัดการทรัพย์สินและอาหารทุกอย่างในครอบครัว”
ช่างเป็นคำกล่าวอ้างที่หน้าไม่อายจนหลินอันแทบจะหัวเราะร่วน นางกำมีดในมือแน่นขึ้นแล้วตะโกนสวนกลับไป
“ท่านย่าอายุมากแล้วคงจะเลอะเลือน เมื่อวานซืนท่านเป็นคนพูดเองมิใช่หรือ ว่าในเมื่อบิดาทิ้งพวกเราไปแล้ว พวกเราสามแม่ลูกก็ไม่ใช่คนสกุลหลินอีก ท่านกวาดข้าวสารเม็ดสุดท้ายของพวกเราไป ปล่อยให้พวกเรานอนรอความตายอยู่ในกระท่อมร้าง นี่คือการกระทำของผู้ที่มีสิทธิ์จัดการครอบครัวหรือเจ้าคะ”
สะใภ้ใหญ่เห็นแม่สามีถูกเด็กเมื่อวานซืนเถียงจนหน้าดำหน้าแดงก็รีบออกโรงช่วย “นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! สายเลือดสกุลหลินก็คือสกุลหลิน จะตัดขาดกันง่ายๆ ได้อย่างไร เจ้ามีเงินไปซื้อเนื้อซื้อข้าวขาว แต่กลับไม่รู้จักกตัญญูส่งไปให้เรือนใหญ่ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป พวกเจ้าสามแม่ลูกจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
“ก็ลองให้มันแพร่งพรายออกไปดูสิเจ้าคะ” หลินอันกระแทกเสียง “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าหากข้าไปคุกเข่าร้องเรียนหน้าจวนนายอำเภอ ว่ามีคนโลภบุกมาปล้นเสบียงของแม่ม่ายและเด็กกำพร้ายามวิกาล กฎหมายแคว้นต้าฉู่จะตัดสินให้เฆี่ยนพวกท่านกี่ไม้”
คำขู่เรื่องไปจวนนายอำเภอทำให้หญิงทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย ชาวบ้านร้านตลาดล้วนหวาดกลัวการขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นที่สุด แต่ความโลภที่เห็นเนื้อหมูชิ้นโตวางอยู่บนเกวียนเมื่อตอนบ่ายยังคงล่อตาล่อใจแม่เฒ่าหลินมากกว่า
“อย่ามาขู่ข้าให้ยากเลย นังเด็กผี เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวหรือ หลีกไป ข้าจะพังประตูเข้าไปเดี๋ยวนี้” แม่เฒ่าหลินหมดความอดทน นางยกเท้าที่สวมรองเท้าฟางขึ้นถีบบานประตูไม้อย่างแรง
โครม!
ประตูไม้ที่ผุพังอยู่แล้วสั่นสะเทือน ท่อนไม้ไผ่ที่ขัดไว้เลื่อนหลุดไปครึ่งหนึ่ง หลินอันเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า นางยกมีดปังตอในมือขึ้น แล้วสับลงบนขอบประตูไม้ด้านในสุดแรงเกิด
ฉึก!
เสียงคมมีดกินเนื้อไม้ดังชัดเจนทะลุออกไปด้านนอก ตามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจวิญญาณอาฆาตของเด็กหญิงที่ดังลอดช่องประตูด้านล่าง
“พังเข้ามาเลยเจ้าค่ะ ข้าถือมีดรออยู่ตรงนี้ หากประตูบานนี้เปิดออก ข้าจะหลับตาสับไม่ยั้ง หากเผลอสับโดนแขนโดนขาใครขาดก็ถือเสียว่าเป็นอุบัติเหตุ ข้าเป็นแค่เด็กสิบขวบที่กำลังหวาดกลัวโจรป่า หากพลาดพลั้งฆ่าคนตาย ทางการคงไม่เอาผิดเด็กตัวแค่นี้กระมัง”
แม่เฒ่าหลินและสะใภ้ใหญ่ที่กำลังจะออกแรงถีบประตูอีกครั้งถึงกับชะงักกึก สันหลังวาบวาบราวกับถูกน้ำแข็งราดรด พวกนางมองลอดรอยแตกเข้าไป เห็นเงาสะท้อนของคมมีดที่สะท้อนแสงไฟจากเตาดินเหนียววาววับ แววตาของหลินอันที่จ้องมองมานั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิต
“จะ... เจ้ามันเด็กผีสิง บ้าไปแล้ว ซูหว่าน เจ้าสั่งสอนลูกอย่างไรให้กลายเป็นคนป่าเถื่อนเช่นนี้” สะใภ้ใหญ่เสียงสั่น ถอยกรูดออกห่างจากประตูไปสามก้าว
“ในเมื่อพวกท่านไม่ถอย ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี” หลินอันทำท่าจะดึงไม้ขัดประตูออกเอง
“ว้าย! ไปเถอะท่านแม่ นังเด็กนี่มันบ้าไปแล้ว ขืนอยู่ต่อพวกเราได้เลือดตกยางออกแน่” สะใภ้ใหญ่รีบคว้าแขนแม่สามีแล้วออกแรงลาก หญิงชราเองก็หวาดกลัวคมมีดจนตัวสั่น ไม่กล้าด่าทออันใดต่อ ได้แต่พ่นน้ำลายลงพื้นหนึ่งทีแล้วรีบจ้ำอ้าวเดินฝ่าลมหนาวกลับเรือนใหญ่ไปอย่างทุลักทุเล
เมื่อเสียงฝีเท้าของแขกไม่ได้รับเชิญเงียบหายไป หลินอันก็ดึงมีดออกจากขอบประตู นางหันกลับมามองมารดาที่ยืนกอดน้องชายร้องไห้อยู่เงียบๆ
“พวกนางไปแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ปลอดภัยแล้ว” เด็กหญิงวางมีดลงแล้วเดินเข้าไปสวมกอดมารดา
ซูหว่านกอดตอบบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลรินด้วยความละอายใจ “แม่ขอโทษ... แม่มันไร้ประโยชน์ ถึงเวลาคับขันกลับต้องให้เจ้าที่อายุแค่นี้ออกหน้าปกป้อง แม่สัญญา อันเอ๋อร์ แม่จะไม่ยอมอ่อนแอให้พวกนางรังแกอีกแล้ว แม่จะเข้มแข็งเพื่อพวกเจ้า”
“ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ” หลินอันยิ้มบางๆ ลูบแผ่นหลังที่สั่นสะท้านของมารดา การเปลี่ยนแปลงนิสัยของคนไม่อาจทำได้ในวันเดียว แต่แค่มารดาเริ่มตระหนักและอยากจะเปลี่ยน นั่นก็ถือเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่แล้ว
ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างสงบ สามแม่ลูกนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ความอบอุ่นจากผ้าห่มและอาหารที่อิ่มท้องทำให้พวกเขาหลับสนิทจนถึงรุ่งสาง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินอันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่น นางจัดการล้างหน้าบ้วนปากด้วยน้ำอุ่นที่ซูหว่านต้มเตรียมไว้ให้ เมื่อคืนตอนที่ปะทะกับพวกบ้านใหญ่ นางตระหนักได้ว่าฟืนในบ้านร่อยหรอลงไปมากจากการตุ๋นหมู หากไม่รีบหามาเพิ่ม คืนนี้คงไม่มีไม้มาสุมไฟในเตาใต้เตียงเป็นแน่
ก่อนออกจากบ้าน นางนำกระถางดินเผาที่บิ่นไปครึ่งหนึ่งมาใส่ดินร่วนที่ขุดมาจากใต้ถุนบ้านซึ่งความร้อนจากเตาไฟทำให้ดินไม่แข็งตัว นางนำ ‘เมล็ดพันธุ์ผักวิเศษทนหนาว’ หยอดลงไปในดิน รดน้ำเล็กน้อย แล้ววางแอบไว้ในมุมที่รับแสงแดดอ่อนๆ จากรอยแตกของหลังคา หวังว่าระบบจะไม่หลอกลวงและผักพวกนี้จะโตทันให้พวกนางได้มีผักสดกินในหน้าหนาว
“ท่านแม่ ข้าจะไปหาฟืนที่ตีนเขาต้าซานนะเจ้าคะ วันนี้ข้าใส่เสื้อผ้าหนาแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะรีบไปรีบกลับ” หลินอันบอกกล่าวพลางกระชับเสื้อคลุมบุฝ้ายสีชาดตัวใหม่ให้เข้าที่
“ระวังตัวด้วยนะลูก หากหิมะตกหนักก็รีบกลับมา อย่าเข้าไปลึกเล่า” ซูหว่านกำชับด้วยความเป็นห่วง แม้จะรู้ว่าบุตรสาวเก่งกาจขึ้นมาก แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี
หลินอันรับคำแล้วสะพายตะกร้าสานใบเก่าขึ้นหลัง นางเดินฝ่าหิมะที่หนานุ่มมุ่งหน้าไปยังภูเขาต้าซาน วันนี้อากาศแจ่มใสกว่าเมื่อวาน แสงแดดสะท้อนกับผืนหิมะจนแสบตา เด็กหญิงเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าชายเขา สายตากวาดมองหากิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่น
เมื่อเก็บกิ่งไม้เล็กๆ ได้พอประมาณ นางก็รู้สึกว่ามันยังไม่พอสำหรับข้ามหน้าหนาวนี้ นางหันซ้ายหันขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีชาวบ้านคนอื่นอยู่แถวนี้ จึงเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมา
“ระบบ ข้าต้องการขวานตัดไม้ที่แข็งแรงสักเล่ม มีของให้แลกเปลี่ยนหรือไม่”
(ติ๊ง! โฮสต์สามารถใช้กิ่งไม้แห้ง 5 กิ่ง และแต้มความสุข 1 แต้ม แลกเปลี่ยนเป็น ‘ขวานเหล็กกล้าสำหรับเดินป่า (ระดับทั่วไป)’ ยืนยันหรือไม่)
“ยืนยัน”
เพียงอึดใจเดียว ขวานเหล็กด้ามไม้ที่จับถนัดมือก็ปรากฏขึ้นในมือของหลินอัน ใบขวานคมกริบสะท้อนแสงแดดวาววับ เด็กหญิงยิ้มพอใจ นางเดินตรงไปยังต้นสนเฒ่าที่ยืนต้นตายอยู่ไม่ไกล ออกแรงสับขวานลงไปบนกิ่งไม้แห้งท่อนใหญ่ เสียงไม้ฉีกขาดดังสะท้อนไปทั่วบริเวณชายป่า
ปึก! ปึก!
ในขณะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการสับฟืน จมูกที่ไวต่อกลิ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวสนิมที่ลอยมาตามสายลม มันไม่ใช่กลิ่นของสัตว์ป่า แต่เป็นกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและเข้มข้นมาก
หลินอันหยุดชะงัก มือที่ถือขวานเกร็งแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณ นางหมุนตัวมองหาที่มาของกลิ่น ห่างออกไปราวห้าสิบก้าวบริเวณพุ่มไม้หนาทึบที่ถูกหิมะปกคลุม นางสังเกตเห็นรอยลากเป็นทางยาวบนพื้นหิมะสีขาวสะอาด สิ่งที่ทำให้หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะคือรอยทางนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดสีแดงสดที่ยังไม่แข็งตัวดี บ่งบอกว่าเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
ความสงสัยเอาชนะความกลัว เด็กหญิงค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้รอยเลือดนั้นอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง เมื่อแหวกพุ่มไม้ออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้นางต้องเบิกตากว้างและสูดลมหายใจเข้าลึก
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนคว่ำหน้าจมกองหิมะ รูปร่างของเขาสูงใหญ่กำยำ บ่ากว้างและแผ่นหลังหนาตึงเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เสื้อผ้าสีดำสนิทที่เขาสวมใส่ขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยเลือดจนแทบจะกลืนไปกับสีชุด บาดแผลฉกรรจ์ที่สุดอยู่บริเวณสีข้างด้านซ้าย รอยฟันลึกยาวจนเนื้อเปิด เผยให้เห็นเลือดสีเข้มที่ยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด
มือขวาของชายผู้นั้นกำด้ามดาบที่หักครึ่งไว้แน่นจนข้อขาว นิ้วมือเต็มไปด้วยรอยด้านหนาบ่งบอกถึงการจับอาวุธมาทั้งชีวิต แม้จะหมดสติไปแล้ว แต่รังสีอำมหิตกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่ายังคงแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาจนหลินอันรู้สึกขนลุกซู่
ชายผู้นี้ไม่ใช่นายพรานหรือชาวบ้านธรรมดาอย่างแน่นอน ร่องรอยการต่อสู้และบาดแผลเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดจากอาวุธสงคราม เขาอาจจะเป็นโจรป่า เป็นนักฆ่า หรืออาจจะเป็นคนของทางการที่ถูกตามล่า
“เอาอย่างไรดี...” หลินอันพึมพำกับตัวเอง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น
หากปล่อยทิ้งไว้ในสภาพนี้ ท่ามกลางอากาศหนาวจัดและเลือดที่ไหลไม่หยุด ชายผู้นี้คงไม่แคล้วกลายเป็นศพเฝ้าภูเขาในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า แต่หากนางยื่นมือเข้าไปช่วย นั่นอาจหมายถึงการชักนำความวุ่นวายและอันตรายร้ายแรงมาสู่ครอบครัวที่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว เตรียมจะหันหลังกลับและแสร้งทำเป็นไม่เคยเห็นสิ่งใด แต่ในจังหวะนั้นเอง ชายที่นอนนิ่งสนิทก็เกิดอาการกระตุกเบาๆ เสียงครางต่ำๆ ในลำคอด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมา พร้อมกับใบหน้าที่หันตะแคงมาทางนาง
แม้ใบหน้าครึ่งหนึ่งจะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและเขม่าควัน แต่หลินอันก็ยังพอมองเห็นโครงหน้าคมคาย จมูกโด่งเป็นสัน และคิ้วกระบี่ที่ขมวดมุ่น ช่างเป็นบุรุษที่หล่อเหลาและดุดันในคราวเดียวกัน
เด็กหญิงถอนหายใจยาว นางไม่ใช่คนดีมีเมตตาอะไรนักในชาติก่อน แต่การจะปล่อยให้คนตายนอนหนาวตายต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วยเหลือเลยก็ดูจะผิดวิสัยมนุษย์ไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น สัญชาตญาณนักธุรกิจในตัวนางกำลังร้องเตือนว่า บุรุษผู้แข็งแกร่งราวกับยักษ์ปักหลั่นผู้นี้ หากรอดชีวิตมาได้ ย่อมต้องมีประโยชน์ต่อแผนการในอนาคตของนางเป็นแน่
“ถือเสียว่าท่านดวงดีก็แล้วกันที่มาเจอกับข้า”
หลินอันตัดสินใจเด็ดขาด นางวางขวานลงบนพื้นหิมะ ก้าวเข้าไปคุกเข่าลงข้างๆ ร่างของบุรุษปริศนา เอื้อมมือเล็กๆ ไปแตะที่ซอกคอของเขาเพื่อจับชีพจร จังหวะการเต้นของหัวใจอ่อนระทวยและเชื่องช้าลงทุกขณะ
เวลาเหลือน้อยเต็มที หลินอันรีบดึงหน้าต่างระบบขึ้นมาในใจ
“ระบบ ข้าต้องการยาสมานแผลและยาบำรุงโลหิตที่ดีที่สุดเท่าที่แต้มความสุขของข้าจะแลกได้ เอามาเดี๋ยวนี้เลย!”
การเดิมพันครั้งใหม่ของเด็กหญิงวัยสิบขวบได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และบุรุษที่นอนจมกองเลือดผู้นี้ จะกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่พลิกโฉมหน้าชีวิตของครอบครัวสกุลหลินไปตลอดกาล!