
หนีอย่างไรพ้น ในเมื่อซื่อจื่อผู้นั้นคลั่งรักข้าไปแล้ว
บทย่อ
เซียวอวี้หนิงเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาแห่งจวนรองเสนาบดีกรมคลัง มารดาผู้ให้กำเนิดจากไปตั้งแต่นางยังเล็ก นางจึงใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาโดยตลอด วางตนอยู่ในกรอบ ไม่เคยทำสิ่งใดผิดกฎระเบียบ ทว่าหนึ่งวันก่อนพิธีปักปิ่น นางบังเอิญได้ยินมารดาใหญ่หารือกับบิดาว่า หลังผ่านพิธีปักปิ่นแล้ว จะยกนางให้แต่งเป็นภรรยาใหม่ของเฉินกั๋วกง บุรุษวัยกว่าห้าสิบปีที่สูญเสียภรรยามาแล้วถึงสี่คน เพื่ออาศัยการแต่งงานครั้งนี้ผูกสัมพันธ์กับจวนกั๋วกง เซียวอวี้หนิงนั่งครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ตลอดทั้งคืน ก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด ในเมื่ออย่างไรก็หนีไม่พ้นการถูกใช้เป็นเครื่องมือ มิสู้เสี่ยงดูสักครั้ง เพื่อไขว่คว้าอนาคตที่ดีกว่าให้ตนเอง นางจึงลอบสืบเรื่องคุณชายจากจวนต่างๆ ในเมืองหลวงที่อยู่ในวัยเหมาะสมแก่การแต่งงาน ก่อนจะหมายตาคุณชายรองแห่งจวนอัครเสนาบดีเอาไว้ คุณชายรองผู้นี้แตกฉานด้านกวีและวรรณคดี มีนิสัยอ่อนโยนจิตใจดี อีกทั้งตระกูลยังเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบอย่างยิ่ง หากนางมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาแล้ว ด้วยนิสัยและพื้นเพของอีกฝ่าย เขาย่อมต้องมาสู่ขอนางอย่างแน่นอน ทว่าหลังงานเลี้ยงชมดอกโบตั๋น ภายในห้องปีกเรือนที่นางเฝ้ารออยู่ ผู้ที่ปรากฏตัวกลับไม่ใช่คุณชายรอง ไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นตรงไหน สุราจอกที่เดิมควรส่งไปถึงมือคุณชายรอง กลับไปตกอยู่ในมือของฉู่ถิงเยวียน ซื่อจื่อแห่งจวนหวยอันอ๋องเสียได้ หลังผ่านค่ำคืนอันวุ่นวาย ฉู่ถิงเยวียนบีบลำคอนางพลางเค้นถาม “เจ้ากล้าวางแผนเล่นงานข้ารึ?” เซียวอวี้หนิงส่ายหน้าสุดชีวิต “ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ได้ทำ! คนที่ข้าคิดจะวางแผนใส่ไม่ใช่ท่าน!” ใครจะคิดว่าฉู่ถิงเยวียนกลับเปลี่ยนคำถามในทันใด “ทำไม? เจ้าดูแคลนข้าหรือ?” เซียวอวี้หนิง “……?” ช่วยด้วย! ฉู่ถิงเยวียนคือคนบ้าที่เลื่องชื่อไปทั่วเมืองหลวง มีข่าวลือว่าเหตุที่เขารับผิดชอบงานด้านคดีและเรือนจำ ก็เพียงเพราะต้องการสนองความชื่นชอบอันวิปริตในการฆ่าคนของตนเองเท่านั้น ยามนักโทษถูกนำตัวไปประหาร เขายังลงมือจับดาบส่งคนเหล่านั้นไปปรโลกด้วยตนเอง เสียงหัวเราะของเขาแต่ละครั้งชวนให้ผู้คนขนลุกขนพอง แม้แต่สุนัขที่เดินผ่าน เมื่อเห็นหน้าเขายังไม่กล้าเห่าสักแอะ เซียวอวี้หนิงคิดว่าคราวนี้ตนคงไม่รอดแน่ นางใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาอยู่ถึงสองวันเต็ม คอยระแวงว่าเมื่อใดฉู่ถิงเยวียนจะมาคิดบัญชีกับนาง ทว่าสุดท้ายสิ่งที่นางได้รับกลับเป็นข่าวว่า... ฉู่ถิงเยวียนส่งคนมาสู่ขอนางถึงจวนสกุลเซียว หลังแต่งงาน นอกจากคืนเข้าหอแล้ว ฉู่ถิงเยวียนก็เอาแต่นอนอยู่ในห้องหนังสือ ทั้งยังออกจากจวนแต่เช้าและกลับมาเสียค่ำทุกวัน เซียวอวี้หนิงหวาดระแวงอยู่หลายวัน ก่อนจะค่อยๆ วางใจลงในที่สุด มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้นางต้องปวดหัวอยู่เสมอ นั่นคือท่านย่าแห่งจวนอ๋องมักเร่งรัดเรื่องการมีทายาทไม่เว้นแต่ละวัน วันหนึ่ง เซียวอวี้หนิงจึงรวบรวมความกล้า ดึงแขนเสื้อของฉู่ถิงเยวียนเอาไว้ “วันนี้ซื่อจื่อกลับมาเร็วสักหน่อยได้หรือไม่? คืนนี้เกรงว่าจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ข้า...ค่อนข้างกลัว” ดวงตาคมกริบราวกับหมาป่าของฉู่ถิงเยวียนจับจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบรับเพียงสั้นๆ “อืม” คืนนั้น พายุฝนกระหน่ำ ฟ้าร้องกึกก้อง ภายในห้อง ม่านหอมอบอุ่น เซียวอวี้หนิงได้แต่เอ่ยขอความปรานีทั้งน้ำตาคลอ ทว่าฉู่ถิงเยวียนกลับทำราวกับไม่ได้ยิน ***** หลังฉู่ถิงเยวียนไปสู่ขอเซียวอวี้หนิงถึงจวนสกุลเซียว ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างเฝ้ารอดูว่า เมื่อนางแต่งให้กับคนบ้าผู้นี้แล้วจะมีจุดจบเช่นไร จะซูบผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หรือถูกทรมานเสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ใครจะคาดคิดว่า เมื่อได้พบเซียวอวี้หนิงอีกครั้ง นางกลับมีใบหน้าเปล่งปลั่งสดใส สวมอาภรณ์แพรพรรณงดงาม ประดับมุกหยกเต็มกาย หน้าท้องนูนขึ้นเล็กน้อย ทั่วทั้งร่างอบอวลไปด้วยความสุขของผู้ที่กำลังจะได้เป็นมารดา ส่วนฉู่ถิงเยวียน คนบ้าที่ทุกคนหวาดกลัวผู้นั้น... เพียงได้ยินนางเรียกเบาๆ ว่า “สามี” เขาก็ยื่นมือออกไปประคองนางอย่างว่าง่ายทันที
บทที่ 1 ชะตาที่ผู้อื่นกำหนด - 1
ยามกลางฤดูร้อน ดอกบัวในสระกลางเรือนกำลังเบ่งบานสะพรั่ง ดอกสีชมพูอ่อนดอกใหญ่ผลิบานอยู่เหนือก้าน บางคราวมีแมลงปอสองสามตัวบินผ่านมา ก่อนจะร่อนลงเกาะบนกลีบดอกอย่างแผ่วเบา
ใบบัวสีเขียวสดลอยแผ่อยู่เหนือผิวน้ำ ครั้นสายลมพัดผ่าน ผิวน้ำก็เกิดระลอกคลื่นบางๆ พาให้ใบบัวไหวเอนไปมาเล็กน้อย
ดวงตะวันลอยเด่นอยู่กลางฟ้า แสงแดดแรงกล้าสาดส่องลงมา ทว่าต้นไม้ใหญ่ภายในเรือนช่วยบดบังแสงอันร้อนระอุไปได้กว่าครึ่ง มีเพียงแสงบางส่วนลอดผ่านช่องว่างระหว่างพุ่มใบ ทอดเป็นเงาแสงพร่างพรายอยู่บนพื้น
บนกิ่งไม้มีนกกระจอกเกาะพักเรียงกันเป็นแถว ส่งเสียงจิ๊บๆ ขึ้นมาเป็นระยะ เสียงจักจั่นดังระงมไม่ขาดสาย แต่กลับมองไม่เห็นว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ที่ใด
เจียงเอ๋อร์รีบเดินมาตามระเบียง ครั้นมาถึงหน้าประตูก็ชะลอฝีเท้าลง รอจนลมหายใจกลับมาเป็นปกติแล้วจึงผลักประตูเข้าไป เมื่อครู่นางมัวแต่พูดคุยกับเหล่าสาวใช้ทางโรงครัวเพลินไปหน่อย จนเกือบพลาดเวลาที่ต้องมาปลุกผู้เป็นนายให้ตื่น
ภายในห้อง เซียวอวี้หนิงนอนหลับสนิทอยู่บนตั่งในอาภรณ์สีขาวเรียบ เครื่องหน้าที่อ่อนโยนงดงามประดับอยู่บนใบหน้าเนียนละเอียดราวหยกชมพูได้อย่างพอเหมาะพอดี เรือนผมดำขลับยาวสยายอยู่รอบกาย บางคราวสายลมจากนอกหน้าต่างพัดเข้ามา พลิ้วเส้นผมสองสามเส้นให้ไล้ผ่านแก้มของนางเบาๆ
เจียงเอ๋อร์เดินไปถึงข้างตั่ง ก่อนยื่นมือไปเขย่าไหล่เซียวอวี้หนิงเบาๆ
"คุณหนู ตื่นเถิดเจ้าค่ะ หมดเวลางีบกลางวันแล้ว"
หญิงสาวบนตั่งขยับหว่างคิ้วเล็กน้อย คล้ายกำลังพยายามฝืนตื่นจากห้วงนิทราอันลึกล้ำ แต่ไม่นานนัก นางก็ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาหงส์คู่งาม แววตายังคงพร่าปรือด้วยความง่วงงุนราวกับยังนอนไม่เต็มอิ่ม
นางหรี่ตาครึ่งหนึ่ง หาวอย่างเกียจคร้าน ก่อนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง เจียงเอ๋อร์รีบนำชามาถ้วยหนึ่ง แล้วประคองส่งให้นางด้วยสองมือ
เซียวอวี้หนิงรับมา จิบชาเล็กน้อยให้ลำคอชุ่มชื้น ความง่วงงุนค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับชาเย็นที่ไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง
"คุณหนู"
เจียงเอ๋อร์รับถ้วยชาคืนมา พลางลอบสังเกตสีหน้าผู้เป็นนาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
"เมื่อครู่บ่าวพูดคุยกับคนอื่นมา ได้ยินว่าทางจวนเหมือนจะไม่คิดจัดพิธีปักปิ่นของคุณหนูให้เอิกเกริก ทางโรงครัวเองก็ยังไม่ได้รับคำสั่งให้เตรียมงานเลี้ยงเลยเจ้าค่ะ"
เซียวอวี้หนิงเพียงรับคำเรียบๆ ว่า "อืม"
นางเป็นบุตรสาวคนที่สามของจวนรองเสนาบดีกรมคลัง ทั้งยังเป็นบุตรที่เกิดจากอนุ มารดาผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตด้วยโรคภัยตั้งแต่นางอายุห้าขวบ ส่วนบิดาก็ไม่ได้โปรดปรานนางนัก ปกติแทบไม่มีโอกาสได้พบหน้ากัน ในจวนใหญ่โตแห่งนี้ไม่มีผู้ใดคอยดูแลเอาใจใส่นาง ดังนั้นการที่พิธีปักปิ่นของนางจะไม่ได้จัดอย่างเอิกเกริกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก คาดว่าคงเพียงจัดสำรับอาหารให้คนในครอบครัวร่วมกินกันสักมื้อก็เป็นอันจบ
นางเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ตลอดหลายปีที่อาศัยอยู่ในจวนรองเสนาบดีโดยไร้ผู้ใดให้พึ่งพิง นางเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาเนิ่นนาน ขอเพียงไม่ใช่เรื่องที่ล้ำเส้นจนเกินไป นางก็ล้วนอดทนยอมรับได้
อย่างเช่นในช่วงเทศกาลต่างๆ อาหารที่ส่งมายังเรือนของนางมักมีเนื้อสัตว์น้อยกว่าเรือนของพี่สาวทั้งสอง ทั้งยังขาดขนมไปสองสามอย่าง แต่นางไม่เคยถือสา ต่อให้มีเนื้อสัตว์น้อยหน่อยก็ยังอิ่มท้อง ขนมหายไปไม่กี่อย่างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
หรืออย่างเสื้อผ้า รูปแบบอาจไม่ทันสมัยเท่าของพี่สาวทั้งสอง และแต่ละปีก็มีเสื้อผ้าชุดใหม่เพียงไม่กี่ชุด แต่หน้าร้อนมีอาภรณ์เนื้อบางให้สวม หน้าหนาวมีเสื้อขนสัตว์กันหนาว ไม่ต้องทนร้อนหรือทนหนาวก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างนางแทบไม่เคยออกจากจวน จึงไม่จำเป็นต้องแต่งกายงดงามสะดุดตาผู้ใด
