บทที่ 5 ความหึงหวงของราชสีห์
ซ่งอวี้หลานก้าวเดินนำหน้าสวี่เค่อและลูกน้องชายฉกรรจ์อีกสองคนเข้ามาในโถงสำนักงานใหญ่ของบริษัทการค้าติ้งเฉิงในเวลาแปดโมงเช้า ท่วงท่าของหญิงสาวยังคงมั่นคงและเยือกเย็น แม้จะเพิ่งผ่านการถูกขังอยู่ในโกดังชานเมืองที่หนาวเหน็บมาตลอดทั้งคืนก็ตาม
ก่อนที่จะถูกคุมตัวขึ้นรถบรรทุกของบริษัทกลับมา ซ่งอวี้หลานได้อาศัยจังหวะชุลมุนในความมืด แอบดึงสมุดบัญชีเล่มสำคัญที่บันทึกเส้นทางการโอนเงินไปฮ่องกงซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าลับด้านในเสื้อโค้ทของจ้าวลี่เฉิงเรียบร้อยแล้ว
ส่วนในกล่องเหล็กที่ลูกน้องของสวี่เค่อแย่งชิงไปได้ มีเพียงปึกใบเสร็จรับเงินเก่าๆ ที่ไร้ค่าเท่านั้น
เสียงรัวแป้นพิมพ์ดีดและเสียงพูดคุยของพนักงานทั้งแผนกเงียบกริบลงทันที สายตาหลายสิบคู่หันมาจับจ้องอดีตคุณหนูตระกูลซ่งที่ถูกคุมตัวเข้ามาราวกับผู้ต้องหาคดีร้ายแรง
ถังซินหรูในชุดกระโปรงไหมพรมนำเข้าสีแดงสดรีบกรีดกรายเดินออกมารับหน้า หล่อนปรายตามองกล่องเหล็กสีเทาในมือลูกน้องของสวี่เค่อ ก่อนจะเหยียดยิ้มเยาะเย้ยด้วยความสะใจ
"จับหัวขโมยได้คาหนังคาเขาเลยสินะ สวี่เค่อ" ถังซินหรูจงใจพูดเสียงดังให้ได้ยินกันทั้งออฟฟิศ
"ฉันเตือนพี่ลี่เฉิงตั้งแต่แรกแล้วว่าสันดานคนล้มละลายไว้ใจไม่ได้ เลี้ยงยังไงก็ไม่มีวันเชื่อง เผลอแป๊บเดียวก็แอบเข้าไปขโมยทรัพย์สินในโกดังบริษัทเสียแล้ว"
ซ่งอวี้หลานหยุดฝีเท้าลงกลางโถงทางเดิน หญิงสาวหันไปเลิกคิ้วมองผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ถ้าสมองของผู้จัดการถังซินหรูยังพอมีรอยหยักสำหรับการคิดวิเคราะห์อยู่บ้าง ก็น่าจะแยกแยะออกนะคะระหว่างหัวขโมยที่แอบย่องเบา กับเลขาที่ถูกคนของคุณคล้องกุญแจขังลืมไว้ในโกดังจนถึงเช้า"
"อย่ามาสาดโคลนใส่คนของฉันนะ ซ่งอวี้หลาน" ถังซินหรูถลึงตาใส่ด้วยความเกรี้ยวกราด
"เธอบุกรุกรื้อค้นเอกสารลับของบริษัทติ้งเฉิง โทษฐานจารกรรมข้อมูลทางธุรกิจแบบนี้ ฉันแจ้งตำรวจมาลากคอเธอเข้าคุกได้เดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ"
"งั้นก็เชิญยกหูโทรศัพท์แจ้งตำรวจเลยสิคะ" ซ่งอวี้หลานตอบกลับหน้าตายพลางยกแขนขึ้นกอดอกพิงขอบโต๊ะทำงานใกล้ๆ
"ฉันเองก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยตรวจสอบเหมือนกัน ว่าทำไมกล่องเอกสารเก่าของบริษัทตระกูลซ่ง ถึงได้ไปซุกซ่อนอยู่ใต้กองผ้าขี้ริ้วในโกดังของบริษัทติ้งเฉิงได้"
สีหน้าของสวี่เค่อเปลี่ยนเป็นซีดเผือดขึ้นมาวูบหนึ่ง เขารีบขยับตัวเข้าไปกระซิบเตือนถังซินหรูเสียงเบาหวิวเพื่อไม่ให้หล่อนวู่วามเรียกตำรวจมาจริงๆ
ในจังหวะนั้นเอง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องเป็นจังหวะหนักแน่นก็ดังมาจากทางโถงลิฟต์ผู้บริหาร จ้าวลี่เฉิงก้าวเข้ามาในชุดสูทสั่งตัดสีเข้มเต็มยศ โดยมีเฉินตง มือขวาคนสนิทเดินตามหลังมาติดๆ
ถังซินหรูรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นบอบบางน่าสงสาร หล่อนสาวเท้าเข้าไปเกาะแขนจ้าวลี่เฉิงพร้อมกับเอ่ยฟ้องด้วยน้ำเสียงออเซาะ
"พี่ลี่เฉิงมาพอดีเลยค่ะ ดูเลขาคนใหม่ของพี่สิคะ เมื่อคืนพี่สั่งให้หล่อนไปคัดแยกสินค้าที่โกดังซินไห่ แต่สวี่เค่อกลับไปจับได้ว่าหล่อนแอบรื้อค้นขโมยกล่องเอกสารสำคัญของบริษัท ซินหรูว่าเราต้องไล่หล่อนออกแล้วส่งตัวให้ตำรวจจัดการนะคะ"
จ้าวลี่เฉิงไม่ได้ตอบรับคำพูดของหญิงสาวข้างกาย ดวงตาเยียบเย็นของเขากวาดมองเสื้อโค้ทกำมะหยี่สีดำตัวเก่งของตัวเองที่คลุมอยู่บนไหล่ของซ่งอวี้หลาน
เมื่อเห็นว่าใบหน้าสวยหวานไม่ได้มีร่องรอยการจับไข้จากการตากลมหนาว ชายหนุ่มก็ลอบถอนหายใจโล่งอกในใจ ก่อนจะขยับดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของถังซินหรูอย่างแนบเนียน
"ฉันสั่งให้เธอไปตรวจนับสินค้าลอตใหม่ ไม่ใช่ให้ไปรื้อค้นของเก่าสะเปะสะปะ" จ้าวลี่เฉิงกดเสียงต่ำถามด้วยท่าทีเรียบตึง
"เธอมีอะไรจะอธิบายไหม ซ่งอวี้หลาน"
ซ่งอวี้หลานช้อนตากลมโตขึ้นสบตากับเจ้านายหนุ่มตรงๆ โดยไม่มีความหวาดหวั่นหรือร้องขอความเห็นใจ
"ฉันแค่ทำตามคำสั่งคัดแยกสิ่งของในโกดังอย่างละเอียดค่ะ ประธานจ้าว" ซ่งอวี้หลานเอ่ยเสียงเรียบ
"แต่ถ้าคุณคิดว่าการที่ฉันเจอกล่องใบเสร็จเก่าของตระกูลตัวเองในโกดังของคุณเป็นความผิดร้ายแรง ก็เชิญเปิดกล่องตรวจสอบต่อหน้าพนักงานทุกคนได้เลยค่ะ"
จ้าวลี่เฉิงหรี่ตามองคนดื้อรั้น เขาสังเกตเห็นมือบางข้างขวาของซ่งอวี้หลานที่กุมสาบเสื้อโค้ทบริเวณอกด้านซ้ายไว้แน่นผิดปกติ สัญชาตญาณความเฉียบคมทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวจะต้องแอบซ่อนเอกสารชิ้นสำคัญไว้กับตัวแล้วแน่ๆ
ชายหนุ่มเตรียมจะเอ่ยปากสั่งให้สวี่เค่อนำกล่องไปเก็บแล้วเรียกตัวซ่งอวี้หลานเข้าห้องทำงานเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ทว่าบานประตูกระจกหน้าสำนักงานใหญ่กลับถูกผลักเปิดออกกว้างเสียก่อน
"สวัสดีตอนเช้าครับทุกคน ดูเหมือนผมจะเข้ามาขัดจังหวะการประชุมภายในของบริษัทติ้งเฉิงหรือเปล่าครับเนี่ย"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนฟังดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเทาอ่อนสไตล์ผู้ดีอังกฤษ กู้สือเยวียนขยับแว่นตากรอบทองบนสันจมูกพลางส่งยิ้มสุภาพให้พนักงานต้อนรับ ก่อนที่สายตาของเขาจะมาหยุดชะงักอยู่ที่ร่างของซ่งอวี้หลาน
"อวี้หลาน ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ในสภาพนี้ล่ะครับ" กู้สือเยวียนเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
ซ่งอวี้หลานปรายตามองอดีตคู่หมั้นหนุ่มด้วยหางตา กู้สือเยวียนคือผู้ชายที่เคยพร่ำบอกรักเธอปานจะกลืนกินในสมัยที่ตระกูลซ่งยังรุ่งเรือง แต่ทันทีที่ศาลสั่งฟ้องล้มละลาย เขากลับเป็นคนแรกที่ส่งทนายนำจดหมายถอนหมั้นมาวางไว้ให้เธอถึงหน้าบ้าน
หญิงสาวรักษาสีหน้าสงบนิ่ง เธอไม่คิดจะเอ่ยทักทายหรือเสวนากับคนไร้สัจจะพรรค์นี้อีกแม้แต่ครึ่งคำ
จ้าวลี่เฉิงล้วงมือทั้งสองข้างซุกในกระเป๋ากางเกงสแล็ค ร่างสูงใหญ่ขยับก้าวขึ้นมาขวางกั้นแนวสายตาระหว่างกู้สือเยวียนกับซ่งอวี้หลานเล็กน้อย รังสีความกดดันแผ่กระจายออกมาจนบรรยากาศในห้องเริ่มอึดอัด
"ซ่งอวี้หลานคือเลขาหน้าห้องคนใหม่ของฉัน" จ้าวลี่เฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
"ไม่ทราบว่าประธานกู้เดินทางมาเจรจาเรื่องสัญญาขนส่งสินค้าวันนี้ มีปัญหาติดขัดอะไรหรือเปล่า"
กู้สือเยวียนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เขาก้าวหลบจ้าวลี่เฉิงแล้วเดินตรงเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าซ่งอวี้หลาน สายตาของชายหนุ่มตระกูลผู้ดีกวาดมองเสื้อโค้ทผู้ชายตัวใหญ่โคร่งบนไหล่บางอย่างตำหนิ
"อวี้หลาน ตระกูลซ่งตกต่ำลงจนคุณต้องยอมลดตัวมาเป็นลูกจ้างรับใช้คนชั้นต่ำพรรค์นี้เชียวหรือครับ" กู้สือเยวียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเวทนาอย่างจงใจดูแคลนเจ้าของบริษัท
"คนชั้นต่ำที่ประธานกู้เพิ่งพูดถึง คือเจ้าหนี้รายใหญ่ที่กว้านซื้อหนี้ธนาคารห้าหมื่นหยวนของตระกูลฉันมาไว้ในมือทั้งหมดค่ะ" ซ่งอวี้หลานตอบกลับเสียงเรียบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
"ถ้าคุณมาเพื่อติดต่อธุรกิจของตระกูลกู้ ก็เชิญไปนั่งรอที่ห้องรับรองแขกเถอะค่ะ อย่ามายืนเกะกะขวางทางเดินทำงานของฉัน"
กู้สือเยวียนส่ายหน้าเบาๆ ราวกับกำลังเอ็นดูเด็กดื้อรั้น "คุณยังหยิ่งทระนงไม่เปลี่ยนเลยนะครับอวี้หลาน กะอีแค่หนี้สินห้าหมื่นหยวนของพ่อคุณ ขอแค่คุณเอ่ยปากขอร้องผมสักคำ ผมก็พร้อมจะเขียนเช็คเคลียร์หนี้ทั้งหมดให้คุณได้เดี๋ยวนี้เลย"
เสียงสูดลมหายใจเฮือกดังมาจากกลุ่มพนักงานสาวๆ ในออฟฟิศ ถังซินหรูจิกเล็บสีแดงสดลงบนฝ่ามือตัวเองแน่นด้วยความริษยา เมื่อเห็นว่าขนาดซ่งอวี้หลานสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว ก็ยังมีทายาทตระกูลผู้ดีอย่างกู้สือเยวียนตามมาเสนอเงินห้าหมื่นหยวนให้ฟรีๆ
"จ่ายหนี้ให้ฉันฟรีๆ อย่างนั้นหรือคะ" ซ่งอวี้หลานแค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก
"ฉันได้ข่าวว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน ตระกูลกู้ของคุณเพิ่งจัดงานหมั้นหมายกับลูกสาวอธิบดีกรมการค้าไปหมาดๆ ไม่ใช่หรือคะ แล้วการที่คุณจะควักเงินห้าหมื่นหยวนมาไถ่ตัวฉัน คุณตั้งใจจะให้ฉันไปอยู่ในฐานะอะไรล่ะคะ เมียน้อยที่ถูกซ่อนไว้ในตรอกมืดๆ หรือนางบำเรอลับๆ หลังบ้านตระกูลกู้"
หน้ากากสุภาพบุรุษของกู้สือเยวียนกระตุกวูบเมื่อถูกฉีกหน้ากลางที่สาธารณะ ชายหนุ่มรีบก้าวเข้าไปใกล้แล้วลดระดับเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน
"การแต่งงานกับลูกสาวอธิบดีเป็นแค่เรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจที่คุณพ่อของผมบังคับต่างหากล่ะครับอวี้หลาน" กู้สือเยวียนพยายามปั้นหน้าเศร้า
"คุณก็รู้ว่าในใจของผมมีแค่คุณคนเดียว แค่คุณยอมลดทิฐิลงมาอยู่ข้างกายผมอย่างเงียบๆ ผมรับรองว่าจะเลี้ยงดูคุณอย่างสุขสบายในบ้านพักส่วนตัว ไม่ต้องมาทนลำบากให้พวกกุ๊ยข้างถนนโขกสับแบบนี้"
"เก็บความหวังดีอันแสนโสมมของคุณกลับไปเถอะค่ะ ประธานกู้" ซ่งอวี้หลานเบี่ยงตัวถอยห่างด้วยความขยะแขยง
"ฉันยอมทำงานเป็นเลขาขัดดอกใช้หนี้ด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง ดีกว่าต้องลดศักดิ์ศรีไปเป็นเมียน้อยเก็บเศษเนื้อจากคนทรยศอย่างคุณ"
คำด่าทอที่เชือดเฉือนไร้ความไว้หน้าทำให้ความอดทนของกู้สือเยวียนขาดผึง ชายหนุ่มตระกูลผู้ดีลืมตัวพุ่งมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของซ่งอวี้หลานแล้วบีบแน่น
"อย่ามาเล่นตัวให้มันมากนักเลยน่า อวี้หลาน ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกแบบนี้ นอกจากผมแล้วจะมีใครหน้าไหนยอมจ่ายเงินห้าหมื่นหยวนเพื่อผู้หญิงล้มละลายอย่างคุณกัน"
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หลานจะได้สะบัดมือออก เงาร่างสูงใหญ่ของจ้าวลี่เฉิงก็พุ่งเข้ามาแทรกกลางด้วยความเร็วราวกับพายุ
ฝ่ามือหนากร้านของประธานบริษัทติ้งเฉิงฟาดปัดท่อนแขนของกู้สือเยวียนออกอย่างรุนแรง จนร่างของอดีตคู่หมั้นหนุ่มเซถลาถอยหลังไปเกือบสามก้าว
อุณหภูมิภายในโถงสำนักงานลดต่ำลงจนน่าขนลุก จ้าวลี่เฉิงยืนขวางอยู่ด้านหน้าซ่งอวี้หลาน แผ่นหลังกว้างของเขาบดบังร่างบางไว้จนมิดชิด ดวงตาคมที่จ้องมองกู้สือเยวียนฉายแววอำมหิตของมาเฟียโลกมืดออกมาอย่างไม่คิดจะปกปิด
ชายหนุ่มหันไปกระชากแฟ้มสัญญาการร่วมทุนของตระกูลกู้จากมือของหลินเซี่ยวที่ยืนตัวสั่นอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาถือไว้
เสียงกระดาษหนาหลายสิบแผ่นถูกสองมือแกร่งฉีกกระชากขาดวิ่นออกเป็นสองซีกดังแควกสนั่นห้อง จ้าวลี่เฉิงสะบัดมือโยนเศษกระดาษสัญญามูลค่ามหาศาลทิ้งลงเกลื่อนพื้นกระเบื้องแทบเท้าของกู้สือเยวียนอย่างไม่ไยดี
"ไสหัวกลับไปซะ กู้สือเยวียน" จ้าวลี่เฉิงกดเสียงต่ำเหี้ยมเกรียมก้องกังวานไปทั่วทั้งชั้น
"แล้วจำใส่สมองกลวงๆ ของแกเอาไว้ด้วย ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ยื่นมือสกปรกมาแตะต้องคนของฉัน"
