หนี้รักเลขาขัดดอกยุค 80

95.0K · จบแล้ว
Ocean Books
35
บท
419
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

คำโปรย เมื่อตระกูลผู้ดีเก่าล้มละลายในชั่วข้ามคืน "ซ่งอวี้หลาน" คุณหนูผู้หยิ่งทระนงจึงต้องสิ้นเนื้อประดาตัว คฤหาสน์ถูกศาลยึด บิดาป่วยหนักใกล้ตาย หนี้สินห้าหมื่นหยวนบีบคั้นให้หงส์ฟ้าต้องก้มหัวรับชะตากรรม ทว่าเจ้าหนี้รายใหญ่ที่กว้านซื้อพันธนาการทั้งหมดไว้ กลับเป็น "จ้าวลี่เฉิง" อดีตคนขับรถผู้ต่ำต้อยที่เธอเคยมองข้ามหัว "มาเป็นเลขาขัดดอกของฉัน" "ฉันซื้อเวลา ซื้อศักดิ์ศรี และซื้อทุกอย่างที่เป็นเธอ" จากเจ้านายผู้สูงศักดิ์ ต้องลดตัวลงมารับคำสั่งจากอดีตลูกจ้างที่ผงาดขึ้นเป็นมาเฟียใหญ่ ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจและการกลั่นแกล้งจากรอบด้าน เธอใช้ความฉลาดเชือดเฉือนเพื่อเอาตัวรอดและสืบหาความจริง โดยไม่รู้เลยว่า ภายใต้คำสั่งเผด็จการและสัมผัสที่ดุดันเร่าร้อนยามค่ำคืน ราชสีห์จอมซึนผู้นี้กำลังกางปีกปกป้องเธอด้วยชีวิต เมื่อสัญญาทาสที่คิดว่าสร้างขึ้นจากความแค้น แท้จริงแล้วคือแผนการทวงคืนทุกสิ่งให้ผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ หนี้แค้นครั้งนี้... เธอจึงต้องผ่อนจ่ายด้วยหัวใจไปตลอดกาล ทักทายนักเขียน สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิยายเรื่อง หนี้รักเลขาขัดดอกยุค 80 นะคะ ก่อนจะไปสัมผัสความดุดันของประธานจ้าว ไรท์ขอแวะมาพูดคุยเรื่องบรรยากาศในเรื่องสักเล็กน้อยค่ะ นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องในช่วงปลายทศวรรษ 1980 (ราวปี 1988) ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจกำลังเปิดเสรี วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในเมืองใหญ่อย่างเต็มตัว ตัวละครหลักในเรื่องล้วนอยู่ในแวดวงชนชั้นสูงและกลุ่มนายทุนระดับแนวหน้า บางคนได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกกับชาติตะวันตก มีการใช้ตั๋วแลกเงินตราต่างประเทศและเดินช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้านำเข้าโดยเฉพาะ ดังนั้น การปรากฏคำศัพท์ทับศัพท์ คำสมัยใหม่ หรือไลฟ์สไตล์ที่ดูทันสมัยภายในเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชนชั้นนำในยุคนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดค่ะ เหนือสิ่งอื่นใด นิยายเรื่องนี้เน้นหนักไปที่เส้นเรื่องความรัก การเชือดเฉือนอารมณ์ และความคลั่งรักของพระนางเป็นหลัก ไรท์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับความสนุกและอิ่มเอมใจไปกับเรื่องราวความรักของทั้งคู่นะคะ ด้วยรักและขอบคุณจากหัวใจ ม่านสายหมอก ทักทายนักเขียน สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิยายเรื่อง หนี้รักเลขาขัดดอกยุค 80 นะคะ ก่อนจะไปสัมผัสความดุดันของประธานจ้าว ไรท์ขอแวะมาพูดคุยเรื่องบรรยากาศในเรื่องสักเล็กน้อยค่ะ นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องในช่วงปลายทศวรรษ 1980 (ราวปี 1988) ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจกำลังเปิดเสรี วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในเมืองใหญ่อย่างเต็มตัว ตัวละครหลักในเรื่องล้วนอยู่ในแวดวงชนชั้นสูงและกลุ่มนายทุนระดับแนวหน้า บางคนได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกกับชาติตะวันตก มีการใช้ตั๋วแลกเงินตราต่างประเทศและเดินช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้านำเข้าโดยเฉพาะ ดังนั้น การปรากฏคำศัพท์ทับศัพท์ คำสมัยใหม่ หรือไลฟ์สไตล์ที่ดูทันสมัยภายในเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชนชั้นนำในยุคนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดค่ะ เหนือสิ่งอื่นใด นิยายเรื่องนี้เน้นหนักไปที่เส้นเรื่องความรัก การเชือดเฉือนอารมณ์ และความคลั่งรักของพระนางเป็นหลัก ไรท์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้รับความสนุกและอิ่มเอมใจไปกับเรื่องราวความรักของทั้งคู่นะคะ ด้วยรักและขอบคุณจากหัวใจ ม่านสายหมอก

ยุค80ดราม่ารักหวานๆโรแมนติกนิยายรักโรแมนติกเลขานิยายรักพระเอกเก่ง

บทที่ 1 สัญญาทาส

ซ่งอวี้หลาน ยืนกอดอกพิงรั้วเหล็กดัดหน้าคฤหาสน์ซ่งหยวน ดวงตากลมโตทอดมองแถบกระดาษประทับตราศาลสีขาวที่คาดทับบานประตูไม้สลักลายเป็นกากบาท

ท่าทีของหญิงสาวสงบนิ่งราวกับกำลังยืนชมภาพวาดในหอศิลป์ มากกว่ากำลังมองดูอนุสรณ์แห่งศักดิ์ศรีของตระกูลที่ถูกสั่งปิดตายในชั่วข้ามคืน

รองเท้าส้นสูงหนังแท้ที่เริ่มมีรอยถลอกตรงหัวรองเท้าจิกนิ่งอยู่บนพื้นฟุตบาท หญิงสาวเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย เสื้อโค้ทผ้าขนสัตว์สีอ่อนที่สวมอยู่แม้จะเก่าซีดไปตามกาลเวลา แต่กลับถูกจัดทรงไว้อย่างเนี้ยบกริบไร้รอยยับ

ชาวบ้านหลายคนที่ปั่นจักรยานผ่านไปมาบนถนนสายนี้ต่างชะลอความเร็วลง เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาตามสายลมเมื่อพวกเขาชี้ชวนกันดูคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่เพิ่งตกสวรรค์

สายตาของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสมเพชระคนสะใจที่ได้เห็นตระกูลผู้ดีเก่าล้มละลาย แต่ซ่งอวี้หลานไม่แม้แต่จะปรายตามอง เธอทำหูทวนลมใส่เสียงนกเสียงกาพวกนั้นราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า

รถซานถ่าสีดำมันปลาบคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทอย่างเชื่องช้า ตัวถังรถยนต์นำเข้าราคาแพงระยับสะท้อนแสงสลัว บดบังทัศนียภาพของกลุ่มชาวบ้านที่มุงดูอยู่จนพวกนั้นต้องรีบถอยห่างออกไป

บานประตูรถฝั่งผู้โดยสารด้านหลังถูกผลักเปิดออก รองเท้าหนังวัวแท้ขัดเงาวับก้าวลงมาเหยียบพื้นคอนกรีตด้วยจังหวะหนักแน่น

จ้าวลี่เฉิง ก้าวลงมายืนเต็มความสูงในชุดสูทสั่งตัดเนื้อดีสีเข้ม ชายหนุ่มกระชับสาบเสื้อโค้ทตัวยาวพลางกวาดสายตาคมเข้มมองป้ายชื่อคฤหาสน์ซ่งหยวน ก่อนจะเบนสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ร่างบางตรงหน้า

ไม่มีหมวกคนขับรถใบเก่าและแผ่นหลังที่ต้องคอยค้อมต่ำรับคำสั่งเหมือนเมื่อห้าปีก่อนอีกต่อไป ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนี้มีเพียงรัศมีของผู้กุมอำนาจเหนือกว่าทุกตารางนิ้ว

"มาดูผลงานชิ้นโบแดงของพ่อเธอหรือ ซ่งอวี้หลาน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยทักขึ้นอย่างเรียบเฉย

ซ่งอวี้หลานเลิกคิ้วมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาขวางเขตสายตา หญิงสาวยังคงยืนกอดอกอยู่ที่เดิมโดยไม่เปลี่ยนท่าที

"ฉันมาดูว่ายามคนใหม่ที่ศาลส่งมาเฝ้าบ้านหน้าตาเป็นอย่างไร" เธอตอบกลับหน้าตาย

"แต่ดูเหมือนพวกเขาจะส่งอดีตคนขับรถของบ้านฉันมาแทน"

จ้าวลี่เฉิงแค่นเสียงในลำคอ ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าประชิดตัวเธอเพียงสองก้าว ร่างสูงใหญ่ก็บดบังแสงสว่างเบื้องหน้าจนเกิดเงาทาบทับลงมาบนตัวเธอ

เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นท้าวลงบนลูกกรงรั้วเหล็กดัด กักขังร่างบางเอาไว้ตรงกลางระหว่างอกกว้างกับรั้วเย็นเฉียบเพื่อปิดทางหนีทั้งหมด

กลิ่นน้ำหอมตะวันตกผสมกับกลิ่นยาสูบจางๆ โชยออกมาจากสาบเสื้อโค้ทของเขา ซ่งอวี้หลานไม่ยอมขยับถอยหนีแม้แต่มิลลิเมตรเดียว เธอช้อนตาขึ้นสบประสานกับดวงตาดุดันคู่นั้นตรงๆ

"ปากเก่งไม่เปลี่ยน" จ้าวลี่เฉิงโน้มใบหน้าลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกับสายตาของคนตัวเล็ก

"เธอควรจะเก็บแรงไว้ต่อรองกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร มากกว่ามายืนประดิษฐ์คำพูดจิกกัดฉันหน้าบ้านที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะก้าวเข้าไป"

"ฉันไม่มีเรื่องอะไรต้องไปคุยกับธนาคาร" ซ่งอวี้หลานตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ศาลยึดทรัพย์สินทุกอย่างไปขายทอดตลาดหมดแล้ว ตอนนี้ฉันเหลือแค่ตัวเปล่า ถ้าคุณตั้งใจจะมาซ้ำเติมหรือมาหาเศษเนื้อจากตระกูลซ่ง คุณคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ"

"ใครบอกเธอว่าฉันมาเพื่อดูความพินาศของตระกูลซ่งเฉยๆ" มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา

"คนทำธุรกิจอย่างฉัน ไม่เคยเสียเวลาเดินมาหาสิ่งที่ไม่ทำกำไร"

ชายหนุ่มละมือข้างหนึ่งออกจากรั้วเหล็กแล้วถอยฉากออกไปครึ่งก้าว เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อโค้ท ดึงซองบุหรี่นอกออกมาเคาะกับหลังมือเบาๆ ก่อนจะคาบมวนยาสูบสีขาวไว้ที่มุมปาก

เสียงเปิดฝาไฟแช็กซิปโป้ดังคลิกสะท้อนความเงียบ เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นที่ปลายมวนบุหรี่เพียงชั่วครู่ก่อนจะถูกสะบัดดับลง จ้าวลี่เฉิงพ่นควันสีเทาหม่นออกมายืดยาว

กลุ่มควันจางๆ ลอยคลอเคลียโครงหน้าหล่อเหลาที่เคยเจียมเนื้อเจียมตัวในอดีต บัดนี้ทุกองศาบนใบหน้าของเขาถูกแทนที่ด้วยความผยองของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ผู้กุมชะตาชีวิตคนอื่น

ซ่งอวี้หลานยกมือขึ้นปัดควันบุหรี่ที่ลอยมาปะทะใบหน้าออกอย่างเชื่องช้า คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความรำคาญ

"ฉันไม่ได้มาหาเศษเนื้อ" จ้าวลี่เฉิงล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อโค้ทอีกครั้ง คราวนี้เขาดึงซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดใหญ่ออกมา แล้วฟาดมันลงบนกระโปรงหน้ารถซานถ่าจนเกิดเสียงดังปัง

"แต่ฉันมาทวงเนื้อชิ้นใหญ่ที่สุดของตระกูลซ่งต่างหาก"

ชายหนุ่มดึงปึกกระดาษด้านในออกมาจากซอง ก่อนจะสะบัดมือโยนมันลงตรงหน้าเธอ เอกสารสัญญาหลายสิบแผ่นปลิวกระจายเกลื่อนพื้นฟุตบาทแทบเท้าของหญิงสาว

ซ่งอวี้หลานหลุบตามองแผ่นกระดาษที่เปิดอ้าอยู่บนพื้น ตราประทับสีแดงสดของธนาคารและตัวเลขยอดหนี้คงค้างห้าหมื่นหยวนปรากฏเด่นชัดทิ่มแทงสายตา

ห้าหมื่นหยวนในยุคที่คนงานทั่วไปมีรายได้เดือนละไม่ถึงร้อยหยวน มันคือตัวเลขมหาศาลที่คนธรรมดาทำงานหาเช้ากินค่ำไปตลอดชีวิตก็ไม่มีวันหามาใช้คืนได้ มือบางที่เคยกอดอกอยู่ค่อยๆ คลายออกและตกลงแนบลำตัว

"คุณไปเอาสัญญาพวกนี้มาจากไหน"

"ฉันเพิ่งกว้านซื้อหนี้เสียทั้งหมดของตระกูลเธอมาจากธนาคารเมื่อเช้านี้" จ้าวลี่เฉิงคีบบุหรี่ออกจากปากพลางซุกมืออีกข้างลงในกระเป๋าเสื้อโค้ท

"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันคือเจ้าหนี้ตามกฎหมายเพียงรายเดียวของตระกูลซ่ง"

'เขากว้านซื้อหนี้ทั้งหมดมาไว้ในมือคนเดียวอย่างนั้นหรือ'

ซ่งอวี้หลานขบคิดในใจอย่างรวดเร็ว เธอรู้ดีว่าบริษัทของพ่อถูกฟ้องล้มละลายจนหมดทางเยียวยา แต่ไม่คาดคิดว่าพันธนาการทั้งหมดจะถูกโอนย้ายมาอยู่ในกำมือของอดีตลูกจ้างที่เธอเคยมองข้ามหัว

หญิงสาวเงยหน้ากลับขึ้นมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง สีหน้าของเธอยังคงนิ่งสนิท ไม่ยอมเผยความตื่นตระหนกออกมาให้ศัตรูได้ใจ แม้สถานะเจ้านายและคนรับใช้ในอดีตจะพลิกกลับขั้วกันอย่างสิ้นเชิงแล้วก็ตาม

"ในเมื่อลงทุนกว้านซื้อหนี้เน่าๆ พวกนี้มาด้วยตัวเอง คุณต้องการอะไรกันแน่ ประธานจ้าว" เธอจงใจเปลี่ยนสรรพนามเรียกเขาอย่างห่างเหิน

"มาเป็นเลขาของฉัน" จ้าวลี่เฉิงตอบสวนกลับทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด

"ลงชื่อในสัญญาจ้างงานขัดดอกแผ่นสุดท้ายนั่นซะ แล้วฉันจะยอมเคลียร์ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดของซ่งฉีหมิงให้"

"เรื่องหนี้ส่วนเรื่องหนี้ ฉันจะหาทางผ่อนชำระคืนให้คุณตามกฎหมายเอง" ซ่งอวี้หลานตอกกลับเสียงแข็ง

"และพ่อของฉันก็ไม่ได้ป่วยหนักถึงขั้นต้องให้คุณมาออกหน้าจ่ายค่ายาให้"

จ้าวลี่เฉิงก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกครั้ง แววตาดุดันที่จ้องมองลงมาเย็นเยียบราวกับผิวน้ำแข็งในฤดูหนาว

"เธอแน่ใจหรือว่าพ่อเธอรอได้" เขากดเสียงต่ำลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ

"แผนกการเงินของโรงพยาบาลเหรินจี้เพิ่งออกคำสั่งงดจ่ายยาบำรุงหัวใจนำเข้าให้พ่อเธอเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว เพราะบัญชีเงินฝากก้อนสุดท้ายของตระกูลซ่งเพิ่งถูกศาลสั่งอายัดอย่างเป็นทางการ"

ไหล่บางของซ่งอวี้หลานเกร็งสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง หญิงสาวรีบเบือนหน้าหันไปมองบานประตูคฤหาสน์ที่ถูกปิดตาย เพื่อซ่อนความสั่นไหวในดวงตาไม่ให้คนตรงหน้าจับสังเกตได้

"แล้วถ้าฉันปฏิเสธข้อเสนอของคุณล่ะ" เธอเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมามองหน้าเขา

"พรุ่งนี้เช้า เตียงหมายเลขสิบสี่ในห้องผู้ป่วยรวมคนไข้อนาถาก็จะว่างลงหนึ่งเตียง" จ้าวลี่เฉิงขยับเข้ามาใกล้จนปลายรองเท้าหนังของเขาแตะเข้ากับหัวรองเท้าส้นสูงของเธอ

"และแทนที่เธอจะได้มายืนเชิดหน้าเถียงฉันอยู่ตรงนี้ เธอจะต้องไปคุกเข่าก้มหัวอ้อนวอนหมออยู่หน้าห้องดับจิตแทน"

ซ่งอวี้หลานหันขวับกลับมาทันที ฝ่ามือบางยกขึ้นออกแรงดันแผงอกกว้างของเขาให้ถอยห่างออกไป ก่อนจะขยับจัดปกเสื้อโค้ทตัวเก่าของตัวเองให้กลับเข้าที่อย่างถือตัว

"หนี้ตั้งห้าหมื่นหยวน แลกกับการดึงตัวฉันไปทำงานในตำแหน่งเลขาหน้าห้อง" เธอเชิดคางขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย

"คุณประเมินค่าตัวของฉันสูงเกินไปหน่อยมั้ง ประธานจ้าว"

"ฉันไม่ได้จ่ายเงินห้าหมื่นหยวนเพื่อจ้างเธอมานั่งชงชาหรือรับโทรศัพท์" จ้าวลี่เฉิงยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่มองไม่เห็นบนบ่าเสื้อสูทของตัวเอง

"เงินก้อนนี้ ฉันใช้ซื้อเวลา ซื้อศักดิ์ศรี และซื้อทุกอย่างที่เป็นซ่งอวี้หลาน หนี้ของตระกูลเธอ เธอต้องใช้ร่างกายและแรงงานของตัวเองผ่อนจ่ายคืนให้ฉันทั้งหมด"

ชายหนุ่มล้วงปากกาหมึกซึมด้ามสีดำขลับสลักลวดลายทองคำออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน เขาหมุนตัวด้ามปากกาเล่นในมืออย่างเชื่องช้าด้วยท่วงท่าของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู

"เมื่อห้าปีก่อน เธอเคยปรายตามองฉันเหมือนมองฝุ่นใต้รองเท้า คุณหนูซ่ง" เขาเอ่ยเรียกสรรพนามในอดีตด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

"ตอนนี้ฉันอยากจะรู้นักว่า เวลาที่หงส์ฟ้าอย่างเธอต้องคอยก้มหัวรับคำสั่งจากอดีตคนขับรถทุกเช้าค่ำ เธอจะตีสีหน้ายังไง"

"ฉันรับคำสั่งตามหน้าที่ลูกจ้างได้แน่" ซ่งอวี้หลานตอกกลับด้วยรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก

"แต่เกรงว่าความสามารถของฉัน อาจจะทำให้เจ้านายมือใหม่อย่างคุณกลืนไม่ลงเสียมากกว่า"

"ฉันชอบของที่กลืนยากอยู่แล้วเสียด้วยสิ" จ้าวลี่เฉิงทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นแล้วใช้ปลายรองเท้าหนังบดขยี้จนมอดดับ

ชายหนุ่มก้มลงรวบปึกกระดาษสัญญาประทับตราสีแดงขึ้นมาจากพื้น เขายัดมันใส่มือบางอย่างไม่ปรานี พร้อมกับวางปากกาหมึกซึมด้ามหรูของตัวเองทับลงไปบนหน้ากระดาษ

"เก็บเอาไปคิดดูให้ดี พ่อของเธอที่นอนรอเครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียง ไม่ได้มีเวลามากพอให้เธอมายืนเล่นตัวรักษาศักดิ์ศรีจอมปลอมหรอกนะ"

จ้าวลี่เฉิงกวาดสายตาสำรวจเรือนร่างของเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะเอ่ยสั่งการเป็นครั้งสุดท้าย "พรุ่งนี้แปดโมงเช้า เอาสัญญาที่เซ็นชื่อเรียบร้อยแล้วไปรายงานตัวที่บริษัทการค้าติ้งเฉิง แล้วอย่าแต่งตัวซอมซ่อแบบนี้ไปเดินเพ่นพ่านในออฟฟิศให้เสียภาพลักษณ์บริษัทของฉัน"

พูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็หมุนตัวก้าวกลับขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังของรถซานถ่าสีดำโดยไม่รอฟังคำตอบรับหรือปฏิเสธ บานประตูรถยนต์ถูกดึงปิดลงอย่างหนักแน่น

เสียงเครื่องยนต์คำรามทุ้มต่ำก่อนที่รถยนต์คันหรูจะเคลื่อนตัวทะยานออกจากริมฟุตบาท ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันจางๆ ที่ค่อยๆ ถูกลมหนาวพัดกระจายหายไปในอากาศ

ซ่งอวี้หลานยืนนิ่งอยู่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ที่ปิดตายเพียงลำพัง หญิงสาวหลุบตามองช่องลงนามที่ยังว่างเปล่าบนแผ่นกระดาษและด้ามปากกาเย็นเฉียบในมือ

นิ้วเรียวพับแผ่นสัญญาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อโค้ทตัวเก่าอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่เธอจะหมุนตัวก้าวเดินไปตามทางเท้าอย่างมั่นคง มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลปักกิ่งเหรินจี้เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงและตัดสินใจครั้งสุดท้าย