ตอนที่6 หมอกรัก 6
“ฮวาเอ๋อร์ พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้เข้าไปร่วมอวยพรให้เจ้าในคืนนี้ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาพี่มีเรื่องให้ต้องคิดต้องตัดสินใจมากมาย เจ้าอย่าโกรธเคืองพี่เลย” ชายหนุ่มกล่าวอย่างรู้สึกผิด แต่จะให้เขาทำเช่นไร ในเมื่อหัวใจของเขามันทรยศเสียเเล้ว
“ถ้าอย่างนั้นท่านบอกข้าได้มั้ยเจ้าคะ ว่าทำไมท่านถึงหายไปโดยที่ไม่แม้แต่บอกกล่าว หากท่านมีเหตุผลดีพอให้ข้าๆก็จะอภัยให้ท่าน” เสียงหวานเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีขึ้นกว่าเก่า เมื่อเห็นท่าทางที่รู้สึกผิดของคนตรงหน้า
“พี่.. พี่แค่ต้องตามอาจารย์ออกไปฝึกวรยุทธขั้นสูง ทั้งยังต้องต้องฝึกทั้งกลางวันกลางคืน จึงไม่มีเวลาปลีกตัวมาหาเจ้า ก็แค่นั้น”
“จริงหรือเจ้าคะ แน่ใจนะเจ้าคะว่าท่านไม่ได้โกหกข้า” เด็กสาวใช้สายตาจับผิดมองสำรวจท่าทีของคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อถือในคำกล่าวที่เขาเอ่ยออกมา
“แน่..แน่สิ หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองถามหู่ชุนดูก็ได้ เขาก็ตามพี่ไปด้วยเช่นกัน”
“เอาเถิด ข้าเชื่อท่านก็ได้ แล้วนี่ของขวัญท่านให้ข้าหรือเจ้าคะ” เด็กสาวหันมาสนใจห่อของขวัญเล็กๆในมือของตนแทน เมื่อหายข้องใจในตัวของชายหนุ่ม
“ใช่ ลองเปิดดูสิว่าถูกใจเจ้าหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” มือเล็กช่วยกันแกะห่อผ้านั้นออกมา จนเห็นเป็นกำไลเส้นเล็กๆที่ใช้หยกสีเขียวเนื้อดีเจาะรูมาร้อยต่อกันจนเป็นกำไล พอดีกันกับขนาดข้อมือของนาง
“เจ้าชอบหรือไม่” ชายหนุ่มถามออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจ แม้ว่าใจจริงแล้วเขาอยากจะมอบปิ่นหยกเนื้อดีที่เขาแอบซื้อมาเก็บเอาไว้ให้แก่นาง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะชายที่จะสามารถมอบปิ่นให้แก่นางได้นั้นจะต้องเป็นชายคู่หมายเท่านั้น ซึ่งคนผู้นั้นไม่ใช่เขา!
“ชอบเจ้าค่ะ เป็นกำไลหยกที่สวยที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลยเจ้าค่ะ ขอบคุณนะเจ้าคะ” เด็กสาวยิ้มอย่างยินดี ก่อนจะสวมเข้ากับข้อมือเล็กและยกขึ้นอวดให้ชายหนุ่มดู
“พี่ดีใจที่เจ้าชอบ ดึกแล้วเจ้าเข้านอนเสียเถิด พี่ควรจะต้องไปได้แล้ว” ชายหนุ่มตัดใจเอ่ยบอกด้วยนางยังเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน หากมีใครมาเห็นเข้าแล้วเอาไปเล่าลือกันนางก็จะเสื่อมเสียได้
“เจ้าค่ะ กลับดีๆนะเจ้าคะ แล้วพรุ่งนี้..”
“พรุ่งนี้พี่ไม่ต้องฝึกวรยุทธ พี่จะมาหา” ชายหนุ่มชิงกล่าวออกมา เรียกรอยยิ้มงดงามจากร่างบางตรงหน้า
“เจ้าค่ะ” นางยื่นมือมาดึงหน้าต่างให้ปิด แต่ชายหนุ่มกลับยกมือขึ้นกั้นเอาไว้ ดวงตากลมโตสบเข้าเข้านัยน์ตาหวานทรงเสน่ห์เป็นเชิงคำถาม
“สุขสันต์วันเกิด”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“เป็นไงล่ะ จ้าวเหอ ข้าบอกแล้วว่าเจ้าจะต้องชอบบรรยากาศที่นี่” กู่เหยาฝือเอ่ยขึ้นอย่างหยอกเย้าก่อนจะยกจอกเหล้าขึ้นชนกับชายหนุ่ม ที่วันนี้เขาลากให้ออกมานั่งเป็นเพื่อนจิบสุราที่เหลาอาหารขึ้นชื่อของเมืองฝานแห่งนี้ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของสถานศึกษา พวกเขาก็เลยสามารถออกมาเปิดหูเปิดตากันได้จนดึกดื่นเช่นนี้
“พอเถิด เจ้าจะดื่มมากไปแล้วนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาก็หนักหัวแย่หรอก” หยูจ้าวเหอฉวยเอาจอกสุราในมือเพื่อนของตนวางลง ก่อนจะคีบกับแกล้มรสจัดที่วางอยู่จ่อไปตรงริมฝีปากคนตรงหน้า
“เอา กินเข้าไปเสียหน่อยเถิด ขืนเจ้าจิบแต่สุราเช่นนี้ หากเมาจนกลับที่พักไม่ไหว ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่นะ”
“ใจร้ายเสียจริงเพื่อนข้า ก็ได้ ไหนมาชิมหน่อยซิว่ามันอร่อยขนาดไหน” กล่าวพลางอ้าปากรับอาหารที่เพื่อนของตนยื่นมาจ่อถึงปาก ก่อนเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากดื่มกินกันจนดึกดื่นพอสมควรแล้ว ทั้งสองจึงพากันเดินกลับที่พัก สองหนุ่มเดินไปตามถนนที่เริ่มจะเงียบเหงาลงแตกต่างจากในตอนกลางวันที่ผู้คนค่อนข้างจะพลุกพล่าน เมื่อมาถึงทางเลี้ยวที่จะพ้นจากถนนที่เป็นศูนย์รวมของร้านเหล้าที่เปิดให้บริการในยามค่ำคืน พลันเห็นกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่ตรงข้างทางในมุมมืด เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเป็นชายร่างใหญ่สามคนที่กำลังขู่กรรโชกเรียกทรัพย์สินจากสองหนุ่มน้อยร่างเล็กที่ยืนกระสับกระส่ายเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่ ไม่คาดว่าเมื่อพวกเขาตั้งใจจะเดินผ่านไปเฉยๆ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับเหล่าอันธพาล หนึ่งในสองหนุ่มร่างเล็กนั้นจะยื่นมือมาคล้องแขนของหยูจ้าวเหอ
“นี่ไงพี่ชายของข้า พี่ชายท่านมาแล้วหรือ ไอ้คนพวกนี้มันจะทำร้ายข้า ท่านจะต้องช่วยข้านะ” ข้อมือขาวเนียนที่เล็กเกินมือชายที่จับกุมมือหนาเอาไว้ทำให้ชายหนุ่มนึกประหลาดใจ จึงเงยหน้าขึ้นมองสบสองตาที่มีน้ำตาคลออยู่ตรงหน้า ร่างเล็กที่มีความสูงเพียงไหล่ขยับเข้ามาหาใช้ร่างสูงหนาของเขาเป็นที่กำบัง
“เฮ้ย พวกแกเป็นพี่ของไอ้เด็กสองคนนี้หรือวะ ถ้างั้นก็จ่ายค่าเสียหายมาให้ข้าซะ แล้วก็ไสหัวไป” หนึ่งในกลุ่มนั้นเอ่ยตะคอกออกมา ก่อนจะชูมีดพกเล่มเล็กขึ้นมาเป็นการข่มขู่
“ค่าเสียหายอะไร เราไม่รู้..”
“ค่าเสียหายเท่าไหร่” หยูจ้าวเหอเอ่ยขัดคำของผู้เป็นเพื่อน จึงได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามอย่างไม่เข้าใจส่งมาให้
“ไอ้เด็กสองคนนี้เดินชนพวกข้าทำให้เพื่อนข้าต้องเจ็บตัว พวกข้าคิดค่าเสียหายสิบตำลึง” ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มจึงดึงเอาถุงใส่เงินที่ข้างเอวขึ้นมา ก่อนจะล้างเอาก้อนตำลึงส่งให้
“นี่ เงินสิบตำลึง ทีนี้จะปล่อยให้พวกข้าไปได้รึยัง”
“ใครบอกเจ้าว่าสิบตำลึงเงิน พวกข้าต้องการสิบตำลึงทองต่างหาก” ชายร่างหนาเอ่ยก่อนจะหันไปยกยิ้มกับกลุ่มของตนอย่างเป็นต่อ
