บทที่ 2 ลายเซ็นแลกชีวิต
ซ่งอวี้หลานผลักบานประตูไม้สีขาวที่สีเริ่มหลุดร่อนของห้องผู้ป่วยรวมในโรงพยาบาลปักกิ่งเหรินจี้เข้าไปด้านใน หญิงสาวก้าวเดินผ่านเตียงคนไข้อนาถาที่ตั้งเรียงรายเบียดเสียดกัน ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงที่ปลายเตียงเหล็กแคบๆ หมายเลขสิบสี่
ร่างที่นอนหลับตาพริ้มไม่ได้สติอยู่บนฟูกบางเฉียบคือซ่งฉีหมิง อดีตผู้นำตระกูลซ่งที่เคยทรงอิทธิพลในแวดวงการค้า บัดนี้เหลือเพียงชายชราซูบผอมที่ต้องพึ่งพาสายยางระโยงระยางเพื่อประทังลมหายใจ
เสียงการทำงานของเครื่องช่วยหายใจรุ่นเก่าดังกึกกักเป็นจังหวะเชื่องช้า แข่งกับเสียงไอโขลกขลากของผู้ป่วยเตียงข้างๆ ที่ดังระงมไปทั่วห้อง
"ญาติของคนไข้เตียงสิบสี่ใช่ไหมคะ" นางพยาบาลวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบสีขาวเดินถือแฟ้มประวัติเข้ามาหยุดยืนข้างเตียง
"ทางฝ่ายการเงินเพิ่งแจ้งมาว่า บัญชีที่ผูกไว้กับโรงพยาบาลถูกระงับการจ่ายเงิน ยาบำรุงหัวใจนำเข้าเข็มต่อไปที่จะต้องฉีดตอนหกโมงเย็นนี้ ทางเราจำเป็นต้องงดจ่ายชั่วคราวนะคะ"
ซ่งอวี้หลานหันไปมองใบหน้าเรียบตึงของนางพยาบาล คำพูดของจ้าวลี่เฉิงที่หน้าคฤหาสน์ซ่งหยวนไม่ได้เป็นการข่มขู่เลื่อนลอย เขารู้ความเคลื่อนไหวทุกวินาทีของโรงพยาบาลแห่งนี้จริงๆ
"ถ้าไม่ได้ฉีดยาเข็มเย็นนี้ อาการของพ่อฉันจะเป็นยังไงคะ" ซ่งอวี้หลานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมให้มั่นคง
"กล้ามเนื้อหัวใจของคนไข้ยังอ่อนแอมากค่ะ ถ้าขาดยากระตุ้นเกินสิบสองชั่วโมง อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้" นางพยาบาลถอนหายใจเบาๆ
"ถ้าญาติยังไม่สามารถนำเงินสดมาชำระค่ารักษาที่ค้างอยู่ได้ พรุ่งนี้เช้าทางโรงพยาบาลคงต้องขอให้ย้ายคนไข้กลับไปดูแลต่อที่บ้านนะคะ"
นางพยาบาลเดินตรวจเวรต่อไปยังเตียงถัดไป ทิ้งให้ซ่งอวี้หลานยืนนิ่งอยู่ปลายเตียงเหล็กเพียงลำพัง
หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวเก่า ดึงปึกกระดาษสัญญาประทับตราสีแดงที่พับครึ่งไว้ออกมาคลี่วางลงบนขอบเตียงเหล็ก ตัวเลขหนี้สินห้าหมื่นหยวนปรากฏเด่นหราราวกับโซ่ตรวนที่อดีตคนขับรถนำมาล่ามคอเธอไว้
ซ่งอวี้หลานหยิบปากกาหมึกซึมด้ามสีดำสลักลายทองของจ้าวลี่เฉิงขึ้นมาปลดปลอกออก ปลายปากกาโลหะจรดลงบนช่องว่างสำหรับผู้รับจ้างด้านล่างสุด เธอตวัดข้อมือเซ็นชื่อซ่งอวี้หลานลงไปอย่างหนักแน่นรวดเดียวจบโดยไม่ลังเลอีกต่อไป
ศักดิ์ศรีของคุณหนูผู้สูงศักดิ์สิ้นสุดลงในวินาทีนี้ เพื่อแลกกับลมหายใจของซ่งฉีหมิงบนเตียงหมายเลขสิบสี่
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้หลานเดินทางมาถึงอาคารสำนักงานของบริษัทการค้านำเข้าส่งออกติ้งเฉิงตรงเวลาแปดโมงเช้า หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกระโปรงทรงสอบสีดำเรียบง่ายที่รีดจนขึ้นกลีบคมกริบ
บรรยากาศภายในโถงสำนักงานใหญ่สะท้อนความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีหน้าใหม่ได้อย่างชัดเจน พื้นกระเบื้องหินขัดเงาวับสะท้อนแสงไฟสว่างจ้า โต๊ะทำงานไม้เนื้อดีตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ ท่ามกลางเสียงรัวแป้นพิมพ์ดีดและเสียงกริ่งโทรศัพท์ที่ดังสลับกันไม่ขาดสาย
ซ่งอวี้หลานยืนรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง เธอยืดตัวตรงอย่างสง่างามราวกับหงส์ แม้จะก้าวเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ด้วยสถานะลูกจ้างขัดดอกก็ตาม
"เธอคงเป็นซ่งอวี้หลาน เลขาคนใหม่ที่ท่านประธานสั่งให้มารายงานตัวสินะ"
เสียงแหลมสูงดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของหญิงสาวรูปร่างเพรียวบาง หวังเยี่ยน หัวหน้าแผนกบุคคลกวาดสายตามองผู้มาใหม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างจงใจประเมินค่า
ทรงผมดัดลอนเล็กฟูฟ่องทั้งศีรษะและเสื้อสูทเสริมไหล่ตั้งหนาของหวังเยี่ยนสะท้อนแฟชั่นยอดฮิตของสาวออฟฟิศยุคแปดสิบ ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีชมพูบานเย็นเหยียดยิ้มดูแคลนเมื่อเห็นเสื้อผ้าราคาธรรมดาของซ่งอวี้หลาน
"ฉันนำสัญญาจ้างงานมาส่งมอบให้ท่านประธานค่ะ" ซ่งอวี้หลานตอบรับอย่างสุภาพแต่ไม่อ่อนน้อมจนเสียเชิง
"ท่านประธานยังไม่เข้าบริษัท เอกสารพวกนั้นฝากไว้ที่ฉันก่อนได้" หวังเยี่ยนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะสะบัดตัวเดินนำเข้าไปด้านใน
"ตามมาสิ โต๊ะทำงานของเธออยู่ตรงมุมโน้น"
ซ่งอวี้หลานก้าวตามไปอย่างเงียบเชียบ โต๊ะทำงานที่หวังเยี่ยนชี้ให้ดูเป็นโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่หน้าห้องทำงานของประธานบริษัทพอดี มันเป็นจุดกึ่งกลางที่พนักงานทุกคนในแผนกสามารถมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวของเธอได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวยังไม่ทันจะได้วางกระเป๋าสะพายลงบนเก้าอี้ หวังเยี่ยนก็ยกแฟ้มเอกสารปกแข็งปึกใหญ่เกือบสิบแฟ้มขึ้นมากระแทกลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น ฝุ่นละอองที่เกาะอยู่ตามสันแฟ้มฟุ้งกระจายขึ้นมาในอากาศ
"นี่คือเอกสารสรุปยอดสั่งซื้อของไตรมาสที่แล้วทั้งหมด รวมถึงแฟ้มประวัติลูกค้าทั่วประเทศ" หวังเยี่ยนยกแขนขึ้นกอดอกพลางกดสายตามองต่ำ
"ประธานจ้าวต้องการใช้ข้อมูลพวกนี้ในการประชุมบ่าย เธอต้องตรวจสอบตัวเลขและจัดหมวดหมู่ใหม่ทั้งหมดให้เสร็จก่อนเวลาพักเที่ยง"
ซ่งอวี้หลานปรายตามองกองแฟ้มเอกสารที่ตั้งซ้อนกันสูงท่วมศีรษะ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นสบตากับหัวหน้าแผนกบุคคลตรงๆ
"เอกสารข้อมูลย้อนหลังสามเดือนเต็ม กับเวลาทำงานแค่สามชั่วโมงครึ่ง" ซ่งอวี้หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ไม่ทราบว่าแผนกบุคคลของบริษัทติ้งเฉิง ใช้มาตรฐานการจ่ายงานแบบนี้วัดประสิทธิภาพพนักงานใหม่ทุกคน หรือตั้งใจจัดฉากต้อนรับฉันเป็นพิเศษคะ"
หวังเยี่ยนหน้าตึงขึ้นมาทันที หล่อนไม่คาดคิดว่าอดีตคุณหนูที่เพิ่งล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัวจะกล้าฉีกหน้าหัวหน้างานตั้งแต่วันแรก
"ที่นี่คือบริษัทการค้าติ้งเฉิง ไม่ใช่คฤหาสน์ตระกูลซ่งที่เธอจะมานั่งจิบชาชี้นิ้วสั่งคนรับใช้ได้นะ" หวังเยี่ยนขึ้นเสียงแหลม
"ถ้าทำงานแค่นี้ไม่ได้ก็เขียนใบลาออกไปซะ"
จังหวะที่หวังเยี่ยนกำลังจะอ้าปากด่ากราดต่อ เสียงส้นรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องเป็นจังหวะจะโคนก็ดังแทรกเข้ามา ทำให้พนักงานทุกคนในบริเวณนั้นต้องรีบหันไปมอง
ถังซินหรู ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะทำงานด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่ง ชุดกระโปรงสีแดงสดที่สั่งตัดนำเข้าจากฮ่องกงขับผิวขาวจัดให้โดดเด่น สร้อยคอและสร้อยข้อมือทองคำแท้ส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊งทุกครั้งที่หล่อนขยับตัว
ด้านหลังของถังซินหรูมี จางหมิ่น พนักงานบัญชีจอมสอดรู้สอดเห็นเดินตามมาประกบติดเพื่อคอยประจบเอาใจ
"เอะอะโวยวายอะไรกันแต่เช้า หวังเยี่ยน" ถังซินหรูปรายตามองซ่งอวี้หลานด้วยหางตา แววตาของหล่อนฉายชัดถึงความสมเพชระคนริษยาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
"เลขาคนใหม่กำลังอวดดีเรื่องปริมาณงานค่ะ ผู้จัดการถัง" หวังเยี่ยนรีบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นประจบประแจงพร้อมรอยยิ้มเยาะ
"ฉันแค่เอาแฟ้มประวัติลูกค้ามาให้ศึกษาทำความเข้าใจ แต่หล่อนกลับหาว่าฉันกลั่นแกล้ง"
ถังซินหรูแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ หล่อนก้าวเข้าไปยืนชิดขอบโต๊ะทำงานของซ่งอวี้หลาน ปลายนิ้วเรียวที่เคลือบเล็บสีแดงสดกรีดกรายไล้ไปตามสันแฟ้มเอกสารอย่างจงใจวางอำนาจ
"ไม่นึกเลยนะว่าคุณหนูซ่งอวี้หลานผู้สูงส่ง จะยอมลดตัวลงมาทำงานเป็นลูกจ้างชั้นต่ำรับใช้คนอื่นแบบนี้" ถังซินหรูโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กดระดับเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน
"ถ้าเธอคิดจะใช้สัญญาขัดดอกพวกนั้นมาเป็นข้ออ้างอ่อยพี่ลี่เฉิงล่ะก็ เลิกฝันไปได้เลย เขาสมเพชความตกต่ำของตระกูลเธอเกินกว่าจะชายตามองด้วยซ้ำ"
ซ่งอวี้หลานไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนใบหน้า หญิงสาวเลื่อนเก้าอี้ไม้แล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างใจเย็น มือบางดึงแฟ้มเล่มบนสุดมาเปิดออกและเริ่มจัดเรียงหน้ากระดาษที่หลุดลุ่ยโดยไม่เงยหน้ามองคู่สนทนา
"ฉันเซ็นสัญญาเข้ามาทำงานแลกเงินเดือนกับบริษัทติ้งเฉิง ไม่ได้มารับใช้ใครฟรีๆ ค่ะ" ซ่งอวี้หลานตอบกลับหน้าตาย
"และถ้าผู้จัดการถังไม่มีธุระด่วนเกี่ยวกับการอนุมัติงบจัดซื้อ กรุณาช่วยถอยห่างจากโต๊ะทำงานของฉันสักสองก้าวด้วยนะคะ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่คุณฉีดมา มันฉุนจนทำให้ฉันเสียสมาธิในการตรวจตัวเลขค่ะ"
เสียงสูดลมหายใจเฮือกดังมาจากจางหมิ่นและพนักงานโต๊ะข้างเคียงที่แอบเงี่ยหูฟังอยู่ ไม่มีใครในบริษัทนี้กล้าหักหน้าถังซินหรู ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของผู้มีพระคุณที่เคยสนับสนุนเงินทุนให้ประธานจ้าวมาก่อน
ใบหน้าสวยหวานของถังซินหรูบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดจนแก้มสั่น เล็บยาวสีแดงสดจิกลงบนฝ่ามือตัวเองแน่น ดวงตาวาวโรจน์ตวัดไปเห็นแก้วกระเบื้องเคลือบที่หลินเซี่ยว พนักงานต้อนรับร่างเล็กเพิ่งรินน้ำชาเดือดจัดมาวางไว้ให้ที่มุมโต๊ะ
"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ ซ่งอวี้หลาน"
ถังซินหรูเอื้อมมือไปคว้าแก้วน้ำร้อนใบนั้นขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะจงใจสะบัดข้อมือเทคว่ำลงไปข้างหน้าอย่างแรง
น้ำร้อนอุณหภูมิเดือดพล่านสาดกระเซ็นรดลงบนกองแฟ้มเอกสารสรุปยอดสั่งซื้อที่เปิดอ้าอยู่บนโต๊ะอย่างจัง กระดาษบัญชีนับร้อยแผ่นเปียกชุ่ม น้ำหมึกซึมสีดำละลายแตกตัวเป็นปื้นเลอะเทอะจนอ่านตัวเลขไม่ออกในพริบตา
ไอควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาจากกองกระดาษที่พังพินาศ ซ่งอวี้หลานชักมือและถอยเก้าอี้หลบได้ทันฉิวเฉียด แต่หยดน้ำเดือดบางส่วนก็ยังกระเด็นมาถูกรอยผิวบริเวณหลังมือขวาจนขึ้นเป็นปื้นสีแดงเถือก
ทั้งโถงสำนักงานตกอยู่ในความเงียบกริบราวกับป่าช้า พนักงานทุกคนหยุดมือจากแป้นพิมพ์ดีดและกลั้นหายใจมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก
ถังซินหรูวางแก้วกระเบื้องที่ว่างเปล่ากระแทกลงบนโต๊ะ มุมปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสะใจของผู้ชนะ
"อุ๊ยตายจริง ขอโทษทีนะ พอดีแก้วมันร้อนฉันเลยจับไม่ค่อยถนัดมือ" ถังซินหรูเอียงคอทำหน้าซื่อตาใสอย่างเสแสร้ง
"เอกสารสรุปยอดพวกนี้เป็นต้นฉบับชุดเดียวของไตรมาสที่แล้วซะด้วยสิ หวังว่าเลขาคนเก่งอย่างเธอจะหาทางเสกตัวเลขพวกนั้นกลับมาให้ทันก่อนที่พี่ลี่เฉิงจะก้าวเข้ามาในออฟฟิศนะ"
