บทที่ 2 ภูเขาหิมะมรณะ กับการทดสอบระบบแลกเปลี่ยน
แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านรอยแยกของหลังคากระท่อม แต่ไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมไปถึงกระดูกได้ หลินอันลืมตาขึ้นมาในยามช่วงเช้าตรู่ ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาวขุ่น ร่างกายเล็กจ้อยยังคงซุกอยู่ใต้ผ้าห่มฝ้ายเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน โดยมีหลินเป่านอนขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ข้างๆ
เมื่อคืนนางหลับไปพร้อมกับความมุ่งมั่น และเช้านี้คือเวลาที่ต้องลงมือทำ
นางขยับตัวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ กวาดสายตามองไปรอบกระท่อม ซูหว่านผู้เป็นมารดาไม่ได้อยู่บนเตียงเตาแล้ว แต่กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าเตาไฟดินเหนียว พยายามเป่าลมจากปากเป่าเศษถ่านที่มอดดับไปตั้งแต่เมื่อคืนให้ติดไฟอีกครั้ง มือเรียวที่เคยงดงามบัดนี้แดงเถือกและแตกกร้านเพราะความหนาวเย็น
หลินอันมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกจุกในอก สตรีผู้นี้ช่างอดทนและรักลูกยิ่งนัก แต่ความอ่อนโยนเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้รอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาในยุคนี้ได้ นางจะต้องเป็นคนนำพาก้าวเดินต่อไปเอง
“ท่านแม่ ข้าจะออกไปที่ตีนเขาต้าซานสักประเดี๋ยว”
เสียงเล็กๆ ที่ดังขึ้นทำเอาซูหว่านสะดุ้งสุดตัว นางรีบหันขวับมามองบุตรสาวด้วยแววตาตื่นตระหนก “ไม่ได้นะอันเอ๋อร์ หิมะตกหนักถึงเพียงนี้ ภูเขาต้าซานอันตรายยิ่งนัก หน้าหนาวเช่นนี้สัตว์ป่าดุร้ายมักจะลงมาหาอาหาร หากเจ้าเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ได้อย่างไร”
“ข้าไม่เข้าไปลึกหรอกท่านแม่ ข้าแค่อยากไปดูว่าพอจะมีกิ่งไม้แห้งหรือรากไม้กระเด็นหลุดมาบ้างหรือไม่ เตาไฟของเราไม่มีฟืนแล้ว หากปล่อยไว้เป่าเอ๋อร์คงทนความหนาวไม่ไหว” หลินอันอ้างเหตุผลที่ฟังดูสมจริง นางเดินเข้าไปจับมือมารดาที่เย็นเฉียบ “ท่านแม่วางใจ ข้าแค่อยู่แถวชายป่า ไม่เกินครึ่งชั่วยามข้าจะรีบกลับมา”
ซูหว่านเม้มริมฝีปากแน่นอย่างชั่งใจ นางมองใบหน้าซูบผอมของลูกสาวสลับกับลูกชายตัวน้อยที่นอนสั่นเทาอยู่บนเตียง สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างจำยอม หยิบเอาเสื้อคลุมตัวนอกที่บางจนแทบกันลมไม่ได้มาสวมทับให้หลินอันอีกชั้น
“ระวังตัวด้วยนะลูก หากเห็นท่าไม่ดีให้รีบวิ่งกลับมาทันที เข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เด็กหญิงรับคำกระชับ ก่อนจะผลักบานประตูไม้ที่ขัดไว้อย่างลวกๆ ออกไป ลมเหนือพัดปะทะใบหน้าจนชาหนึบ หิมะด้านนอกหนาตากว่าเมื่อวาน กองสุมสูงจนถึงหน้าแข้ง รองเท้าฟางที่นางสวมใส่นั้นช่างไร้ประโยชน์ สัมผัสเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่ฝ่าเท้าทุกครั้งที่ย่ำลงไป แต่นางก็กัดฟันก้าวเดินต่อไปอย่างมุ่งมั่น
หมู่บ้านสกุลหลินยามนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า ชาวบ้านต่างปิดประตูหน้าต่างเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อประหยัดพลังงานและฟืนไฟ หลินอันเดินฝ่าหิมะมุ่งหน้าไปยังภูเขาต้าซานที่ตั้งตระหง่านอยู่ท้ายหมู่บ้าน ใช้เวลาเกือบสองเค่อ (สามสิบนาที) กว่าจะลากสังขารมาถึงแนวชายป่า
ป่าฤดูหนาวเงียบสงัดจนน่าขนลุก ต้นไม้ใหญ่ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้านดำทะมึนตัดกับสีขาวโพลนของหิมะ หลินอันหยุดยืนหอบหายใจ ไอเย็นจัดทำให้ปอดปวดร้าว นางถูมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความอบอุ่น ก่อนจะเริ่มลงมือคุ้ยเขี่ยกองหิมะใต้ต้นไม้ใหญ่
เป้าหมายของนางวันนี้ไม่ใช่การหาฟืน แต่เป็นการทดสอบ ‘ระบบแลกเปลี่ยนเพิ่มมูลค่า’ อย่างละเอียดต่างหาก
เมื่อวานนางใช้หญ้าแห้งแลกแป้งสาลีมาได้ วันนี้นางอยากรู้ว่าขีดจำกัดของมันอยู่ตรงไหน เด็กหญิงใช้กิ่งไม้เขี่ยหิมะออกจนพบกับพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่แห้งตาย นางสังเกตเห็นผลไม้ป่าสีแดงคล้ำลูกเล็กๆ ที่เหี่ยวแห้งและถูกแช่แข็งติดอยู่กับกิ่ง มันคือผลซานจาป่าที่รสชาติฝาดเฝื่อนจนแม้แต่นกยังเมิน
หลินอันเด็ดผลซานจาป่าแห้งๆ มากำไว้ในมือราวๆ ห้าหกลูก แล้วเรียกหน้าต่างโฮโลแกรมขึ้นมาในใจ
“ระบบ แลกเปลี่ยนของสิ่งนี้”
หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทันที พร้อมตัวอักษรวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
(ติ๊ง! ตรวจพบวัตถุดิบอินทรีย์ระดับต่ำ ‘ผลซานจาป่าแช่แข็ง’ รสชาติแย่และขาดสารอาหาร ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นหมวดหมู่อาหารสำเร็จรูปหรือไม่ (ใช้แต้มความสุข 2 แต้ม))
“ยืนยันการแลกเปลี่ยน”
พริบตานั้น ผลซานจาในมือก็สลายกลายเป็นละอองแสงสีฟ้าพุ่งเข้าไปในหน้าจอ สัญลักษณ์ฟันเฟืองหมุนวนเพียงไม่กี่อึดใจ แสงสว่างก็วาบขึ้นพร้อมกับความร้อนผ่าวที่ตกกระแทกลงบนฝ่ามือที่เย็นเฉียบของนาง
มันคือซาลาเปาลูกใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่จำนวนสามลูก! แป้งสีขาวอวบอ้วนส่งควันฉุยตัดกับอากาศเย็นจัด กลิ่นหอมของแป้งหมักและเนื้อหมูสับที่ผสมเครื่องเทศพวยพุ่งเตะจมูกอย่างจัง ทำเอากระเพาะของหลินอันที่เพิ่งย่อยน้ำข้าวไปเมื่อคืนร้องโครกครากขึ้นมาทันที
(การแลกเปลี่ยนสำเร็จ ได้รับ ‘ซาลาเปาไส้หมูสับตำรับเหลาอาหารชั้นเลิศ 3 ลูก’ คงเหลือสิทธิ์การแลกเปลี่ยน 1 ครั้ง คงเหลือแต้มความสุข 12/100)
หลินอันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ซาลาเปาร้อนๆ ในวันหิมะตกเช่นนี้คือสวรรค์ชัดๆ แต่นางยังไม่ยอมกินมันตอนนี้ เด็กหญิงรีบเอาซาลาเปาทั้งสามลูกยัดใส่ไว้ในอกเสื้อด้านในสุด ความร้อนจากซาลาเปาแผ่ซ่านเข้าสู่ผิวหนัง ช่วยคลายความหนาวเหน็บให้ร่างกายได้ราวกับเตาพกขนาดย่อม
“เอาล่ะ อาหารมื้อเช้ามีแล้ว แต่แค่นี้ยังไม่พอต้องหาของเพิ่มอีก” หลินอันพึมพำกับตัวเอง
ครอบครัวนางต้องการเงิน เงินเพื่อซื้ออาหาร ซื้อเสื้อผ้าอุ่นๆ และซ่อมแซมกระท่อมผุพังก่อนที่จะตายกันหมด นางเหลือสิทธิ์แลกเปลี่ยนอีกเพียงหนึ่งครั้งสำหรับวันนี้ ต้องหาของที่มีมูลค่ามากพอที่จะนำไปขายในตัวอำเภอได้
นางเดินลึกเข้าไปในชายป่าอีกนิด สายตากวาดมองไปตามโคนต้นไม้ใหญ่ที่ล้มตายอยู่ นึกถึงนิยายทะลุมิติที่เคยอ่าน นางเอกมักจะเจอโสมวิญญาณหรือสมุนไพรล้ำค่าตามโคนต้นไม้เสมอ แต่ความเป็นจริงช่างโหดร้าย โคนต้นสนเฒ่ามีเพียงเศษใบไม้เน่าเปื่อยและเชื้อราสีดำคล้ำเกาะอยู่
หลินอันย่อตัวลงใช้กิ่งไม้เขี่ยดูเชื้อราสีดำพวกนั้น มันคือเห็ดป่าชนิดหนึ่งที่แห้งกรังจนแทบจะกลายเป็นหิน รูปร่างบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ นางไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันมีพิษหรือไม่ แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น นางจึงงัดเห็ดสีดำขนาดเท่าเหรียญทองแดงนั้นขึ้นมาวางบนฝ่ามือ
“ระบบ ลองอัปเกรดเจ้านี่ดูสิ เอาให้มูลค่าสูงที่สุดเท่าที่แต้มความสุขจะอำนวยเลยนะ”
(ติ๊ง! ตรวจพบ ‘เห็ดหลินจือดำกลายพันธุ์ (แห้งตาย)’ คุณภาพต่ำมาก ตรวจพบความเป็นไปได้ในการอัปเกรดข้ามระดับ) (ต้องการแลกเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางการแพทย์ระดับสูงหรือไม่ (ใช้แต้มความสุข 10 แต้ม))
สิบแต้ม! หลินอันเบิกตากว้าง นั่นเกือบจะหมดหน้าตักที่นางหามาได้จากรอยยิ้มของมารดาและน้องชายเมื่อคืนเลยนะ แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง หากไม่กล้าได้กล้าเสียก็คงต้องทนกินน้ำข้าวไปตลอดชีวิต
“ยืนยัน”
ละอองแสงสีฟ้าครั้งนี้สว่างจ้ากว่าครั้งก่อนหน้า มันดูดกลืนเห็ดสีดำน่าเกลียดเข้าไปในหน้าจอโฮโลแกรม สัญลักษณ์ฟันเฟืองหมุนวนนานกว่าปกติราวกับระบบกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเค้นประสิทธิภาพขั้นสุดออกมา
วูบ!
เมื่อแสงสว่างจางลง สิ่งที่ปรากฏอยู่บนฝ่ามือของหลินอันกลับทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง
มันไม่ใช่เห็ดสีดำเหี่ยวแห้งอีกต่อไป แต่มันคือเห็ดหลินจือสีแดงเข้มอมม่วงขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ รูปทรงงดงามสมบูรณ์แบบราวกับหยกแกะสลัก ผิวด้านบนมันวาวมีวงปีซ้อนทับกันบ่งบอกถึงอายุขัยที่ยาวนาน สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือกลิ่นหอมของสมุนไพรและไอดินที่โชยออกมาจางๆ เพียงแค่สูดดมก็รู้สึกได้ถึงความสดชื่นและเรี่ยวแรงที่กลับคืนมา
(การแลกเปลี่ยนสำเร็จ! ได้รับ ‘เห็ดหลินจือแดงวิญญาณ อายุ 100 ปี’ (สรรพคุณ: บำรุงลมปราณ รักษาอาการบาดเจ็บภายใน ยืดอายุขัย) คงเหลือสิทธิ์การแลกเปลี่ยน 0 ครั้ง คงเหลือแต้มความสุข 2/100)
“รวยแล้ว... คราวนี้รวยจริงๆ แล้ว” หลินอันพึมพำ มือเล็กๆ สั่นเทาขณะค่อยๆ ประคองเห็ดหลินจือล้ำค่าเอาไว้
ในโลกยุคโบราณเช่นนี้ สมุนไพรหายากอายุร้อยปีมีค่าควรเมือง พวกคหบดีหรือขุนนางในตัวอำเภอย่อมยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อแลกกับยาอายุวัฒนะเช่นนี้ นางรีบฉีกชายเสื้อด้านในที่ยังพอสะอาดอยู่มาห่อเห็ดหลินจืออย่างเบามือ แล้วยัดเก็บซ่อนไว้ในอกเสื้อฝั่งตรงข้ามกับซาลาเปา
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการครบถ้วน ความหนาวเย็นที่กัดกินร่างกายก็เริ่มประท้วงอีกครั้ง หลินอันรีบหันหลังกลับ กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามรอยเท้าเดิมของตนเองฝ่าดงหิมะมุ่งหน้ากลับกระท่อม
“อันเอ๋อร์! อันเอ๋อร์!”
เพิ่งจะเดินพ้นแนวป่า นางก็เห็นร่างซูบผอมของซูหว่านผู้เป็นมารดายืนชะเง้อคอฝ่าลมหนาวอยู่หน้ากระท่อม ใบหน้าของมารดาซีดเผือดด้วยความกังวล ทันทีที่เห็นร่างเล็กๆ เดินฝ่าหิมะมา สตรีผู้นั้นก็ถลาเข้ามากอดนางไว้แน่นโดยไม่สนว่าหิมะจะเปียกชื้นเพียงใด
“เจ้าเด็กบ้า หายไปตั้งนาน แม่ใจคอไม่ดีเลยรู้หรือไม่ ฟืนหาไม่ได้ก็ช่างมันเถิด ขอแค่เจ้าปลอดภัยก็พอแล้ว” ซูหว่านดุเสียงสั่นพลางใช้มือลูบใบหน้าที่เย็นเฉียบของบุตรสาว
“ข้าไม่เป็นไรท่านแม่ รีบเข้าบ้านเถอะ ข้ามีของดีมาฝากด้วย” หลินอันยิ้มกว้าง ดันหลังมารดาให้กลับเข้าไปในกระท่อมที่แม้จะหนาว แต่ก็ยังดีกว่าตากลางพายุหิมะ
เมื่อปิดประตูไม้ขัดกันลมเรียบร้อย หลินเป่าที่นั่งซุกตัวอยู่บนเตียงก็ชะโงกหน้ามามองพี่สาวด้วยดวงตาเป็นประกาย หลินอันไม่รอช้า นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบเอาซาลาเปาทั้งสามลูกที่ยังคงอุ่นๆ อยู่ออกมาวางบนโต๊ะไม้ขาเป๋
กลิ่นหอมของเนื้อหมูสับและเครื่องเทศกระจายฟุ้งไปทั่วห้องแคบๆ ข่มกลิ่นอับชื้นจนมิด ซูหว่านเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า ส่วนหลินเป่าถึงกับน้ำลายสอหยดแหมะลงบนหลังมือตัวเอง
“ซะ... ซาลาเปาไส้หมู! อันเอ๋อร์ เจ้าไปเอามาจากที่ใดกัน อย่าบอกนะว่าท่านเทพเทวดาคนนั้น...” ซูหว่านพูดตะกุกตะกัก ความตกใจระคนหวาดกลัวทำให้เนื้อตัวนางสั่นเทา
“ใช่แล้วท่านแม่ ข้าเจอท่านปู่เทวดาที่ตีนเขา ท่านบอกว่าสงสารที่เห็นข้ากตัญญูฝ่าหิมะออกมาหาฟืน จึงมอบอาหารมื้อนี้ให้ แถมยังบอกอีกว่าให้กินตอนร้อนๆ จะได้มีแรง” หลินอันปั้นน้ำเป็นตัวได้อย่างลื่นไหลไร้ที่ติ หน้าตายังคงใสซื่อบริสุทธิ์สมวัยสิบขวบ
นางหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งยัดใส่มือมารดา อีกลูกยัดใส่มือน้องชาย และลูกสุดท้ายถือไว้เอง “รีบกินเถอะท่านแม่ หากปล่อยให้เย็นมันจะชืดหมดความอร่อย”
ซูหว่านมองซาลาเปาแป้งขาวนุ่มในมือด้วยความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน นางไม่เคยกินอาหารดีๆ เช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต แม้แต่ตอนที่หลินต้ายังไม่ทิ้งไป พวกเขาก็ได้กินแค่แป้งจี่หยาบๆ กับผักดองเท่านั้น นางกัดริมฝีปากกลั้นน้ำตา ก่อนจะค่อยๆ บรรจงกัดซาลาเปาคำเล็กๆ
ทันทีที่ฟันกระทบกับแป้งนุ่มฟู ความหวานของแป้งหมักก็ซึมซาบ ตามด้วยรสชาติเค็มๆ มันๆ ของไส้หมูสับที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซุปร้อนๆ รสชาติกลมกล่อมที่ระเบิดในโพรงปากทำให้น้ำตาของมารดาไหลรินออกมาเงียบๆ
ส่วนหลินเป่านั้นไม่ต้องพูดถึง เด็กน้อยอ้าปากกัดคำโต เคี้ยวแก้มตุ่ยจนปากมันแผล็บ น้ำซุปจากไส้หมูไหลย้อยลงมาตามคางแต่เขาก็ใช้หลังมือเช็ดแล้วเลียจนสะอาดเกลี้ยง
“อร่อย... อร่อยที่สุดเลยพี่ใหญ่ ข้าอยากกลืนลิ้นตัวเองลงไปแล้ว” หลินเป่าพูดพลางสะอื้นไห้ด้วยความตื้นตันใจ เกิดมาห้าปี เพิ่งจะรู้ว่ารสชาติของเนื้อหมูมันวิเศษถึงเพียงนี้
หลินอันมองภาพมารดาและน้องชายกินอย่างเอร็ดอร่อย รอยยิ้มอิ่มเอมใจประดับบนใบหน้าเล็กๆ นางกัดซาลาเปาของตัวเองช้าๆ ซึมซับรสชาติของอาหารมื้อแรกที่เป็นรูปเป็นร่างอย่างแท้จริง
(ติ๊ง! ตรวจพบความสุขขั้นสุดยอดจากกระเพาะอาหารและจิตวิญญาณของสมาชิกครอบครัว) (แต้มความสุขเพิ่มขึ้น 30 แต้ม! ปัจจุบัน: 32/100)
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังรัวๆ แต้มความสุขพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วจนหลินอันพอใจเป็นอย่างมาก กลไกนี้ชัดเจนแล้ว แค่ทำให้อิ่มท้องและมีความหวัง แต้มก็จะหลั่งไหลมาเอง
เมื่อกินซาลาเปากันจนหมดเกลี้ยงและอารมณ์เริ่มสงบลง หลินอันก็กระแอมไอเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ นางมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสายตาใครแอบมองลอดรอยแตกของกำแพง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออีกครั้ง
“ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านตกใจกับซาลาเปาแล้วใช่หรือไม่ คราวนี้ท่านเตรียมใจไว้ให้ดีเล่า”
พูดจบ เด็กหญิงก็ค่อยๆ คลี่เศษผ้าที่ห่อหุ้มอยู่ออก เผยให้เห็นเห็ดหลินจือสีแดงอมม่วงที่เปล่งประกายเงางาม กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นอบอวลลอยมาเตะจมูกซูหว่านในทันที
ซูหว่านที่เพิ่งจะเช็ดน้ำตาเสร็จถึงกับเบิกตาค้าง ปากอ้าพะงาบๆ คล้ายคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ นางเคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวในโรงหมอตอนสาวๆ ย่อมเคยเห็นภาพวาดสมุนไพรล้ำค่ามาบ้าง แม้จะไม่เคยเห็นของจริง แต่ลักษณะที่โดดเด่นเช่นนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
“นะ... นี่มัน... เห็ดหลินจือวิญญาณ สวรรค์ อันเอ๋อร์ เจ้าไปเอามันมาจากที่ใดกัน” ซูหว่านอุทานเสียงหลง แทบจะถลาเข้ามาตะครุบปากบุตรสาวกลัวว่าใครจะได้ยิน
“ท่านปู่เทวดามอบให้ข้ามาด้วยท่านแม่ ท่านบอกว่าสิ่งนี้จะช่วยพลิกชะตาชีวิตครอบครัวเรา” หลินอันยังคงใช้ข้ออ้างเดิมอย่างหน้าตาย “ท่านแม่ พรุ่งนี้หิมะน่าจะซาลงบ้าง เราเอาเจ้านี่เข้าไปขายในตัวอำเภอกันเถิด หากขายได้ราคาดี เราจะได้ซื้อข้าวสาร เสื้อผ้า และอาจจะจ้างช่างมาซ่อมหลังคากระท่อมนี้ด้วย”
ซูหว่านมองเห็ดหลินจือในมือบุตรสาวด้วยมือที่สั่นเทา ของล้ำค่าปานนี้ หากตกไปอยู่ในมือของคนโลภอย่างแม่เฒ่าหลินหรือพวกญาติใจร้าย ครอบครัวของนางคงไม่ได้เห็นแม้แต่เศษเงิน ซ้ำอาจจะถูกฆ่าปิดปากเพื่อแย่งชิงสมบัติ
สตรีหัวอ่อนที่เคยยอมคนมาตลอดชีวิต บัดนี้เมื่อเห็นแสงสว่างแห่งความรอดพ้นของลูกๆ แววตาของนางก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว
“ได้ พรุ่งนี้เช้าตรู่ แม่จะพาเจ้าเข้าเมืองไปร้านยาจี้ซื่อถัง เราจะต้องขายมันให้ได้ราคาดีที่สุด และเรื่องนี้ห้ามให้คนบ้านใหญ่รู้เป็นอันขาด”
หลินอันลอบยิ้มกริ่มในใจ พัฒนาการของมารดาเป็นไปในทิศทางที่ดีเยี่ยม การเดินทางเข้าตัวอำเภอในวันพรุ่งนี้ จะเป็นก้าวแรกของการตอกหน้าพวกคนที่เคยดูถูกพวกนาง และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความมั่งคั่งอย่างแท้จริง!