บทที่ 3 พลิกเกมหน้าตาย
ซ่งอวี้หลานหลุบตามองกองกระดาษบัญชีที่เปียกชุ่มและกำลังมีไอควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หญิงสาวล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วนำมาซับหยดน้ำร้อนบนหลังมือขวาที่ขึ้นสีแดงเถือกอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายตาหลายสิบคู่ของพนักงานทั้งออฟฟิศที่กำลังรอดูความพินาศของอดีตคุณหนูผู้สูงศักดิ์
ถังซินหรูยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่ข้างโต๊ะ รอคอยให้เลขาคนใหม่กรีดร้องโวยวายหรือทรุดตัวลงร้องไห้ฟูมฟาย แต่คนตรงหน้ากลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ซ่งอวี้หลานเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้าที่เดิม ก่อนจะหันไปทางหลินเซี่ยว พนักงานต้อนรับร่างเล็กที่ยืนตัวลีบหน้าซีดเผือดอยู่ไม่ไกล
"รบกวนขอผ้าแห้งสะอาดๆ ให้ฉันสักผืนได้ไหมคะ" ซ่งอวี้หลานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มบางที่มุมปาก
หลินเซี่ยวเหลือบมองถังซินหรูด้วยความหวาดหวั่น แต่เมื่อหันกลับมาสบเข้ากับดวงตาสงบนิ่งของซ่งอวี้หลาน เด็กสาวก็รีบพยักหน้ารับและดึงผ้าขนหนูผืนเล็กจากตู้เก็บของมายื่นให้ทันที
ซ่งอวี้หลานรับผ้ามาเช็ดคราบน้ำชาบนพื้นโต๊ะไม้อย่างเบามือ หญิงสาวรวบแผ่นเอกสารที่หมึกละลายเละเทะแยกออกไปวางซ้อนกันไว้อีกฝั่ง ตัวเลขยอดสั่งซื้อที่เลือนหายไปกับน้ำร้อนไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เธอเลยสักนิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซ่งอวี้หลานถูกเคี่ยวเข็ญให้ฝึกฝนทักษะการจำตัวเลขและอ่านงบการเงินอย่างหนักเพื่อเตรียมสืบทอดกิจการตระกูลซ่ง
เพียงแค่เธอกวาดสายตาผ่านหน้ากระดาษพวกนั้นในจังหวะที่เปิดแฟ้มเมื่อครู่ ข้อมูลตัวเลขและรายชื่อลูกค้าทั้งหมดก็ถูกบันทึกไว้ในสมองของเธออย่างแม่นยำแล้ว
หญิงสาวหยิบปากกาหมึกซึมด้ามหรูของจ้าวลี่เฉิงออกมาจากกระเป๋า พร้อมกับดึงกระดาษรายงานเปล่าปึกใหม่ขึ้นมาจากลิ้นชักโต๊ะ
ปลายปากกาหมึกซึมจรดลงบนหน้ากระดาษสีขาว ซ่งอวี้หลานตวัดข้อมือเขียนสรุปยอดสั่งซื้อของไตรมาสที่แล้วขึ้นมาใหม่ทั้งหมดด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ลายมือตัวบรรจงที่ถูกฝึกฝนมาอย่างประณีตเรียงตัวสวยงามเป็นระเบียบ แยกหมวดหมู่ลูกค้าและตัวเลขทางบัญชีออกมาได้อย่างชัดเจนไร้ที่ติ
ถังซินหรูขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าศัตรูไม่ยอมสติแตกตามแผน หล่อนก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นมือเตรียมจะปัดกระดาษแผ่นใหม่ที่ซ่งอวี้หลานกำลังเขียนทิ้งลงพื้น
ทว่าเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นกระเบื้องเป็นจังหวะหนักแน่นที่ดังมาจากโถงทางเดินหน้าแผนก ทำให้พนักงานที่กำลังมุงดูอยู่ต้องรีบแตกฮือกลับไปนั่งประจำโต๊ะทำงานของตัวเองทันที
จ้าวลี่เฉิงก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูแผนกในชุดสูทสีเข้มเต็มยศ ชายหนุ่มกวาดสายตาคมมองความผิดปกติรอบโต๊ะทำงานหน้าห้องประธานบริษัท ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่"
ถังซินหรูรีบปรับเปลี่ยนสีหน้าในเสี้ยววินาที หล่อนฉีกยิ้มหวานหยดย้อยแล้วเดินบิดเอวเข้าไปเกาะแขนชายหนุ่มด้วยท่าทีออเซาะ
"พี่ลี่เฉิงมาพอดีเลยค่ะ ดูเลขาคนใหม่ของพี่สิคะ ซินหรูอุตส่าห์เอาแฟ้มสรุปยอดของไตรมาสที่แล้วมาให้หล่อนช่วยจัดหมวดหมู่ แต่หล่อนกลับซุ่มซ่ามปัดแก้วน้ำร้อนหกใส่จนเอกสารต้นฉบับพังเสียหายหมดเลยค่ะ"
จ้าวลี่เฉิงปรายตามองหญิงสาวข้างกายเพียงนิดเดียว ก่อนจะขยับดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของถังซินหรูอย่างแนบเนียน
ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวเล็ก ดวงตาดุดันหลุบมองกองกระดาษเปียกชุ่มบนโต๊ะ ก่อนที่สายตาของเขาจะไปสะดุดเข้ากับรอยแดงเถือกจากการถูกน้ำร้อนลวกบนหลังมือขาวเนียนของซ่งอวี้หลาน
สันกรามของจ้าวลี่เฉิงขบเข้าหากันแน่นวูบหนึ่ง เขารู้ดีว่าถังซินหรูมีนิสัยชอบใช้อำนาจข่มเหงคนอื่นอย่างไร แต่ในเวลานี้ที่สายสืบของตระกูลถังยังกระจายตัวอยู่เต็มบริษัท การออกหน้าปกป้องซ่งอวี้หลานอย่างโจ่งแจ้งจะยิ่งทำให้เธอตกเป็นเป้าโจมตีที่อันตรายกว่าเดิม
ชายหนุ่มปรับแววตากลับมาเรียบเย็นไร้ความรู้สึกดังเดิม "เธอมีคำแก้ตัวอะไรไหม ซ่งอวี้หลาน"
ซ่งอวี้หลานวางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเจ้านายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว
"ฉันไม่มีคำแก้ตัวค่ะ ประธานจ้าว เพราะผลลัพธ์ของงานที่คุณต้องการวางอยู่ตรงหน้าแล้ว" ซ่งอวี้หลานดันแผ่นกระดาษสรุปยอดที่เพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ ไปที่ขอบโต๊ะตรงหน้าเขา
"เอกสารชุดเดิมใช้หมึกพิมพ์คุณภาพต่ำ เมื่อโดนความร้อนตัวอักษรจึงละลายหายไปหมด ฉันเลยทำตารางสรุปยอดสั่งซื้อของไตรมาสที่แล้วขึ้นมาให้ใหม่ พร้อมจัดหมวดหมู่ลูกค้าแยกตามภูมิภาคและคำนวณส่วนต่างกำไรให้เรียบร้อย รับรองว่าไม่มีตัวเลขคลาดเคลื่อนแม้แต่ทศนิยมเดียวค่ะ"
จ้าวลี่เฉิงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู น้ำหมึกสีดำบนหน้ากระดาษยังไม่ทันแห้งสนิทดี ลายมือตวัดพลิ้วไหวแต่ทรงพลังบนหน้ากระดาษคือเอกลักษณ์ของซ่งอวี้หลานที่เขาจดจำได้ขึ้นใจตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่คฤหาสน์ซ่งหยวน
ถังซินหรูชะโงกหน้าเข้าไปมองตัวเลขที่เรียงกันอย่างสมบูรณ์แบบบนกระดาษด้วยความตกตะลึง หล่อนไม่คิดว่าซ่งอวี้หลานจะสามารถจำตัวเลขหลายร้อยรายการได้จากการเปิดอ่านเพียงแค่ไม่กี่นาที
"หล่อนต้องมั่วตัวเลขขึ้นมาเองแน่ๆ ค่ะพี่ลี่เฉิง เอกสารเปียกไปตั้งขนาดนั้น ใครจะไปจำตัวเลขทั้งหมดได้" ถังซินหรูรีบใส่ไฟเสียงแหลม
จ้าวลี่เฉิงรู้ดีว่าตัวเลขทุกตัวในแผ่นกระดาษนี้ถูกต้องแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขากลับโยนกระดาษแผ่นนั้นกลับลงไปบนโต๊ะด้วยท่าทีเย็นชา
"บริษัทติ้งเฉิงไม่ต้องการลูกจ้างอวดดีที่คิดจะแก้ปัญหาด้วยการเขียนเอกสารใหม่ตามอำเภอใจ" จ้าวลี่เฉิงประกาศเสียงกร้าวโดยแสร้งมองข้ามรอยแผลพุพองบนหลังมือของหญิงสาวไปอย่างเลือดเย็น
"ในเมื่อเธอชอบจัดการข้อมูลนัก เย็นนี้หลังเลิกงาน ไปตรวจนับและคัดแยกสินค้าลอตใหม่ที่โกดังซินไห่เขตชานเมืองให้ครบทุกลัง ถ้าทำไม่เสร็จไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้า"
มุมปากของถังซินหรูยกยิ้มกว้างด้วยความสะใจ หล่อนปรายตามองซ่งอวี้หลานด้วยสายตาของผู้ชนะ ก่อนจะรีบเดินสะบัดส้นเท้าตามหลังจ้าวลี่เฉิงที่ก้าวเข้าห้องทำงานประธานไป
ซ่งอวี้หลานทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม หญิงสาวรวบเศษกระดาษที่เปียกชุ่มทิ้งลงถังขยะข้างโต๊ะอย่างเงียบเชียบโดยไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครได้เห็น
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเย็นหลังเลิกงาน พนักงานในแผนกทยอยเก็บกระเป๋าเดินทางกลับบ้านกันจนเกือบหมด เหลือเพียงซ่งอวี้หลานที่กำลังจัดเก็บอุปกรณ์บนโต๊ะเพื่อเตรียมออกไปทำงานต่อตามคำสั่ง
หลินเซี่ยวแอบมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนของถังซินหรูอยู่แถวนั้น เด็กสาวก็รีบเดินกึ่งวิ่งเข้ามายัดห่อผ้าสีซีดที่ด้านในมีกล่องข้าวอุ่นๆ ใส่มือของเลขาคนใหม่
"คุณซ่งอวี้หลานรีบทานรองท้องก่อนเดินทางไปโกดังซินไห่นะคะ อากาศนอกเมืองคืนนี้หนาวมาก แถมที่นั่นก็ไม่มีร้านขายอาหารด้วยค่ะ" หลินเซี่ยวกระซิบบอกด้วยความหวังดีก่อนจะรีบผละเดินออกไป
ซ่งอวี้หลานหลุบตามองกล่องข้าวในมือ ความอบอุ่นสายเล็กๆ ซึมลึกเข้ามาในจิตใจที่เหนื่อยล้า หญิงสาวเก็บกล่องข้าวลงในกระเป๋าสะพาย ก่อนจะก้าวเดินออกจากบริษัทเพื่อขึ้นรถประจำทางสายสุดท้ายมุ่งหน้าสู่เขตอุตสาหกรรมชานเมืองปักกิ่ง
โกดังซินไห่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางลานโล่งกว้าง ลมหนาวปลายฤดูพัดกรรโชกแรงจนเสื้อโค้ทตัวเก่าที่บางเฉียบแทบไม่สามารถต้านทานความเย็นยะเยือกได้
ซ่งอวี้หลานออกแรงผลักบานประตูเหล็กขนาดใหญ่เข้าไปด้านใน หลอดไฟกลมสีส้มบนเพดานสูงกะพริบติดๆ ดับๆ ส่องให้เห็นลังไม้บรรจุสินค้าหลายร้อยใบที่ถูกวางซ้อนทับกันไว้อย่างระเกะระกะ
หญิงสาววางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ มุมห้อง แล้วเริ่มลงมือตรวจเช็กรหัสสินค้าและออกแรงลากลังไม้มาจัดเรียงแยกหมวดหมู่ตามคำสั่งของจ้าวลี่เฉิงท่ามกลางความเงียบสงัด
ในจังหวะที่ซ่งอวี้หลานกำลังก้มหน้าจดบันทึกอยู่ด้านในสุด เงาร่างทะมึนของชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูทางเข้า
สวี่เค่อ รองผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและลูกน้องคนสนิทของถังซินหรูยืนแสยะยิ้มอยู่ในความมืด เขามองลอดช่องประตูเข้าไปดูร่างบางที่กำลังทำงานอยู่คนเดียว ก่อนจะค่อยๆ ออกแรงดึงบานประตูเหล็กทั้งสองฝั่งให้เลื่อนมาปิดประกบกันอย่างเงียบเชียบ
มือหยาบกร้านของสวี่เค่อหยิบแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่ขึ้นมาคล้องเข้ากับสายยูเหล็กด้านนอก
เสียงโลหะกระทบกันดังแกรก ตามมาด้วยเสียงกดล็อกแม่กุญแจที่ดังก้องสะท้อนเข้าไปในโถงโกดังที่ปิดทึบ
ซ่งอวี้หลานชะงักมือที่กำลังยกกล่องสินค้าทันที หญิงสาวหันขวับไปมองทางต้นเสียง ก่อนจะรีบพุ่งตัววิ่งไปที่บานประตูเหล็กหน้าโกดัง
ฝ่ามือบางที่ยังมีรอยน้ำร้อนลวกทุบและออกแรงดึงมือจับประตูเหล็กสุดกำลัง แต่บานประตูกลับถูกคล้องล็อกตายจากด้านนอกอย่างแน่นหนา
หลอดไฟสีส้มดวงเดียวบนเพดานดับวูบลงกะทันหันจากการถูกสับคัตเอาต์ไฟด้านนอก ทิ้งให้คุณหนูตระกูลซ่งถูกขังลืมอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและความหนาวเหน็บภายในสุสานสินค้าแห่งนี้เพียงลำพัง
