บทที่ 4 กวาดซื้อเสบียงเต็มเกวียน และหมูตุ๋นน้ำแดงหม้อใหญ่
เมื่อมีเงินก้อนใหญ่ซุกอยู่ข้างกาย ความหนาวเหน็บที่เคยบาดลึกถึงกระดูกก็คล้ายจะถูกปัดเป่าไปจนสิ้น หลินอันจูงมือมารดาเดินลัดเลาะออกจากตรอกแคบเข้าสู่ถนนสายหลักของตลาดในตัวอำเภอ บรรยากาศยามสายเริ่มคึกคักขึ้น พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเรียกลูกค้าแข่งกัน แต่เป้าหมายแรกของเด็กหญิงไม่ใช่ร้านอาหาร แต่เป็นร้านขายผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ตั้งอยู่ไม่ไกล
สภาพของพวกนางสามแม่ลูกในยามนี้ไม่ต่างจากขอทาน เสื้อผ้าฝ้ายที่สวมใส่นั้นทั้งบางและเต็มไปด้วยรอยปะชุน หากดึงดันจะไปกินอาหารในเหลาใหญ่โต คงไม่แคล้วถูกเสี่ยวเอ้อร์โยนออกมานอกจากร้านเป็นแน่ การปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกจึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ
“เถ้าแก่ ขอดูเสื้อคลุมบุฝ้ายแบบสำเร็จรูปที่หนาที่สุดสักสามชุด แล้วก็รองเท้าหุ้มข้อสำหรับฤดูหนาวด้วยเจ้าค่ะ” หลินอันก้าวเข้าไปในร้านขายผ้าและเอ่ยปากสั่งเสียงฉะฉาน
เถ้าแก่ร้านผ้าปรายตามองสภาพซอมซ่อของลูกค้าแล้วก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็นพ่อค้า เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากไล่ เพียงแต่เดินไปหยิบเสื้อคลุมฝ้ายเนื้อหยาบสีเทาหม่นออกมาวางบนโต๊ะ “เสื้อคลุมบุฝ้ายชุดละสองร้อยอีแปะ รองเท้าคู่ละห้าสิบอีแปะ พวกเจ้ามีเงินจ่ายหรือไม่เล่า”
หลินอันไม่พูดพร่ำทำเพลง นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบก้อนเงินตำลึงขนาดหนึ่งตำลึงวางแหมะลงบนโต๊ะไม้ เสียงเงินกระทบไม้ดังเคล้งเรียกความสนใจจากเถ้าแก่ได้เป็นอย่างดี ท่าทีของเขาเปลี่ยนจากเฉยเมยเป็นกระตือรือร้นในพริบตา
“มีสิขอรับๆ เชิญแม่นางน้อยเลือกดูได้ตามสบาย”
ซูหว่านเห็นเงินหนึ่งตำลึงถูกวางลงไปก็ใจหายวาบ นางรีบดึงแขนเสื้อบุตรสาวแล้วกระซิบเสียงเบา “อันเอ๋อร์ ซื้อแค่ของเจ้ากับน้องเถิด แม่ยังทนหนาวได้ เสื้อตัวนี้เพิ่งปะชุนมาใหม่ยังพอใส่กันลมได้อยู่”
“ไม่ได้เจ้าค่ะท่านแม่” หลินอันส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “เงินทองหามาได้ก็เพื่อซื้อความสุขกายสบายใจ หากท่านแม่ทนหนาวจนล้มป่วย ค่าหมอค่ายาจะแพงกว่าค่าเสื้อหลายเท่านัก วันนี้เรามีเงินแล้ว ท่านต้องหัดใช้เงินให้เป็นสิเจ้าคะ”
คำพูดของบุตรสาวทำให้ซูหว่านเถียงไม่ออก นางได้แต่ยอมให้หลินอันจัดการเลือกเสื้อผ้าให้ เด็กหญิงเลือกเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มให้มารดา สีเทาเข้มให้น้องชาย และสีชาดสำหรับตัวเอง แม้จะเป็นเพียงผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ไม่ใช่ผ้าไหมราคาแพง แต่นุ่นและฝ้ายที่บุอยู่ด้านในก็หนาและให้ความอบอุ่นได้ดีเยี่ยม รองเท้าฟางที่เปียกชื้นถูกโยนทิ้งไป แทนที่ด้วยรองเท้าหุ้มข้อบุกำมะหยี่เทียมที่ใส่สบายจนหลินเป่ายิ้มแก้มแทบปริ
เมื่อสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ทับชุดเดิม พวกเขาก็ดูคล้ายชาวบ้านฐานะปานกลางทั่วไป ไม่สะดุดตาจนเกินไปนัก หลินอันเก็บเงินทอนแล้วพามารดาเดินมุ่งหน้าไปยังแผงขายเนื้อสัตว์
เขียงหมูของลุงหวังในตลาดอำเภอยังคงมีเนื้อแขวนอยู่หลายชิ้น ในยุคนี้ เนื้อหมูสามชั้นที่มีมันหนาๆ คือของล้ำค่าที่สุด เพราะชาวบ้านต้องการไขมันไปสกัดเป็นน้ำมันหมูสำหรับทำอาหารและเพิ่มพลังงานในหน้าหนาว ส่วนเนื้อแดงล้วนนั้นราคาถูกกว่า และที่ถูกที่สุดคือกระดูกที่แทบไม่มีใครเหลียวแล
“ท่านลุง ข้าเอาหมูสามชั้นชิ้นนั้นสองชั่ง (ประมาณ 1 กิโลกรัม) แล้วก็ขอซื้อเนื้อแดงอีกล่วนหนึ่งชั่งเจ้าค่ะ” หลินอันชี้ไปยังชิ้นเนื้อสามชั้นที่สวยที่สุด มันหมูสีขาวสลับกับเนื้อสีแดงดูน่ากินยิ่งนัก
ลุงหวังคนขายเนื้อใช้มีดปังตอสับเนื้ออย่างคล่องแคล่ว เอาเชือกฟางร้อยชิ้นเนื้อแล้วยื่นให้ “ทั้งหมดนี้สามร้อยยี่สิบอีแปะ”
หลินอันจ่ายเงินอย่างไม่เสียดาย ก่อนจะชำเลืองมองกองกระดูกหมูท่อนใหญ่ที่วางทิ้งไว้มุมเขียง “ท่านลุง กระดูกพวกนั้นท่านขายอย่างไรหรือ”
“โอ๊ย กระดูกติดเนื้อนิดหน่อยพวกนั้นไม่มีใครเขาซื้อกันหรอก เอาไปต้มก็เปลืองฟืนเปล่าๆ หากเจ้าอยากได้ ข้าแถมให้หมดกองนี้เลย ถือเสียว่าเป็นน้ำใจที่อุดหนุนเนื้อตั้งหลายชั่ง”
เด็กหญิงยิ้มกว้างกล่าวขอบคุณ ลุงหวังช่วยเอาเชือกร้อยกระดูกหมูกองโตส่งให้ซูหว่านถือ นางลอบหัวเราะในใจ คนยุคนี้ไม่รู้เสียแล้วว่ากระดูกหมูพวกนี้นำไปต้มเคี่ยวน้ำซุปได้หวานหอมเพียงใด หากใส่หัวไชเท้าลงไปตุ๋นด้วย รับรองว่าอร่อยจนแทบกลืนลิ้น
หลังจากได้เนื้อสัตว์ หลินอันก็พามารดาไปกวาดซื้อข้าวสารขาวบริสุทธิ์ห้าสิบชั่ง แป้งสาลีเนื้อละเอียดอีกยี่สิบชั่ง เครื่องปรุงพื้นฐานอย่างเกลือ ซีอิ๊ว และที่ขาดไม่ได้คือน้ำตาลกรวดสำหรับทำอาหาร ทั้งหมดนี้ใช้เงินไปอีกราวๆ สองตำลึงเงิน
ก่อนจะเดินทางกลับ นางไม่ลืมที่จะแวะซื้อถังหูลู่เคลือบน้ำตาลแวววาวให้หลินเป่าหนึ่งไม้ เด็กน้อยรับผลไม้เคลือบน้ำตาลมาถือไว้ในมือราวกับสมบัติล้ำค่า แลบลิ้นเลียความหวานอย่างทะนุถนอม ไม่กล้าเคี้ยวกลืนเร็วเกินไปเพราะกลัวมันจะหมด
ข้าวของที่กวาดซื้อมามีมากมายจนซูหว่านและหลินอันไม่สามารถแบกกลับหมู่บ้านสิบลี้ได้หมด หลินอันจึงตัดสินใจเดินไปที่จุดจอดเกวียนรับจ้างหน้าประตูเมือง นางยอมจ่ายเงินยี่สิบอีแปะเพื่อเหมาเกวียนวัวเทียมของลุงจางให้ไปส่งถึงหน้ากระท่อม
เกวียนวัวเล่มใหญ่ปูทับด้วยฟางแห้งนุ่มๆ สามแม่ลูกขึ้นไปนั่งซุกตัวอยู่ท่ามกลางกองเสบียง ซูหว่านเอาผ้าห่มผืนใหม่ที่เพิ่งซื้อมาคลุมทับร่างของพวกนางอีกชั้น ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสัดส่วน เกวียนวัวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตัวอำเภอ ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง
การเดินทางขากลับช่างแตกต่างจากขามาโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องทนย่ำหิมะจนเท้าชา ไม่ต้องทนลมหนาวบาดผิว ซูหว่านนั่งกอดถุงเงินในอกเสื้อแน่น ดวงตาที่เคยมองโลกด้วยความสิ้นหวังบัดนี้ทอประกายแห่งความหวังอย่างเต็มเปี่ยม นางมองใบหน้าด้านข้างของบุตรสาวที่กำลังนั่งหลับตาพริ้มรับแสงแดดอ่อนๆ พลันรู้สึกว่าเด็กคนนี้เติบโตขึ้นมาก มากจนนางสามารถพึ่งพิงได้อย่างแท้จริง
ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม เกวียนวัวก็เดินทางมาถึงทางเข้าหมู่บ้านสกุลหลิน
เสียงล้อเกวียนบดทับหิมะและเสียงกระดิ่งที่คอวัวดังกรุ๋งกริ๋งดึงดูดความสนใจของชาวบ้านที่กำลังออกมาตักน้ำหรือกวาดลานหน้าบ้าน เมื่อพวกเขาชะโงกหน้ามามองและเห็นว่าผู้ที่นั่งอยู่บนเกวียนคือซูหว่านแม่ม่ายตกยากและลูกๆ หลายคนก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“นั่นมันซูหว่านไม่ใช่หรือ ทำไมถึงนั่งเกวียนกลับมาได้เล่า” ป้าหวังจอมซุบซิบประจำหมู่บ้านกระซิบกระซาบกับเพื่อนบ้าน
“เจ้าดูข้าวของบนเกวียนนั่นสิ ถุงข้าวสารขาวตั้งหลายถุง มีเนื้อหมูชิ้นเบ้อเริ่มด้วย สวรรค์! พวกนางไปเอาเงินมาจากที่ใดกัน หรือว่าหลินต้ากลับมาหาพวกนางแล้ว”
เสียงซุบซิบดังแว่วมาเป็นระยะ แต่หลินอันทำเพียงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่สนใจจะอธิบายสิ่งใด เกวียนวัวแล่นผ่านหน้าบ้านของแม่เฒ่าหลิน บังเอิญเป็นจังหวะเดียวกับที่สะใภ้ใหญ่กำลังเปิดประตูออกมาสาดน้ำทิ้งพอดี
สะใภ้ใหญ่ตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า นางรีบทิ้งอ่างน้ำแล้ววิ่งตะโกนเข้าไปในบ้าน “ท่านแม่! ท่านแม่รีบออกมาดูเร็วเข้า นังซูหว่านมันนั่งเกวียนวัวกลับมา แถมยังซื้อเสบียงมาเต็มคันรถเลยเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าหลินที่กำลังผิงไฟอยู่รีบเดินกระเผลกออกมาหน้าประตู เมื่อเห็นภาพก้อนเนื้อสามชั้นและถุงแป้งที่วางเรียงรายอยู่บนเกวียน ดวงตาฝ้าฟางของหญิงชราก็ลุกวาวด้วยความโลภ นางอ้าปากเตรียมจะตะโกนเรียกให้เกวียนหยุด แต่ลุงจางคนขับเกวียนกลับสะบัดแส้เร่งวัวให้เดินเร็วขึ้นตามคำสั่งของหลินอัน เกวียนวัวจึงแล่นผ่านหน้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พวกบ้านใหญ่ได้แต่มองตามด้วยความริษยาจนตาแทบระเบิด
“หยุดอยู่ตรงนี้แหละเจ้าค่ะท่านลุง”
หลินอันบอกให้ลุงจางจอดเกวียนที่หน้ากระท่อมท้ายหมู่บ้าน พวกเขาช่วยกันขนของทั้งหมดเข้าไปเก็บด้านใน ก่อนที่เด็กหญิงจะจ่ายเงินค่าจ้างและขอบคุณลุงจาง
เมื่อประตูบานพังถูกปิดและขัดด้วยท่อนไม้ไผ่อย่างแน่นหนา หลินอันก็ถอนหายใจยาว นางมองดูกองเสบียงที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ด้วยความภาคภูมิใจ นี่คือหยาดเหงื่อและสติปัญญาของนางที่แลกมา
“ท่านแม่ วันนี้เราจะกินของดีกัน ข้าจะสอนท่านทำ ‘หมูตุ๋นน้ำแดง’ สูตรลับที่ท่านปู่เทวดาสอนข้ามา รับรองว่าอร่อยจนท่านต้องร้องขอเพิ่มข้าวเลยเจ้าค่ะ”
ซูหว่านพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ตอนนี้นางไม่สงสัยในตัวบุตรสาวอีกต่อไปแล้ว นางจัดการก่อไฟในเตาดินเหนียว นำกระทะเหล็กใบเก่าที่ขัดจนสะอาดมาตั้งไฟ หลินอันทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคอยบอกขั้นตอนอย่างละเอียด
เริ่มจากการนำหมูสามชั้นมาล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ ใส่ลงไปคั่วในกระทะที่ร้อนจัดโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน เสียงฉ่าดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง ความร้อนรีดเอาน้ำมันหมูสีใสแจ๋วออกมาจากชั้นไขมัน กลิ่นหอมของเนื้อหมูที่ถูกเจียวจนเกรียมเล็กน้อยโชยแตะจมูก
เมื่อชิ้นหมูเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง หลินอันก็ให้มารดาตักชิ้นหมูขึ้นพักไว้ แล้วใช้น้ำมันหมูที่เหลือในกระทะผัดกับน้ำตาลกรวด ใช้ตะหลิวคนอย่างรวดเร็วจนน้ำตาลละลายกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้คาราเมล ส่งกลิ่นหอมหวานอมขมบางๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“ใส่เนื้อหมูกลับลงไปเลยเจ้าค่ะท่านแม่”
ซูหว่านเทชิ้นหมูลงไปผัดคลุกเคล้ากับน้ำตาลเคี่ยวจนทุกชิ้นเคลือบไปด้วยสีน้ำตาลแดงแวววาวน่ารับประทาน จากนั้นจึงเติมน้ำเปล่าลงไปจนท่วมเนื้อหมู ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว เกลือเล็กน้อย แล้วปิดฝากระทะเพื่อตุ๋นด้วยไฟอ่อน
ระหว่างที่รอหมูตุ๋นเปื่อย หลินอันก็ให้มารดาหุงข้าวขาวบริสุทธิ์ในหม้อดินอีกใบ ข้าวสารที่ไม่ได้ผสมธัญพืชหยาบหรือรำข้าวเลยนั้นเป็นของหายากสำหรับชาวบ้านทั่วไป เมื่อข้าวสุก กลิ่นหอมหวานของแป้งข้าวเจ้าก็อบอวลไปทั่วทั้งห้อง
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม น้ำในกระทะเริ่มงวดลงจนกลายเป็นน้ำซอสข้นเหนียวเคลือบชิ้นหมูสามชั้นที่บัดนี้เปื่อยนุ่มจนแทบจะละลาย หลินอันเปิดฝากระทะออก กลิ่นหอมรุนแรงของการผสมผสานระหว่างเนื้อสัตว์ ซีอิ๊ว และน้ำตาลพุ่งกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง
หลินเป่าที่นั่งรออยู่บนเตียงเตาทนไม่ไหวอีกต่อไป เด็กน้อยกระโดดลงมายืนเกาะขอบเตา เขย่งปลายเท้าชะโงกหน้ามองหม้อสลับกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก “พี่ใหญ่ ข้าหิวแล้ว หอมจนท้องข้าร้องประท้วงไปหมดแล้ว”
“เสร็จแล้วๆ เด็กตะกละ รีบไปนั่งรอที่โต๊ะเลย” หลินอันหัวเราะร่วน
ซูหว่านตักข้าวสวยร้อนๆ หุงเรียงเม็ดสวยงามใส่ถ้วยสามใบจนพูน จากนั้นจึงตักหมูตุ๋นน้ำแดงราดลงไปบนข้าว น้ำซอสสีเข้มซึมซาบลงสู่เมล็ดข้าวสีขาวชวนให้เจริญอาหารยิ่งนัก
สามแม่ลูกนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะไม้ขาเป๋ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชามและเสียงเคี้ยวอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หลินอันคีบหมูสามชั้นเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัส ชั้นไขมันที่ตุ๋นจนเปื่อยก็ละลายหายไปในโพรงปาก รสชาติเค็มนำหวานตามแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของเนื้อแดง กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ช่างเป็นรสชาติที่วิเศษที่สุดนับตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่
ซูหว่านกินไปน้ำตาไหลไป นางไม่เคยคิดฝันว่าชาตินี้จะได้กินข้าวขาวและเนื้อหมูชิ้นโตเช่นนี้ นางคีบเนื้อหมูชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในชามของตนไปวางแหมะไว้บนข้าวของหลินอัน
“กินเยอะๆ นะอันเอ๋อร์ เจ้าผอมเกินไปแล้ว ต้องบำรุงให้มากๆ”
หลินอันยิ้มรับ นางคีบเนื้อหมูชิ้นหนึ่งส่งไปให้หลินเป่าที่เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ จนแก้มพอง “เป่าเอ๋อร์ก็กินเยอะๆ โตขึ้นจะได้มีแรงปกป้องท่านแม่กับพี่ใหญ่”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านท่ามกลางมื้ออาหารที่เรียบง่ายแต่หรูหราที่สุดในชีวิตของพวกเขา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังประสานกัน ขับไล่ความสิ้นหวังและความหนาวเหน็บที่เคยเกาะกุมจิตใจไปจนหมดสิ้น
วูบ!
จังหวะนั้นเอง แสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบขึ้นในหัวของหลินอัน พร้อมกับหน้าต่างโฮโลแกรมที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
(ติ๊ง! ตรวจพบความพึงพอใจและดัชนีความสุขของสมาชิกครอบครัวถึงระดับสูงสุดอย่างต่อเนื่อง) (แต้มความสุขสะสมครบ 100/100 แต้ม) (เงื่อนไขครบถ้วน... ระบบกำลังทำการอัปเกรดเป็น ‘ระดับ 2’)
หลินอันชะงักตะเกียบในมือ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยขณะอ่านข้อความที่วิ่งผ่านหน้าจอโปร่งแสง
(การอัปเกรดสำเร็จ ยินดีด้วย โฮสต์ปลดล็อกฟังก์ชันใหม่: ‘มิติเก็บของขนาด 10 ตารางเมตร’ และ ‘สิทธิ์การแลกเปลี่ยนเพิ่มเป็น 5 ครั้งต่อวัน’) (ของรางวัลพิเศษสำหรับการเลื่อนระดับ: ‘เมล็ดพันธุ์ผักวิเศษทนหนาว 1 ถุง’)
เด็กหญิงลอบกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ มุมปากยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ การลงทุนกวาดซื้อของในวันนี้คุ้มค่าเกินคาด ระบบอัปเกรดแล้ว แถมยังมีมิติเก็บของและเมล็ดพันธุ์วิเศษมาให้อีก
เส้นทางสู่การเป็นเศรษฐินีแห่งแคว้นต้าฉู่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว รอให้พ้นหน้าหนาวนี้ไปก่อนเถิด มารดาและน้องชายของนางจะต้องได้อยู่บ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่นที่สุดในอำเภอ และใครที่เคยดูถูกหรือทำร้ายพวกนางไว้ เตรียมตัวรับผลกรรมที่นางจะมอบให้ได้เลย