หนีตายวันสิ้นโลก มาสร้างปราการ ในยุคสงครามพร้อมระบบฟาร์มเทพ

146.0K · อัพเดทล่าสุด
ซูมูจือ
41
บท
1.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ยุคที่ไฟสงครามแผดเผาแผ่นดินและความหิวโหยบีบคั้นให้มนุษย์ละทิ้งมโนธรรม 'หลินอี้' ผู้รอดชีวิตจากนรกวันสิ้นโลก ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กสาววัยสิบห้าปี ท่ามกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บและน้องๆ ที่กำลังรอความตาย ทางรอดเดียวของครอบครัวคือการอพยพลงใต้ ทว่าเส้นทางสู่ดินแดนใหม่กลับถูกปูด้วยเลือดและซากศพ นอกหมู่บ้านที่แร้นแค้นคือโลกที่กฎหมายพังทลาย เต็มไปด้วยฝูงผู้อพยพที่คลุ้มคลั่ง ทหารหนีทัพที่โหดร้าย และกองโจรภูเขากระหายเลือดที่คอยดักปล้นชิงทุกลมหายใจที่ผ่านทาง เพื่อปกป้องน้องชาย 'มู่หยาง' และน้องสาว 'ซินซิน' หลินอี้จำต้องพรางตัวเป็นเด็กหนุ่ม ปลุกสัญชาตญาณเครื่องจักรสังหาร พร้อมงัดทรัพยากรลับที่ติดตัวมาใช้เป็นไพ่ตาย จากเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งให้หนาวตาย สู่การผูกพันธมิตรสีเลือดกับอดีตนายทหารบาดเจ็บ และแผนการลอบเร้นกวาดล้างค่ายโจรภูเขาที่เหี้ยมโหดที่สุดเพื่อปล้นชิงขุมทรัพย์และอาวุธ บนเส้นทางที่ไว้ใจใครไม่ได้นอกจากคมมีดและปลายกระบอกปืนในมือ เด็กสาววัยสิบห้าปีจะพาน้องๆ ฝ่าวงล้อมมัจจุราชไปสู่ผืนดินแห่งความหวังได้หรือไม่ หรือพวกเขาจะต้องกลายเป็นเพียงกระดูกไร้ชื่อที่ถูกฝังกลบใต้หิมะสีเลือด การเดินทางเพื่อเอาชีวิตรอดที่ลุ้นระทึกทุกจังหวะหายใจ ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว

เกิดใหม่ในนิยายนิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคข้ามมิตินางเอกเก่งพลิกชีวิตระบบสมุนไพรจีนโบราณยุค70

ตอนที่ 1 ตื่นจากความตายในกระท่อมร้าง

ลมหนาวพัดกรีดร้องผ่านรอยแตกของผนังดินโคลน หอบเอาเกล็ดหิมะบางเบาปลิวเข้ามาตกกระทบใบหน้าซูบซีด หลินอี้ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด ความรู้สึกแรกที่พุ่งชนประสาทสัมผัสคือความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกถึงกระดูก และความเจ็บปวดร้าวไปทั้งร่างกาย ลำคอของเธอแห้งผากราวกับกลืนทรายหยาบลงไป การขยับนิ้วเพียงนิดเดียวก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล

เธอยังไม่ตายหรือ

หลินอี้พยายามประคองสติที่แตกซ่านให้กลับคืนมา ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือการถูกฝูงซอมบี้นับพันฉีกทึ้งร่างในวันสิ้นโลกปีที่สิบ เธอควรกดระเบิดพลีชีพไปพร้อมกับพวกมันแล้ว แต่ทำไมตอนนี้ถึงยังมีลมหายใจ แถมยังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มฝ้ายเก่าขาดๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นและเหม็นสาบ

ทันใดนั้น อาการปวดหัวอย่างรุนแรงก็แล่นปราดเข้ามาพร้อมกับภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอ มันหลั่งไหลเข้ามาเป็นฉากๆ

สาธารณรัฐจีน ยุคหลังสงคราม ฤดูหนาวที่แร้นแค้นที่สุด ผู้คนอดอยากจนต้องต้มเปลือกไม้และขุดรากหญ้ากิน เจ้าของร่างนี้ชื่อ หลินอี้ อายุสิบห้าปี เป็นเด็กสาวที่เติบโตมาในหมู่บ้านสือโถว หมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญและกำลังเผชิญกับความอดอยากอย่างแสนสาหัส

“พี่ใหญ่ พี่ฟื้นแล้ว”

เสียงแหบพร่าและสั่นเทาดังมาจากมุมมืดข้างเตียงเตาที่ไฟดับมอดไปนานแล้ว หลินอี้ค่อยๆ หันหน้าไปมองภาพเลือนรางตรงหน้า เด็กชายตัวผอมโซจนเห็นโหนกแก้มชัดเจนกำลังกอดเด็กหญิงตัวเล็กที่ขดตัวเป็นก้อนกลม ทั้งสองคนสวมเสื้อผ้าที่ปะแล้วปะอีกจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม

หลินมู่หยาง น้องชายวัยสิบขวบ และ หลินซินซิน น้องสาววัยห้าขวบ

ความทรงจำสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาอย่างแจ่มชัด เมื่อคืนนี้หิมะตกหนัก พ่อกับแม่แท้ๆ หลินต้าเฉียงและหวังชุนฮวา ลุกขึ้นมากลางดึก พวกเขารื้อค้นหาถุงข้าวสารก้นถุงที่เหลืออยู่เพียงหยิบมือเดียว ซ่อนมันไว้ในอกเสื้อ แล้วแอบเปิดประตูหนีออกไปจากกระท่อมโดยไม่หันกลับมามองลูกทั้งสามคนที่นอนกอดกันหนาวสั่นอยู่บนเตียง

เจ้าของร่างเดิมตื่นมาเห็นเหตุการณ์พอดี เธอพยายามคลานไปรั้งขาแม่เอาไว้ อ้อนวอนขอให้ทิ้งข้าวสารไว้ให้น้องสักนิด แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือแรงเตะอัดเข้าที่หน้าอกพร้อมกับคำพูดกระซิบที่เย็นชายิ่งกว่าพายุหิมะด้านนอก

‘ถ้าอยู่กันหมดนี่ก็ต้องอดตายกันหมด แกเป็นพี่คนโตก็เสียสละพาน้องตายไปซะ ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่พวกฉันให้กำเนิดมาก็แล้วกัน’

เด็กสาววัยสิบห้าปีที่ร่างกายอ่อนแอจากการขาดอาหารอยู่แล้ว เมื่อถูกกระแทกอย่างแรงและหัวใจแหลกสลายจากการถูกทอดทิ้ง เธอจึงสิ้นใจไปอย่างเงียบเชียบในคืนนั้น ปล่อยให้วิญญาณของผู้รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกอย่างหลินอี้เข้ามาแทนที่

หลินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงที่ออกมาคล้ายเสียงลมลอดผ่านช่องแคบๆ น่าสมเพชจริงๆ ไม่ว่าจะยุควันสิ้นโลกหรือยุคสงคราม สันดานดิบของมนุษย์ก็ไม่เคยเปลี่ยน ความเห็นแก่ตัวเพื่อเอาชีวิตรอดทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่กล้าทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองให้รอความตาย

“พี่ใหญ่ พี่เจ็บตรงไหน พี่อย่าเป็นอะไรนะ ถ้าพี่ตายไปอีกคน ฉันกับซินซินจะทำยังไง” หลินมู่หยางขยับตัวเข้ามาใกล้ มือเล็กๆ ที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งเอื้อมมาจับมือเธอไว้ น้ำตาของเด็กชายหยดแหมะลงบนหลังมือของเธอ

หลินอี้หลุบตามองเด็กชาย ในยุควันสิ้นโลกเธอเป็นหมาป่าเดียวดาย ไม่เคยเชื่อใจใคร ไม่เคยผูกพันกับใคร แต่เมื่อได้รับความทรงจำของร่างนี้ ความรักและความห่วงใยที่พี่สาวคนโตมีต่อน้องทั้งสองก็ถ่ายทอดมาถึงเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งแปลกประหลาดและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

“พี่ยังไม่ตาย” หลินอี้เปล่งเสียงออกมาในที่สุด แม้จะแหบแห้งแต่ก็หนักแน่น “หยุดร้องไห้ได้แล้ว น้ำตาไม่ได้ช่วยให้ท้องอิ่ม”

หลินมู่หยางรีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว เขากัดริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้น “พ่อกับแม่ทิ้งพวกเราไปแล้ว พวกเขาทิ้งพวกเราไปจริงๆ”

“ทิ้งไปก็ดีแล้ว” หลินอี้พยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนังดินโคลนอย่างยากลำบาก สายตาของเธอเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว “คนพวกนั้นไม่ใช่พ่อแม่ของเราอีกต่อไป นับแต่นี้ไปชีวิตของพวกแกเป็นของพี่ พี่จะเลี้ยงดูพวกแกเอง”

คำพูดของเด็กสาววัยสิบห้าปีไม่ได้ดูเกินจริงหรือเพ้อเจ้อเมื่อมันออกมาจากปากของหลินอี้ สายตาที่ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนทำให้หลินมู่หยางชะงักไปชั่วครู่ เขารู้สึกว่าพี่สาวคนเดิมที่เคยอมคนและอ่อนแอดูเปลี่ยนไป ราวกับกลายเป็นคนละคน แต่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังแบบนี้ ความเข้มแข็งของเธอคือที่พึ่งเดียวที่เขามี

หลินซินซินที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเริ่มขยับตัว เด็กน้อยละเมอส่งเสียงครางแผ่วเบา ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยพิษไข้ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้

“ซินซินตัวร้อนมากเลยพี่ใหญ่” มู่หยางลูบหน้าผากน้องสาวด้วยความตื่นตระหนก “บ้านเราไม่มีฟืนเหลือแล้ว น้ำก็แข็งหมด จะทำยังไงดี”

หลินอี้หลับตาลง ไม่สนใจความตื่นตระหนกของน้องชาย เธอทำสมาธิและเพ่งจิตเข้าไปในความว่างเปล่าภายในหัวใจ หากสมมติฐานของเธอถูกต้อง สิ่งที่ช่วยให้เธอรอดชีวิตมาได้ถึงสิบปีในยุคซอมบี้ก็ควรจะตามมาด้วย

วูบ...

ความรู้สึกคุ้นเคยปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง ภาพมิติฟาร์มขนาดใหญ่ที่คุ้นตาสว่างวาบขึ้นในหัว พื้นดินสีดำอุดมสมบูรณ์ที่เคยปลูกพืชพรรณนับไม่ถ้วนตอนนี้กลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ทุกอย่างถูกรีเซ็ตใหม่หมด เหลือเพียงพื้นที่เพาะปลูกแปลงเล็กๆ และบ่อน้ำพุหินอ่อนขนาดเท่าอ่างน้ำตรงกลางพื้นที่ ซึ่งกำลังมีน้ำใสสะอาดหยดลงมาอย่างช้าๆ

ระบบฟาร์มเทพและน้ำพุวิเศษตามเธอมาจริงๆ

หลินอี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก น้ำพุวิเศษนี้คือสิ่งล้ำค่าที่สุดในวันสิ้นโลก มันไม่ใช่แค่น้ำดื่มบริสุทธิ์ แต่ยังมีสรรพคุณในการฟื้นฟูเซลล์ รักษาอาการบาดเจ็บ และขับพิษออกจากร่างกาย ในชาติก่อนเธอรอดตายจากการติดเชื้อมาได้ก็เพราะน้ำพุนี้

เธอลืมตาขึ้น อาศัยจังหวะที่ความมืดพรางตา แกล้งทำเป็นล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อคลำหาของบางอย่าง ก่อนจะดึงมืออกมาพร้อมกับถ้วยไม้ไผ่ใบเล็กที่บรรจุน้ำพุวิเศษเอาไว้ครึ่งถ้วย

“มู่หยาง พยุงซินซินขึ้นมา” เธอกระซิบสั่ง

เด็กชายทำตามอย่างว่าง่าย แม้จะแปลกใจที่จู่ๆ พี่สาวก็มีน้ำมาให้ดื่มทั้งที่ในตุ่มน้ำกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว แต่ความกระหายและความเป็นห่วงน้องสาวทำให้เขาไม่ได้ถามอะไรออกมา

หลินอี้จ่อขอบถ้วยไม้ไผ่เข้ากับริมฝีปากที่แห้งแตกของน้องสาว ค่อยๆ เทน้ำพุวิเศษลงไปช้าๆ หลินซินซินกลืนน้ำลงคอตามสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด ทันทีที่น้ำพุไหลลงสู่กระเพาะ ร่างกายที่สั่นเทาของเด็กน้อยก็ค่อยๆ สงบลง สีหน้าแดงจัดจากพิษไข้เริ่มจางลง ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาสม่ำเสมอ

เมื่อเห็นว่าน้องสาวอาการดีขึ้น หลินอี้ก็ยื่นถ้วยที่เหลือส่งให้มู่หยาง “มู่หยาง ซินซินก็ดื่มซะ ดื่มให้หมด”

มู่หยางมองน้ำในถ้วยด้วยสายตาหิวโหย เขากลืนน้ำลายลงคอ แต่กลับส่ายหน้าปฏิเสธ “พี่ใหญ่ดื่มเถอะ พี่เพิ่งโดนแม่เตะมา พี่เจ็บหนักกว่าฉัน”

“บอกให้ดื่มก็ดื่ม อย่าให้พี่ต้องพูดซ้ำ” เสียงของหลินอี้กดต่ำลง เจือกระแสบังคับคุกคามเล็กน้อยตามสัญชาตญาณเดิม

มู่หยางสะดุ้ง เขาไม่เคยเห็นพี่สาวน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน จึงรีบรับถ้วยมาดื่มจนหมดเกลี้ยง ทันทีที่น้ำพุไหลผ่านลำคอ เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู ความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูกมลายหายไป ความเจ็บปวดจากการหิวโหยทุเลาลงอย่างน่าประหลาด เรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายกลับคืนมาจนเขารู้สึกเหมือนสามารถลุกขึ้นมาวิ่งรอบกระท่อมได้

“พี่ใหญ่... น้ำนี่...” เด็กชายเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

“หุบปาก เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนี้ห้ามพูดออกไปเด็ดขาด ใครถามก็บอกว่าเราแค่โชคดี ไม่ตายเพราะความหนาว เข้าใจไหม” หลินอี้จ้องตาน้องชายเขม็ง

“เข้าใจแล้ว ฉันจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น” มู่หยางพยักหน้ารัวๆ แม้จะอายุแค่สิบขวบ แต่เด็กที่โตมาในยุคสงครามย่อมรู้ดีว่าการเก็บความลับคือหนทางรอดชีวิต

หลินอี้ดึงสติกลับเข้าไปในระบบอีกครั้ง เธอดึงน้ำพุออกมาดื่มเองหนึ่งถ้วยเต็มๆ ทันทีที่น้ำไหลลงกระเพาะ ร่างกายที่บอบช้ำก็ส่งเสียงลั่นกรอบแกรบเบาๆ อาการจุกเสียดที่หน้าอกจากการถูกเตะสลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเริ่มฟื้นฟูกลับมา แม้จะยังไม่เทียบเท่าร่างเดิมในวันสิ้นโลก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง

ในมิติฟาร์มตอนนี้ เธอมีเมล็ดพันธุ์เริ่มต้นที่ระบบมอบให้ติดมาด้วย มันคือเมล็ดมันเทศพืชที่โตไวที่สุดและให้พลังงานสูง เธอไม่รอช้า สั่งการด้วยจิตใต้สำนึกให้ระบบทำการเพาะปลูกเมล็ดมันเทศลงบนแปลงดินสีดำทันที แถบเวลาเหนือแปลงดินแสดงตัวเลขบอกว่าต้องใช้เวลาสิบสองชั่วโมงในการเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรก

หมายความว่าพรุ่งนี้เช้า พวกเขาจะมีมันเทศหวานๆ ประทังชีวิต

หลินอี้ขยับตัวลุกขึ้นยืนบนพื้นดินอัดแข็งของกระท่อม เธอเดินไปที่หน้าต่างไม้ที่ผุพัง แง้มบานหน้าต่างออกเล็กน้อยเพื่อมองออกไปด้านนอก หิมะยังคงตกหนัก ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงดาว ลมหนาวพัดโหมกระหน่ำจนต้นไม้ใหญ่เอนลู่

ในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนฆ่ากันเพื่อแย่งชิงมันเทศเพียงหัวเดียว ศีลธรรมและความดีงามถูกบดขยี้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของความหิวโหย ครอบครัวตระกูลหลินที่เห็นแก่ตัวกำลังรอคอยความตายของพวกเธอ เพื่อที่พวกมันจะได้เข้ามายึดครองที่ดินซอมซ่อผืนนี้ และอาจจะเลวทรามถึงขั้นจับน้องสาวของเธอไปขายแลกเสบียงอย่างที่เคยได้ยินพวกมันแอบกระซิบกัน

หลินอี้แค่นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายอำมหิตวาบผ่าน

ในเมื่อทะลุมิติมาอยู่ในยุคสงครามที่ไร้กฎหมาย เธอจะใช้กฎของวันสิ้นโลกในการเอาชีวิตรอด ใครดีมา เธออาจจะดีตอบ แต่ใครที่กล้าร้ายกับคนของเธอ มันผู้นั้นต้องชดใช้ด้วยเลือด

พรุ่งนี้เช้า เมื่อพวกญาติปลิงดูดเลือดเหล่านั้นเดินมาดูศพที่กระท่อม พวกมันจะได้รู้ว่าคนที่จะต้องตกนรก ไม่ใช่สามพี่น้องที่ถูกทอดทิ้ง แต่เป็นพวกมันต่างหากที่รนหาที่ตาย

หลินอี้เดินกลับมาที่เตียง ดึงผ้าห่มเก่าขาดมาห่มให้น้องชายและน้องสาวอย่างเบามือ ความอบอุ่นจากน้ำพุวิเศษทำให้ทั้งสองคนหลับสนิท ไม่ต้องนอนตัวสั่นทรมานอีกต่อไป เธอนั่งลงข้างๆ วางมือทาบลงบนหน้าอกของตัวเอง สัมผัสจังหวะการเต้นของหัวใจที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอ

การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในยุคสงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และครั้งนี้ เธอจะเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมดด้วยสองมือของเธอเอง แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างปราการที่ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาเหยียบย่ำอีกต่อไป