บทที่ 3 การเจรจาในโรงหมอ และเงินถังแรกของครอบครัว
แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มทึมเทามาหลายวันในที่สุดก็เปิดโปร่ง พายุหิมะที่พัดกระหน่ำตลอดคืนสงบลงแล้ว เหลือเพียงเกล็ดหิมะสีขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วทุกอาณาบริเวณราวกับพรมผืนยักษ์
ภายในกระท่อมท้ายหมู่บ้าน ซูหว่านตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น (03.00-04.59 น.) นางจัดการต้มน้ำข้าวที่เหลือจากเมื่อวานให้ลูกๆ ได้รองท้อง แม้จะไม่อิ่มหนำเท่าซาลาเปาไส้หมู แต่มันก็ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นพอที่จะต่อสู้กับอากาศภายนอกได้
สตรีร่างผอมบางหยิบเอาเศษผ้าฝ้ายที่สะอาดที่สุดมาห่อเห็ดหลินจือวิญญาณอย่างเบามือและทะนุถนอมราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ จากนั้นจึงยัดมันเข้าไปในอกเสื้อ ซ่อนไว้ใต้ชั้นเสื้อผ้าที่หนาที่สุดเพื่อป้องกันลมหนาวและสายตาของผู้คน นางตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะหันมามองบุตรสาวและบุตรชาย
“อันเอ๋อร์ เป่าเอ๋อร์ วันนี้เราต้องเดินเท้าเข้าตัวอำเภอ ระยะทางไกลถึงสิบลี้ (ประมาณ 5 กิโลเมตร) หิมะก็หนา พวกเจ้าทนไหวหรือไม่”
หลินอันพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าทนไหวท่านแม่ รีบไปกันเถิด ยิ่งสายคนจะยิ่งพลุกพล่าน ข้าไม่อยากให้พวกบ้านใหญ่เห็นพวกเราออกจากหมู่บ้าน”
ซูหว่านเห็นด้วยกับคำพูดของบุตรสาว นางจัดการอุ้มหลินเป่าขึ้นสะพายหลัง ใช้ผ้าขาวม้าเก่าๆ ผูกรัดตัวเด็กน้อยติดกับแผ่นหลังของตนเองอย่างแน่นหนา ส่วนมืออีกข้างก็จูงมือหลินอันเอาไว้ สามแม่ลูกก้าวออกจากกระท่อมพังๆ มุ่งหน้าสู่เส้นทางสายหลักที่ทอดยาวเข้าสู่ตัวอำเภอ
การเดินทางในวันหิมะตกหนักนั้นยากลำบากกว่าที่หลินอันคาดคิดไว้มาก รองเท้าฟางที่นางสวมใส่แทบจะกันความชื้นไม่ได้เลย ทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงบนกองหิมะ ความเย็นเยียบจะแทรกซึมผ่านฝ่าเท้าขึ้นมาจนปวดหนึบไปถึงกระดูกขากรรไกร แต่เด็กหญิงกลับไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ นางเพียงกัดฟันแน่นและก้าวเท้าตามจังหวะของมารดาไปเรื่อยๆ
ภาพความยากลำบากนี้ถูกสลักลึกไว้ในใจของหลินอัน ในยุคปัจจุบันนางมีรถยนต์ขับ มีเสื้อโค้ทขนเป็ดราคาแพงสวมใส่ การต้องมาทนหนาวทนเหนื่อยเช่นนี้เป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แต่มันก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สุมไฟแห่งความทะเยอทะยานในใจนางให้ลุกโชน
รอก่อนเถิด ขอแค่วันนี้นางขายเห็ดหลินจือได้ นางจะซื้อรองเท้าบุหุ้มข้อหุ้มด้วยขนสัตว์ที่อุ่นที่สุดให้มารดาและน้องชายสวมใส่ให้จงได้
ใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดกำแพงเมืองทำจากอิฐสีเทาของตัวอำเภอก็ปรากฏแก่สายตา ตลาดในตัวอำเภอแม้จะเป็นช่วงฤดูหนาวแต่ก็ยังมีความคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของริมทาง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ กลิ่นซาลาเปานึ่ง กลิ่นน้ำแกงร้อนๆ ลอยปะปนกันในอากาศ ทำเอาหลินเป่าที่อยู่บนหลังมารดาลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
หลินอันกระตุกแขนเสื้อมารดาเบาๆ “ท่านแม่ เราตรงไปที่ร้านยาเลยเถิด ขายของเสร็จแล้วเราค่อยมาหาซื้อของกินของใช้กัน”
ซูหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก นางพยักหน้าแล้วพาลูกเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลัก ไม่นานนักพวกเขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารไม้สองชั้นขนาดใหญ่ ป้ายชื่อร้านแกะสลักด้วยตัวอักษรสีทองอร่ามเขียนว่า ‘จี้ซื่อถัง’ กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยโชยออกมาจากด้านใน บ่งบอกถึงความเป็นโรงหมอและร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอแห่งนี้
เมื่อสามแม่ลูกในสภาพมอซอ เสื้อผ้าขาดวิ่นประดุจขอทานก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ลูกจ้างหนุ่มหรือเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังเช็ดตู้ยาอยู่ก็ขมวดคิ้วมุ่น เขารีบเดินเข้ามาขวางหน้าทันทีด้วยท่าทีรังเกียจ
“ไปๆ ที่นี่ไม่ใช่โรงทาน ไม่มีข้าวสารหรือเศษเงินจะแจกพวกเจ้าหรอก ไปขอทานที่หน้าศาลเจ้าโน่นไป” เสี่ยวเอ้อร์โบกมือไล่ประหนึ่งปัดแมลงวัน
ซูหว่านหน้าถอดสี นางถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณคนหัวอ่อน แต่หลินอันกลับบีบมือมารดาไว้แน่น เด็กหญิงก้าวออกมายืนจังก้าด้านหน้า เชิดหน้าขึ้นมองลูกจ้างหนุ่มด้วยสายตาที่ไม่เกรงกลัว
“พวกข้าไม่ได้มาขอทาน แต่พวกข้ามีสมุนไพรล้ำค่ามาขาย หากพี่ชายมัวแต่ไล่ลูกค้าแล้วทำให้เถ้าแก่ของท่านพลาดของดีระวังจะถูกหักค่าจ้างนะเจ้าคะ” เสียงใสแจ๋วของเด็กหญิงวัยสิบขวบดังชัดเจนและฉะฉาน จนลูกค้าในร้านสองสามคนหันมามอง
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไปเล็กน้อย เขาประเมินดูสภาพของสามแม่ลูกแล้วก็อดแค่นเสียงหัวเราะไม่ได้ “ของดีอันใดกัน พวกชาวบ้านยากจนอย่างพวกเจ้า อย่างมากก็ขุดได้รากไม้หน้าหนาวหรือเห็ดพิษไร้ค่า คิดจะมาหลอกขายจี้ซื่อถังหรือ ฝันไปเถอะ”
“มีเรื่องอันใดกัน อาลิ่ว ทำไมถึงส่งเสียงเอะอะโวยวาย”
เสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังมาจากหลังเคาน์เตอร์ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมา เขาคือหลงจู๊ประจำร้านยาจี้ซื่อถัง ผู้มีหน้าที่ประเมินราคาสมุนไพรและดูแลความเรียบร้อยภายในร้าน หลงจู๊ผู้นี้มีดวงตาเล็กหยีที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย
“เรียนหลงจู๊ ขอทานสามแม่ลูกนี่อ้างว่ามีสมุนไพรมาขายขอรับ ข้ากำลังจะไล่พวกนางออกไป”
หลงจู๊ปรายตามองซูหว่านและเด็กทั้งสอง เขาทำจมูกฟุดฟิดด้วยความเดียดฉันท์ แต่ด้วยสัญชาตญาณของพ่อค้าหน้าเลือด เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มีสมุนไพรอันใด เอาออกมาให้ข้าดูสิ หากเป็นของพื้นๆ ข้าไม่รับซื้อหรอกนะ”
ซูหว่านลังเลเล็กน้อย นางมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าผู้คนไม่ได้สนใจพวกนางมากนัก จึงค่อยๆ หันหลังบังสายตาคน หันหน้าเข้าหาหลงจู๊แล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ คลี่เศษผ้าที่ห่อหุ้มอยู่ออกเพียงครึ่งเดียว เผยให้เห็นร่มเห็ดสีแดงอมม่วงที่เปล่งประกายมันวาว
ทันทีที่กลิ่นสมุนไพรบริสุทธิ์โชยออกมา ดวงตาเล็กหยีของหลงจู๊ก็เบิกกว้างขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามเดิมอย่างรวดเร็ว เขากระแอมไอเบาๆ แล้วยกมือขึ้นลูบเครา
“อืม ก็แค่เห็ดป่าสีประหลาด รูปร่างพอใช้ได้ แม้จะไม่ใช่ของล้ำค่าอันใด แต่เห็นแก่ที่พวกเจ้าอุตส่าห์ฝ่าหิมะมา ข้าจะรับซื้อไว้ในราคาห้าตำลึงเงินก็แล้วกัน รับเงินแล้วก็รีบไปเสีย”
หลงจู๊พูดพลางล้วงมือกำลังจะหยิบก้อนเงินออกจากแขนเสื้อ ห้าตำลึงเงินสำหรับชาวบ้านนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ ซูหว่านเมื่อได้ยินจำนวนเงินก็มีสีหน้าดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ นางกำลังจะพยักหน้าตกลง แต่มือเล็กๆ ของหลินอันกลับตะปบลงบนข้อมือของมารดาไว้เสียก่อน
หลินอันแค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยหน้ามองหลงจู๊ด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ท่านลุงหลงจู๊ช่างมีเมตตายิ่งนัก เห็ดหลินจือแดงวิญญาณอายุเกินร้อยปี ดอกเห็ดสมบูรณ์ไร้รอยแมลงกัดกิน วงปีบนหมวกเห็ดซ้อนทับกันถึงเก้าชั้น กลิ่นปราณสมุนไพรเข้มข้นจนทะลุเนื้อผ้า ของล้ำค่าที่สามารถนำไปสกัดเป็นยาต่ออายุขัยให้พวกขุนนางเฒ่าได้ ท่านกลับตีราคาให้พวกข้าเพียงห้าตำลึงเงิน ช่างเป็นการประเมินราคาที่ยุติธรรมจนข้าอยากจะร้องไห้เสียจริง”
คำพูดที่ไหลลื่นเป็นฉากๆ พรั่งพรูออกจากปากเด็กหญิงตัวกะเปี๊ยก ทำเอาหลงจู๊ถึงกับชะงักงัน เขาเบิกตาตื่นตระหนก ไม่คิดว่าขอทานน้อยผู้นี้จะมีความรู้เรื่องสมุนไพรแตกฉานถึงขั้นดูอายุและสรรพคุณของเห็ดหลินจือออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ซ้ำยังพูดจาฉะฉานด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดจนคนที่เดินผ่านไปมาหน้าจวนเริ่มหยุดยืนดู
“เด็กบ้า! เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด เห็ดชั้นต่ำเช่นนี้จะเป็นหลินจือร้อยปีได้อย่างไร ข้าให้ห้าตำลึงก็ถือว่าทำบุญทำทานมากแล้ว อย่ามาโลภมาก!” หลงจู๊ตวาดเสียงแข็ง พยายามใช้ความน่าเกรงขามข่มขู่เด็กน้อย หวังจะให้พวกนางหวาดกลัวแล้วยอมรับเงินแต่โดยดี
ซูหว่านตัวสั่นเทา นางบีบมือลูกสาวแน่นกระซิบเสียงสั่น “อันเอ๋อร์ หรือเราจะขายๆ ไปเถอะ ห้าตำลึงก็มากพอให้เราซื้อเสบียงได้ทั้งหน้าหนาวแล้วนะ”
“ไม่ได้เจ้าค่ะท่านแม่!” หลินอันตอบเสียงดังฟังชัดจงใจให้คนในร้านได้ยิน “ของชิ้นนี้ท่านปู่เทวดาบนเขาต้าซานประทานให้เพื่อต่อชีวิตครอบครัวเรา หากจี้ซื่อถังตาบอดมองไม่ออกถึงมูลค่าของมัน พวกเราก็ข้ามถนนไปขายให้ร้านยา ‘ถงเหรินถัง’ ฝั่งตรงข้ามเถิด ข้าเชื่อว่าเถ้าแก่ร้านถงเหรินถังคงมีสายตาแหลมคมกว่าลูกจ้างกระจอกๆ ในร้านนี้แน่นอน”
การเอ่ยชื่อร้านยาคู่แข่งที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดเปรียบเสมือนการตบหน้าหลงจู๊ฉาดใหญ่ ใบหน้าของชายวัยกลางคนบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด เขาชี้หน้าหลินอันด้วยมือที่สั่นเทา
“นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! กล้ามาหยามเกียรติจี้ซื่อถังหรือ อาลิ่ว ไล่พวกมันออกไป!”
“ช้าก่อน!”
ก่อนที่เสี่ยวเอ้อร์จะทันได้ลงมือทำร้ายคน เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจก็ดังมาจากบันไดชั้นสอง ชายชราเรือนผมและหนวดเคราสีขาวโพลน สวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีเดินก้าวลงมาอย่างเชื่องช้า แต่ท่วงท่ากลับดูน่าเกรงขามจนหลงจู๊และเสี่ยวเอ้อร์ต้องรีบก้มหัวทำความเคารพ
“เถ้าแก่ใหญ่ ท่านลงมาทำไมขอรับ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ข้าจัดการเองได้” หลงจู๊รีบประจบสอพลอเหงื่อตก
เถ้าแก่ใหญ่ไม่สนใจคำแก้ตัวของหลงจู๊ เขาสาวเท้าเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าสามแม่ลูก สายตาคมกริบของชายชราจับจ้องไปที่ห่อผ้าในมือของซูหว่าน
“แม่นาง ขอดูสมุนไพรของเจ้าให้เต็มตาหน่อยได้หรือไม่” น้ำเสียงของชายชราสุภาพและนุ่มนวลกว่าหลงจู๊มากนัก
หลินอันพยักหน้าให้มารดา ซูหว่านจึงค่อยๆ เปิดเศษผ้าออกจนหมด เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเห็ดหลินจือแดงวิญญาณ
ทันทีที่เถ้าแก่ใหญ่เห็นสิ่งของในห่อผ้า ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วจังหวะหนึ่ง สองมือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลายื่นออกไปรับเห็ดหลินจือมาประคองไว้อย่างระมัดระวังราวกับจับทารกแรกเกิด เขาใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามวงปีบนหมวกเห็ด ก่อนจะยกขึ้นสูดดมกลิ่นใกล้ๆ
“สวรรค์... สวรรค์ประทานของล้ำค่ามาให้ข้าแล้ว!” เถ้าแก่ใหญ่พึมพำด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่น “ไม่ใช่แค่ร้อยปี แต่เห็ดหลินจือดอกนี้มีอายุอย่างน้อยร้อยยี่สิบปี! ซ้ำยังเป็นสายพันธุ์สีแดงอมม่วงที่หาได้ยากยิ่งในแคว้นต้าฉู่ รากเห็ดสมบูรณ์ไม่มีรอยบอบช้ำ พลังปราณสมุนไพรยังอัดแน่นเต็มเปี่ยม ช่างเป็นของล้ำค่าที่หาไม่ได้อีกแล้ว”
คำพูดของเถ้าแก่ใหญ่ราวกับฟ้าผ่าลงกลางร้าน หลงจู๊หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ร่างกายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเพราะรู้ตัวว่าตนเองเกือบจะทำให้ร้านสูญเสียของวิเศษและยังเกือบจะถูกไล่ออกเพราะความโลภบังตา
ชายชราเงยหน้าขึ้นมองหลินอันด้วยแววตาชื่นชม “แม่หนูน้อย เจ้าช่างมีสายตาแหลมคมนัก ที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่ถูกต้องทุกประการ สมุนไพรล้ำค่าชิ้นนี้ จี้ซื่อถังของเรายินดีรับซื้อไว้แน่นอน ไม่ทราบว่าแม่นางต้องการขายในราคาเท่าใด” ประโยคหลังเขาหันไปถามซูหว่าน
ซูหว่านอึกอัก นางไม่เคยจับเงินเกินสิบตำลึงมาก่อนในชีวิต จึงไม่รู้จะตั้งราคาอย่างไร หลินอันจึงรับหน้าที่เจรจาต่อ
“เถ้าแก่ใหญ่เป็นผู้มีคุณธรรมและสายตาเฉียบแหลม ข้าย่อมเชื่อใจท่าน ท่านลองเสนอราคาที่เหมาะสมมาเถิดเจ้าค่ะ หากราคาเป็นธรรม พวกเราแม่ลูกก็ไม่คิดจะหอบของไปขายที่อื่นให้เหนื่อยหรอก” หลินอันโยนหินถามทาง โยนความกดดันกลับไปให้ฝั่งคนซื้อ
เถ้าแก่ใหญ่หัวเราะหึๆ ในลำคอ ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวเกินวัยเสียจริง เขานิ่งคิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“หนึ่งร้อยตำลึงเงิน นี่คือราคาสูงสุดที่ข้าสามารถให้ได้สำหรับการรับซื้อเข้า แม้ข้าจะนำไปขายต่อได้ราคาสูงกว่านี้ แต่นั่นก็รวมค่าสกัดยาและค่าฝีมือหมอของข้าไปด้วย ราคานี้ถือว่ายุติธรรมที่สุดในอำเภอแล้ว เจ้าตกลงหรือไม่”
ซูหว่านตาเหลือกค้าง หนึ่งร้อยตำลึงเงิน! นั่นมันเงินที่ครอบครัวชาวนาหาไม่ได้เลยแม้จะทำงานงกๆ ตลอดสิบปี นางแทบจะล้มทั้งยืน โชคดีที่หลินอันดึงแขนเสื้อไว้ทัน
หลินอันคำนวณในหัวรวดเร็ว หนึ่งร้อยตำลึงเงินเทียบเท่ากับเงินก้อนใหญ่ที่สามารถพลิกชีวิตได้เลยทีเดียว นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้มพอใจ “ตกลงเจ้าค่ะ ข้าขายให้จี้ซื่อถัง แต่ข้ามีเงื่อนไขเล็กน้อย ข้าขอตั๋วเงินใบละห้าสิบตำลึงหนึ่งใบ ส่วนอีกห้าสิบตำลึงขอเป็นก้อนเงินตำลึงและอีแปะย่อยๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้จ่ายนะเจ้าคะ”
“ไม่มีปัญหา จัดการตามที่แม่หนูต้องการ!” เถ้าแก่ใหญ่หันไปตวัดสายตาดุใส่หลงจู๊ที่ยังนั่งตัวสั่นอยู่บนพื้น “มัวนั่งบื้ออยู่ทำไม รีบไปเบิกเงินมาให้แม่นางสิ แล้วนับตั้งแต่วันนี้ หักค่าจ้างเจ้าสามเดือน โทษฐานที่มีตาแต่หามีแววไม่ เกือบทำให้ร้านเราเสียชื่อเสียง”
หลงจู๊รีบคลานเข่าเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ด้วยความรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมกับถาดไม้ที่มีตั๋วเงินของร้านแลกเงินขนาดใหญ่หนึ่งใบ ก้อนเงินตำลึงเงางามหลายก้อน และพวงเหรียญทองแดงอีแปะอีกจำนวนหนึ่งส่งมอบให้ซูหว่าน
ซูหว่านรับเงินมาด้วยมือที่สั่นระริก นางกอดเงินก้อนนั้นไว้แนบอกราวกับกลัวว่ามันจะบินหนีไป น้ำตาแห่งความปีติคลอเบ้า เถ้าแก่ใหญ่ยังใจดีมอบกระดาษห่อและถุงผ้าเนื้อเหนียวให้นางใส่เงินเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย
เมื่อเสร็จสิ้นการค้า สามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านยาจี้ซื่อถังมาด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนขาเข้าอย่างสิ้นเชิง แม้ลมหนาวจะยังพัดผ่าน แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บอีกต่อไป ความร้อนรุ่มจากตั๋วเงินและก้อนเงินในอกเสื้อแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
พอเดินพ้นสายตาผู้คน ซูหว่านก็ทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงตรอกอย่างหมดแรง นางกอดหลินอันแน่นพลางสะอื้นไห้ “อันเอ๋อร์ เรามีเงินแล้ว เราไม่ต้องอดตายแล้วลูก”
“ใช่แล้วท่านแม่ เรามีเงินแล้ว” หลินอันกอดตอบมารดาพร้อมกับลูบแผ่นหลังของนางเบาๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้หลินเป่าที่ซบอยู่บนหลังแม่ “เป่าเอ๋อร์ พี่ใหญ่สัญญากับเจ้าไว้แล้วว่าจะพาเจ้าไปกินของอร่อย วันนี้เราจะซื้อหมูสามชั้น ซื้อข้าวสารขาวๆ แล้วก็ซื้อขนมถังหูลู่ให้เจ้าด้วย ดีหรือไม่”
“ดี! พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย” หลินเป่ายิ้มกว้างจนตาหยี ลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปจนหมดสิ้น
หลินอันลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปทางตลาดใหญ่ที่คึกคักไปด้วยผู้คน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปากของเด็กหญิงวัยสิบขวบ
เงินถังแรกได้มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิวัติความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ให้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ วันนี้นางจะช้อปปิ้งละลายทรัพย์ ซื้อทุกอย่างที่จำเป็น แล้วนั่งเกวียนวัวเทียมกลับหมู่บ้านอย่างสมเกียรติ ให้พวกญาติใจร้ายที่รอดูหายนะของพวกนางต้องกระอักเลือดตายด้วยความอิจฉาไปเลย