บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 บทเรียนหน้าไม้

พายุหิมะโหมกระหน่ำตลอดทั้งคืนจนล่วงเข้าสู่รุ่งเช้า เสียงลมหวีดหวิวที่พัดปะทะบานหน้าต่างฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของภูตผี แต่ภายในกระท่อมดินโคลนที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยแผ่นไม้และลวดหนาม กลับเงียบสงบและรักษาความอบอุ่นไว้ได้ดีเยี่ยม

หลินอี้ลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืดสลัว เธอขยับตัวลุกจากเตียงเตาอย่างแผ่วเบา ร่างกายที่เคยผอมแห้งเริ่มมีเรี่ยวแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น อาการปวดเมื่อยตามข้อต่อหายเป็นปลิดทิ้ง เธอเดินไปเติมฟืนในเตาไฟให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงเพื่อเชื่อมต่อจิตสำนึกเข้าสู่ระบบฟาร์ม

พื้นที่ในมิติยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง ข้าวสาลีที่ปลูกไว้เมื่อคืนเจริญเติบโตจนรวงเป็นสีทองอร่าม หลินอี้สั่งการเก็บเกี่ยวและใช้ฟังก์ชันแปรรูปของระบบ บดเมล็ดข้าวสาลีจนกลายเป็นแป้งขัดขาวเนื้อละเอียดได้หลายสิบชั่ง ส่วนลูกเจี๊ยบห้าตัวในโรงเรือนก็เริ่มโตขึ้นมานิดหน่อย ส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวรอคอยอาหาร เธอสาดเศษรำข้าวให้พวกมันกิน แล้วหันไปจัดการกับซากหมาป่าที่ล่ามาได้เมื่อวาน

เนื้อหมาป่ามีกลิ่นสาบแรงและเหนียว แต่ในยุคที่ผู้คนแทะเปลือกไม้ประทังชีวิต มันคือโปรตีนสวรรค์ หลินอี้สั่งให้ระบบชำแหละเนื้อส่วนขาและซี่โครงออกมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำพุวิเศษเพื่อลดกลิ่นคาวเลือด จากนั้นจึงนำวัตถุดิบทั้งหมดออกมายังโลกภายนอก

เช้านี้เธอตัดสินใจทำหมั่นโถวแป้งขาวนุ่มๆ กินคู่กับเนื้อหมาป่าตุ๋นเกลือ

หลินอี้จัดการนวดแป้งผสมน้ำอย่างคล่องแคล่ว ปั้นเป็นก้อนกลมเรียงลงในซึ้งไม้ไผ่สานเก่าๆ แล้วยกขึ้นนึ่งบนเตา ระหว่างรอ เธอก็นำเนื้อหมาป่าหั่นเต๋าลงไปคั่วในกระทะเหล็กก้นลึกจนไขมันสัตว์ละลายส่งกลิ่นหอมฟุ้ง โรยเกลือเม็ดหยาบลงไปเล็กน้อย เติมน้ำแล้วปิดฝาตุ๋นทิ้งไว้

กลิ่นหอมของแป้งนึ่งสุกและเนื้อตุ๋นที่โชยอบอวลอยู่ในกระท่อม ปลุกให้เด็กสองคนที่กำลังหลับสนิทสะดุ้งตื่นขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน

มู่หยางขยี้ตา มองตามต้นตอของกลิ่นหอมจนไปหยุดที่หน้าเตาไฟ ทันทีที่เห็นไอน้ำสีขาวพวยพุ่งและแผ่นหลังของพี่สาว เขาก็รีบกระโดดลงจากเตียงเตาเข้ามาหา

“พี่ใหญ่ กลิ่นหอมจังเลย วันนี้เรามีของอร่อยกินอีกแล้วใช่ไหม” มู่หยางกระซิบถาม ดวงตาเป็นประกาย

ซินซินที่เดินเตาะแตะตามหลังมาเกาะชายเสื้อพี่ชาย พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วย “ซินซินหิวแล้วพี่ใหญ่ ท้องร้องจ๊อกๆ เลย”

หลินอี้หันมายิ้มให้น้องทั้งสอง เธอเปิดฝาซึ้งออก ควันสีขาวลอยคลุ้ง เผยให้เห็นหมั่นโถวก้อนอวบอ้วนสีขาวจั๊วะที่ฟูฟ่องน่ากิน เธอคีบหมั่นโถวร้อนๆ ใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ส่งให้น้องชายและน้องสาวคนละก้อน ตามด้วยเนื้อหมาป่าตุ๋นที่ตักแบ่งใส่ชามเล็กๆ

“กินซะ หมั่นโถวแป้งขาวล้วน ไม่มีรำข้าวผสม เนื้อนี่ก็เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนนะ”

มู่หยางรับชามมาถือไว้ มือของเด็กชายสั่นเล็กน้อย หมั่นโถวแป้งขาวในยุคนี้เป็นของราคาแพงที่แม้แต่บ้านผู้ใหญ่บ้านยังไม่กล้ากินบ่อยๆ เขาไม่รู้ว่าพี่สาวไปเอาของพวกนี้มาจากไหน แต่เขาเลือกที่จะไม่ถาม เพราะรู้ดีว่าพี่สาวทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกเขาสามคน

เด็กทั้งสองกัดหมั่นโถวคำโต เนื้อแป้งนุ่มละมุนแทบจะละลายในปาก รสชาติหวานปะแล่มตามธรรมชาติของข้าวสาลีเมื่อกินคู่กับเนื้อตุ๋นเค็มๆ มันๆ ช่างเป็นรสชาติที่วิเศษที่สุด มู่หยางและซินซินกินอย่างตะกรุมตะกรามแต่ก็ระมัดระวังไม่ให้เศษแป้งร่วงหล่นลงพื้นแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

เมื่อจัดการมื้อเช้าเสร็จสิ้น หลินอี้ก็เก็บล้างถ้วยชามและทำลายเศษกระดูกทิ้งในกองไฟจนหมดเกลี้ยง เธอหันไปหยิบหน้าไม้เหล็กกล้าที่วางซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา เลื่อนโต๊ะไม้ผุๆ ไปชิดผนังดินโคลนด้านหนึ่ง แล้วนำท่อนฟืนขนาดใหญ่มาตั้งไว้บนโต๊ะเพื่อใช้เป็นเป้าซ้อม

“มู่หยาง มาหาพี่” หลินอี้เรียกเสียงเรียบ

เด็กชายเดินเข้ามาหา ดวงตาจับจ้องไปที่อาวุธโลหะสีดำทะมึนในมือพี่สาวด้วยความยำเกรง

“จำที่พี่บอกเมื่อคืนได้ใช่ไหม วันนี้พี่จะสอนมู่หยางยิงหน้าไม้กระบอกนี้” หลินอี้ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าให้ระดับสายตาเสมอกับน้องชาย เธอยื่นหน้าไม้ส่งให้ “ลองถือดู”

มู่หยางยื่นมือออกไปรับ ทันทีที่น้ำหนักของเหล็กกล้ากดทับลงบนฝ่ามือ เด็กชายก็ถึงกับเซถลาไปข้างหน้าเล็กน้อย หน้าไม้นี้หนักกว่าที่เขาคิดไว้มาก

“หนักใช่ไหม” หลินอี้พยุงแขนน้องชายไว้ “อาวุธที่พรากชีวิตคนได้ ย่อมมีน้ำหนักของมันเสมอ มู่หยางฟังพี่ให้ดี ในยุคที่คนนอกบ้านพร้อมจะฆ่าพวกเราเพื่อแย่งชิงมันเทศแค่หัวเดียว ความเมตตาคือยาพิษ หากมีใครพังประตูบ้านเราเข้ามา มู่หยางห้ามลังเล ห้ามสงสาร หน้าที่ของแกคือเล็งไปที่กลางอกของมัน แล้วเหนี่ยวไก เข้าใจไหม”

คำสอนที่เด็ดขาดและเย็นชาดุจน้ำแข็งแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของเด็กวัยสิบขวบ มู่หยางเม้มริมฝีปากแน่น เขามองใบหน้าพี่สาว สลับกับบานประตูที่ถูกตอกปิดด้วยแผ่นไม้ ภาพความโหดร้ายของย่าและป้าสะใภ้ใหญ่ที่พยายามจะเอาซินซินไปขายแลกเสบียงผุดขึ้นมาในหัว

“ฉันเข้าใจแล้วพี่ หากมีใครหน้าไหนกล้าเข้ามาทำร้ายพวกเรา ฉันจะยิงมันให้ทะลุเลย” มู่หยางตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น แววตาของเด็กชายเริ่มฉายแววความดุดัน

“ดีมาก การขึ้นสายหน้าไม้นี้ต้องใช้แรงเยอะ พี่จะเป็นคนขึ้นสายและใส่ลูกดอกให้เอง หน้าที่ของมู่หยางคือการประทับบ่า เล็งเป้า และเหนี่ยวไก”

หลินอี้สอนวิธียกหน้าไม้ขึ้นประทับร่องไหล่ การวางตำแหน่งมือเพื่อไม่ให้ถูกสายตีกลับ และวิธีการเล็งศูนย์เล็งผ่านศูนย์หน้าไปยังเป้าหมาย เธอจัดท่าทางให้น้องชายอย่างละเอียด

“หายใจเข้าลึกๆ กลั้นหายใจจังหวะที่เหนี่ยวไก อย่ากระตุกข้อมือ”

มู่หยางทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เขายกหน้าไม้ขึ้นเล็งไปที่ท่อนฟืนบนโต๊ะ นิ้วชี้เกี่ยวที่ไกปืน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมด้วยความตึงเครียด

ฟุ่บ! ปึก!

ลูกดอกเหล็กพุ่งแหวกลมด้วยความเร็วสูง ปักฉึกเข้าที่ท่อนฟืนอย่างแรงจนทะลุไปอีกฝั่งและฝังติดกับผนังดินโคลนด้านหลัง แรงถีบของหน้าไม้ทำให้มู่หยางเซถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่เขายังคงประคองอาวุธไว้ได้ไม่ร่วงหล่น

หลินอี้พยักหน้าด้วยความพอใจ “ทำได้ดีมาก สำหรับครั้งแรกถือว่าแม่นยำทีเดียว การเอาตัวรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่อยู่ที่ความกล้าหาญ หากแกกล้าลงมือ ศัตรูก็คือเป้านิ่ง”

ซินซินที่นั่งมองอยู่บนเตียงปรบมือเปาะแปะ “พี่รองเก่งจังเลย”

มู่หยางยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ เขาเริ่มฝึกซ้อมเล็งและยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยมีหลินอี้คอยขึ้นสายให้ ทุกครั้งที่ลูกดอกพุ่งทะลุเป้าหมาย ความมั่นใจของเด็กชายก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นขัดจังหวะการฝึกซ้อม เสียงนั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนที่คนตระกูลหลินมาหาเรื่อง แต่มันเป็นการเคาะที่เป็นจังหวะและแฝงไปด้วยความสอดรู้สอดเห็น

หลินอี้และมู่หยางหยุดชะงักทันที เด็กชายรีบลดหน้าไม้ลง มองหน้าพี่สาวด้วยความตื่นตัว

“ซ่อนมันไว้ใต้กองฟืน แล้วขึ้นไปอยู่บนเตียงกับซินซิน” หลินอี้กระซิบสั่งเสียงเฉียบขาด

มู่หยางทำตามอย่างรวดเร็ว เขาเอาหน้าไม้และลูกดอกไปซุกไว้ใต้กองฟืนมุมห้อง แล้วปีนขึ้นไปนั่งกอดน้องสาวบนเตียงเตา

หลินอี้ก้มลงโกยขี้เถ้าจากก้นเตาขึ้นมาขยี้บนฝ่ามือ เดินเข้าไปป้ายลงบนใบหน้าของน้องทั้งสองคนจนมอมแมมเหมือนเดิม จากนั้นก็ทาหน้าทาตาตัวเองให้ดูซูบซีดคล้ำหมอง ดึงผมให้หลุดลุ่ยยุ่งเหยิง จัดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นให้ดูน่าสมเพชที่สุด การแสดงละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

เมื่อแน่ใจว่าสภาพของทั้งสามคนดูเหมือนขอทานใกล้ตาย หลินอี้ก็เดินไปที่ประตูบ้าน ดึงกลอนไม้ออกแล้วแง้มบานประตูเพียงเล็กน้อยพอให้มองเห็นคนด้านนอก

ลมหนาวพัดกระโชกเข้ามา พร้อมกับกลิ่นสาบสางของเสื้อผ้าที่ไม่ได้ซัก ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูคือหวังลิ่ว ชายร่างผอมเกร็งฟันหลอ เพื่อนบ้านอีกคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจและชอบลักเล็กขโมยน้อย

หวังลิ่วชะโงกหน้าพยายามสอดส่ายสายตามองผ่านช่องประตูแคบๆ เข้ามาด้านใน ทันทีที่เห็นใบหน้าดำคล้ำซูบซีดของหลินอี้ มันก็ผงะไปเล็กน้อย

“อ้าว นังอี้ แกยังไม่ตายอีกรึ” หวังลิ่วทักทายด้วยประโยคที่ฟังดูเหมือนแช่งมากกว่าจะถามไถ่

“ลุงหวังมีธุระอะไร” หลินอี้ดัดเสียงให้แหบพร่าและสั่นเครือ แสร้งทำไหล่ห่อและไอออกมาสองสามครั้งอย่างสมจริง “ถ้าจะมาเก็บศพ พวกฉันยังไม่ตาย แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก”

หวังลิ่วหัวเราะแห้งๆ สายตายังคงหลุกหลิกมองลอดช่องประตู “พอดีเมื่อเช้าลุงเดินผ่านบ้านผู้ใหญ่สวี ได้ยินว่าเมื่อวานแกไปทำเรื่องตัดขาดจากบ้านใหญ่ ลุงก็เลยเป็นห่วง กลัวว่าเด็กกำพร้าสามคนจะอดตายคาบ้าน ก็เลยแวะมาดู... เอ้อ ว่าแต่ เมื่อเช้าลุงได้กลิ่นเหมือนมีคนต้มเนื้อต้มแป้งอยู่แถวๆ นี้ บ้านแกพอจะมีของกินเหลือแบ่งให้ลุงสักคำสองคำไหม ลุงหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว”

นี่ไงล่ะ สันดานของคนในยุคข้าวยากหมากแพง พอสงสัยว่าใครมีของกินก็พร้อมจะตีหน้าซื่อเข้ามาขอแบ่งดื้อๆ หากไม่ให้ก็อาจจะไปป่าวประกาศให้คนอื่นมารุมปล้น

หลินอี้เบิกตากว้าง แสร้งทำหน้าตกใจสุดขีด น้ำตาหยดใสเอ่อคลอเบ้าตาอย่างเป็นธรรมชาติ “ต้มเนื้อ? ต้มแป้ง? ลุงหวังพูดเรื่องอะไรกัน บ้านฉันไม่มีแม้แต่ฟืนจะจุดไฟด้วยซ้ำ ลุงดูสิ”

เธอเปิดประตูให้กว้างขึ้นอีกนิด จงใจให้หวังลิ่วเห็นสภาพภายในกระท่อมที่มืดสลัวและหนาวเย็น มู่หยางกับซินซินนั่งกอดกันกลมอยู่บนเตียงเตา ทั้งคู่เนื้อตัวมอมแมมสั่นเทา ซินซินฉลาดพอที่จะซุกหน้าเข้าหาอกพี่ชายแล้วส่งเสียงร้องไห้กระซิกๆ ออกมา

“ตั้งแต่เมื่อวาน พวกฉันสามคนพี่น้องเพิ่งจะได้กินเปลือกไม้ต้มไปแค่มื้อเดียว” หลินอี้สะอื้นไห้ ยื่นมือที่เปื้อนขี้เถ้าและดำสกปรกไปจับแขนเสื้อของหวังลิ่วแน่น “ลุงหวัง ลุงเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีที่สุดในหมู่บ้าน ลุงพอจะมีเศษมันเทศหรือรากหญ้าเหลือบ้างไหม แบ่งให้ซินซินกินสักนิดเถอะ น้องฉันกำลังจะหนาวตายอยู่แล้ว ลุงช่วยพวกเราด้วยเถอะนะ”

หวังลิ่วสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกมือสกปรกของเด็กสาวคว้าหมับเข้าที่แขนเสื้อ สภาพกระท่อมที่แร้นแค้นบวกกับกลิ่นเหม็นอับและใบหน้าซอมซ่อของเด็กทั้งสาม ทำให้มันรีบสะบัดแขนออกอย่างรังเกียจ

“โอ๊ยๆ ปล่อยโว้ย ปล่อย! บ้านลุงก็ไม่มีอะไรจะกินเหมือนกันนั่นแหละ ขืนแบ่งให้พวกแก ลุงก็อดตายกันพอดี” หวังลิ่วถอยกรูดออกห่างจากประตูราวกับเห็นตัวเชื้อโรค “สงสัยลุงจะจมูกฝาดไปเอง กลิ่นเนื้อบ้าบออะไรกัน แกดูแลน้องไปเถอะ ลุงไปล่ะ”

พูดจบ หวังลิ่วก็รีบหันหลังจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าหลินอี้จะวิ่งตามมาเกาะแข้งเกาะขาขออาหาร

หลินอี้ยืนมองแผ่นหลังของชายฟันหลอจนลับสายตา ก่อนจะดึงประตูบานหนาปิดลงและลงกลอนอย่างแน่นหนา

ทันทีที่ประตูรูกลอนถูกสับลง บรรยากาศน่าเวทนาภายในกระท่อมก็มลายหายไปในพริบตา หลินอี้ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาที่แสร้งบีบออกมาเมื่อครู่ มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ

“ไปแล้วล่ะ เลิกร้องไห้ได้แล้วซินซิน” หลินอี้หันไปพยักหน้าให้น้องสาว

ซินซินเงยหน้าขึ้นจากอกพี่ชาย เด็กน้อยหยุดร้องไห้ราวกับสั่งได้ รอยยิ้มซุกซนปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนขี้เถ้า “ซินซินร้องไห้เก่งไหมพี่ใหญ่ ลุงคนนั้นวิ่งหนีไปเลย”

“เก่งมาก น้องพี่เล่นละครได้เนียนที่สุด” หลินอี้เดินเข้าไปบีบจมูกน้องสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

มู่หยางถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก เขาเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่าทำไมพี่สาวถึงย้ำนักย้ำหนาให้พวกเขารู้จักเสแสร้งและซ่อนความมั่งคั่งเอาไว้ หากหวังลิ่วรู้ว่าเมื่อเช้าพวกเขากินหมั่นโถวแป้งขาวกับเนื้อหมาป่าตุ๋น ป่านนี้มันคงบุกเข้ามาแย่งชามข้าวจากมือพวกเขาไปแล้ว หรือไม่ก็คงไปพาชาวบ้านคนอื่นมารุมทึ้งบ้านหลังนี้จนพังพินาศ

“พี่ใหญ่ ต่อไปนี้ถ้ามีใครมาอีก ฉันจะแกล้งทำตัวให้น่าสงสารกว่านี้อีก พวกมันจะได้ไม่กล้ามาขอของกินจากบ้านเรา” มู่หยางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลินอี้ลูบศีรษะน้องชายอย่างเบามือ “จำไว้มู่หยาง การแสร้งอ่อนแอคือเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากสายตาของหมาป่าหิวโซ แต่เมื่อใดที่หมาป่าพวกนั้นมันกล้าก้าวข้ามธรณีประตูบ้านเราเข้ามา...”

“เราก็จะใช้หน้าไม้จัดการพวกมัน” เด็กชายต่อประโยคให้พี่สาว นัยน์ตาทอประกายเด็ดเดี่ยวเกินวัย

“ถูกต้อง” หลินอี้พยักหน้ารับ

สงครามประสาทและการเอาชีวิตรอดในหมู่บ้านสือโถวเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น ฤดูหนาวยังอีกยาวไกล เสบียงอาหารในมือของเธอคือขุมทรัพย์ที่ไม่อาจเปิดเผย และหน้าไม้กระบอกนั้นก็คือสัญลักษณ์แห่งความตายที่พร้อมจะลงทัณฑ์ผู้บุกรุกทุกคน

แม้ภายนอกพวกเขาจะดูเป็นเพียงเด็กกำพร้าสามคนที่กำลังรอวันตาย แต่ภายในปราการดินโคลนแห่งนี้ พวกเขาคือผู้คุมกฎที่แท้จริง
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel