ตอนที่ 8 หมาป่าแห่งเหมันต์
ลมหนาวบนภูเขาพัดกรรโชกแรงกว่าบริเวณหมู่บ้านหลายเท่า เกล็ดหิมะที่ปลิวมาปะทะใบหน้าให้ความรู้สึกราวกับถูกใบมีดน้ำแข็งกรีดกราย หลินอี้กระชับเสื้อนวมตัวเก่าให้แน่นขึ้น สองเท้าย่ำฝ่าหิมะที่หนาระดับหน้าแข้งมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตป่าทึบของภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน
บริเวณตีนเขาและป่ารอบนอกถูกชาวบ้านถางจนเตียนโล่ง ต้นไม้หลายต้นถูกลอกเปลือกออกไปต้มกินจนเหลือแต่แก่นยืนต้นตายซาก สัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยไม่เหลือแม้แต่เงา หากต้องการฟืนไม้แห้งและอาหาร เธอต้องเสี่ยงเดินเข้าไปในเขตป่าลึกที่ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าเฉียดกราย เพราะนอกจากความหนาวเย็นที่อาจพรากชีวิตได้ทุกเมื่อแล้ว ในนั้นยังมีสัตว์ร้ายที่หิวโซซ่อนตัวอยู่
หลินอี้เดินลึกเข้ามาได้ราวหนึ่งชั่วยาม เธอเลือกพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่หนาแน่น อาศัยทักษะการเคลื่อนไหวที่ติดตัวมาจากวันสิ้นโลก ปีนป่ายขึ้นไปบนกิ่งไม้สูงอย่างคล่องแคล่วเพื่อหักกิ่งไม้แห้งตกลงมา ร่างกายของเธอเบาหวิว พละกำลังและจังหวะการหายใจประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ น้ำพุวิเศษกำลังปรับแต่งโครงสร้างกล้ามเนื้อของร่างนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นาน กิ่งไม้แห้งท่อนโตก็กองพะเนินอยู่บนพื้นหิมะ หลินอี้กระโดดลงมายืนบนพื้นดินอย่างแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง เธอเลือกฟืนขนาดพอเหมาะมัดรวมกันเพื่อจะสะพายหลังกลับไปตบตาชาวบ้าน ส่วนฟืนท่อนใหญ่ที่เหลือทั้งหมด เธอส่งกระแสจิตดึงพวกมันเข้าไปเก็บไว้ในช่องเก็บของในระบบฟาร์มอย่างรวดเร็ว เท่านี้ก็มีฟืนพอใช้ไปตลอดฤดูหนาวโดยไม่ต้องกลัวว่าจะหนาวตาย
ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ สัญชาตญาณระวังภัยที่ถูกหล่อหลอมมาจากนรกของวันสิ้นโลกก็ร้องเตือน ขนอ่อนหลังคอของเธอตั้งชัน หลินอี้หยุดชะงักฝีเท้า ลมหายใจแผ่วเบาลงจนแทบกลืนไปกับเสียงลม เธอค่อยๆ หรี่ตามองลอดผ่านดงพุ่มไม้ที่ถูกหิมะปกคลุมเบื้องหน้า
รอยเท้าสัตว์รูปดอกบัวปรากฏอยู่บนพื้นหิมะ ขนาดของมันใหญ่กว่าสุนัขทั่วไปมาก และรอยเท้านั้นยังใหม่สด
เสียงย่ำหิมะดังกรอบแกรบแว่วมาตามสายลม พร้อมกับเสียงขู่ในลำคอที่ต่ำลึกและดุดัน จากหลังโขดหินใหญ่ห่างออกไปสิบก้าว หมาป่าสีเทาตัวใหญ่ผอมโซสองตัวค่อยๆ ย่างสามขุมออกมา ดวงตาสีเหลืองอำพันของพวกมันจ้องเขม็งมาที่หลินอี้ราวกับเห็นมื้ออาหารอันโอชะ น้ำลายเหนียวหนืดหยดลงบนพื้นหิมะ
ความอดอยากบีบบังคับให้สัตว์ป่าทิ้งสัญชาตญาณความกลัวมนุษย์ และพร้อมจะขย้ำทุกชีวิตที่ขวางหน้า
หากเป็นเด็กสาววัยสิบห้าปีคนอื่น คงตกใจจนเข่าอ่อนและกลายเป็นอาหารว่างของพวกมันไปแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยประจันหน้ากับฝูงซอมบี้กลายพันธุ์นับร้อยตัว การรับมือกับหมาป่าหิวโซแค่สองตัวนี้ไม่ได้ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเธอเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
หลินอี้ค่อยๆ วางมัดฟืนลงบนพื้นอย่างเชื่องช้า มือขวาล้วงเข้าไปในรองเท้าฟาง ดึงมีดทำครัวเล่มเก่าที่เพิ่งฝนจนคมกริบออกมาถือไว้แน่น ส่วนมือซ้ายจับไม้ไผ่ปลายแหลมที่เหลาเตรียมไว้ตั้งแต่ที่บ้าน
หมาป่าตัวแรกหมดความอดทน มันย่อตัวลงต่ำแล้วดีดร่างพุ่งทะยานเข้าใส่หลินอี้ด้วยความเร็ว กรามที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมอ้ากว้างหมายจะขย้ำลำคอของเหยื่อ
หลินอี้ไม่ถอยหนี เธอเบี่ยงตัวหลบจังหวะเขี้ยวของมันเพียงเสี้ยววินาที อาศัยแรงพุ่งของตัวมันเอง เสียบไม้ไผ่ปลายแหลมในมือซ้ายสวนเข้าที่ใต้คางของหมาป่าทะลุขึ้นไปถึงสมอง
ฉึก
เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมหิมะสีขาว ร่างของหมาป่าตัวนั้นกระตุกเกร็งกลางอากาศก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น สิ้นลมหายใจในพริบตาโดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง
หมาป่าตัวที่สองเห็นเพื่อนตายก็ชะงักไปชั่วครู่ มันเปลี่ยนท่าทีจากผู้ล่าเป็นความหวาดระแวง แต่ความหิวที่กัดกินกระเพาะทำให้มันตัดสินใจพุ่งเข้าใส่หลินอี้จากทางด้านข้าง
ครั้งนี้หลินอี้ทิ้งไม้ไผ่ที่เสียบคาคาซากหมาป่าตัวแรก เธอย่อตัวลงต่ำเพื่อหลบกรงเล็บที่ตะปบลงมา แล้วใช้มีดทำครัวในมือขวาตวัดกรีดเข้าที่เส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอของมันอย่างแม่นยำและรวดเร็ว รอยแผลลึกเฉียบขาดไร้ความปรานี
หมาป่าตัวที่สองล้มกลิ้งไปกับพื้น เลือดพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ มันดิ้นทุรนทุรายอยู่เพียงครู่เดียวก็สิ้นใจตายตามเพื่อนของมันไป
หลินอี้ยืนมองซากหมาป่าทั้งสองตัว นัยน์ตาสีหมึกเย็นเยียบไร้ระลอกคลื่น เธอเช็ดคราบเลือดบนใบมีดกับขนของพวกมัน โชคดีที่เสื้อผ้าของเธอหนาและสีเข้ม จึงมองไม่เห็นรอยเลือดที่กระเซ็นมาโดน
“เนื้อหมาป่าถึงจะเหนียวและเหม็นสาบไปหน่อย แต่ก็เป็นโปรตีนชั้นดี” หลินอี้พึมพำกับตัวเอง เธอรีบเก็บซากหมาป่าทั้งสองตัวเข้าไปในมิติฟาร์มทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นคาวเลือดดึงดูดสัตว์ร้ายตัวอื่นมาเพิ่ม
ระหว่างที่กำลังจะก้มลงโกยหิมะมากลบรอยเลือด สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังโขดหินที่หมาป่าเดินออกมา มันเป็นโพรงถ้ำขนาดเล็กที่ถูกรากไม้และหิมะปิดบังไว้บางส่วน
ด้วยความสงสัย หลินอี้จึงเดินเข้าไปสำรวจ ภายในโพรงนั้นมืดสลัวและมีกลิ่นเหม็นสาบของสัตว์เดรัจฉาน แต่ลึกเข้าไปด้านในสุด เธอสังเกตเห็นโครงกระดูกมนุษย์นั่งพิงผนังถ้ำอยู่ เสื้อผ้าที่สวมใส่แม้จะเปื่อยยุ่ยแต่ก็พอดูออกว่าเป็นผ้าไหมเนื้อดี บ่งบอกว่าคนผู้นี้ไม่น่าจะใช่ชาวบ้านธรรมดา อาจเป็นพ่อค้าหรือเศรษฐีที่หลบหนีภัยสงครามมาซ่อนตัวในถ้ำนี้ แล้วทนพิษบาดแผลหรือความหนาวไม่ไหวจนขาดใจตาย
หลินอี้ไม่มีความกลัวต่อซากศพ เธอเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ข้างโครงกระดูกนั้นมีหีบไม้ใบเล็กสลักลวดลายโบราณตกอยู่ เธอกะเทาะกุญแจที่เป็นสนิมออก เปิดฝาหีบดู ภายในมีเหรียญเงินหยวนต้าโถวหลายสิบเหรียญ สร้อยไข่มุกที่หม่นหมองตามกาลเวลา และป้ายหยกสีเลือดนกชิ้นหนึ่งที่สลักลวดลายกิเลน
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับป้ายหยกสีเลือดนก ระบบฟาร์มในหัวของเธอก็ตอบสนองอย่างรุนแรง
‘ตรวจพบวัตถุโบราณที่มีพลังแห่งยุคสมัยตกค้างมหาศาล ต้องการดูดซับเพื่อแปลงเป็นค่าพลังงานหรือไม่’
“ตกลง”
วูบ!
ป้ายหยกสีเลือดนกสลายกลายเป็นละอองแสงสีแดงเข้มพุ่งเข้าสู่ระบบ ตัวเลขบนตาชั่งมุมขวาบนหมุนติ้วอย่างบ้าคลั่ง ทะลุจากยอดเดิมไปหยุดอยู่ที่ตัวเลข 1,200 แต้ม
หลินอี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ป้ายหยกชิ้นเดียวให้ค่าพลังงานมากกว่าของในตลาดมืดหลายเท่าตัว แสดงว่าของชิ้นนี้ต้องเป็นของเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปี หรือไม่ก็เป็นของตกทอดจากเชื้อพระวงศ์ในยุคก่อน
มีแต้มพลังงานมากขนาดนี้ เธอไม่จำเป็นต้องตระหนี่อีกต่อไป หลินอี้เปิดหน้าต่างระบบและเลื่อนไปยังหมวด ‘เครื่องมือและอาวุธ’ ที่เพิ่งปลดล็อกได้จากระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ไอคอน ‘หน้าไม้เหล็กกล้าสำหรับล่าสัตว์’ มันเป็นหน้าไม้ประกอบสำเร็จที่ทำจากเหล็กน้ำหนักเบาแต่ทนทาน ขึงด้วยสายเอ็นเหนียวพิเศษ มาพร้อมกับลูกดอกหัวเหล็กเจาะเกราะยี่สิบดอก ราคาของมันคือ 300 แต้ม เธอแตะปลดล็อกและซื้อมันทันที
หน้าไม้เหล็กสีดำสนิทปรากฏขึ้นในช่องเก็บของ หลินอี้หยิบมันออกมาทดสอบน้ำหนัก มันกระชับมือและสมดุลเยี่ยมยอด ในยุคที่ปืนไฟหาซื้อยากและมีเสียงดังเกินไปเวลาใช้งาน หน้าไม้คืออาวุธลอบสังหารที่ทรงประสิทธิภาพและเงียบเชียบที่สุด เธอจะใช้มันจัดการใครก็ตามที่กล้าบุกรุกเข้ามากระตุกหนวดเสือ
นอกจากหน้าไม้แล้ว เธอยังใช้แต้มอีก 100 แต้ม แลกซื้อลวดหนามเหล็ก ม้วนตะปู และค้อนขนาดพอเหมาะ เพื่อนำไปใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กระท่อมดินโคลนของเธอ
เมื่อจัดการเก็บเหรียญเงินและสร้อยไข่มุกที่เหลือลงในมิติเรียบร้อย หลินอี้ก็เดินออกจากโพรงถ้ำ สะพายมัดฟืนขึ้นหลัง แล้วมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านด้วยความรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าทอแสงสีส้มอมเทาอันหนาวเหน็บ ลมพายุเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณว่าคืนนี้อุณหภูมิจะลดต่ำลงกว่าเดิม
เมื่อมาถึงลานหน้ากระท่อม หลินอี้สังเกตเห็นรอยเท้าแปลกปลอมสองสามรอยด้อมๆ มองๆ อยู่รอบรั้วบ้านที่ผุพัง แต่เมื่อเห็นว่าประตูยังปิดสนิทและไม่มีร่องรอยการงัดแงะ เธอจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก เคาะประตูเป็นจังหวะสั้นๆ สองครั้ง ตามด้วยยาวหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตกลงกันไว้
“นั่นใคร” เสียงเล็กๆ ของมู่หยางดังลอดออกมาจากด้านใน น้ำเสียงแฝงความหวาดระแวง
“พี่เอง มู่หยาง เปิดประตูให้พี่หน่อย”
เสียงปลดกลอนประตูดังขึ้นอย่างรวดเร็ว บานประตูไม้แง้มออกพอให้หลินอี้แทรกตัวเข้าไปได้ ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู มู่หยางก็รีบปิดประตูและลงกลอนกลับตามเดิมอย่างแน่นหนา
“พี่กลับมาแล้ว ซินซิน พี่ใหญ่กลับมาแล้ว” เด็กชายหันไปร้องบอกน้องสาวที่นั่งเล่นอยู่บนเตียงเตา
ซินซินกระโดดลงจากเตียง วิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาหลินอี้ “พี่ใหญ่ ซินซินคิดถึง”
หลินอี้วางมัดฟืนลงบนพื้น ย่อตัวลงลูบหัวน้องทั้งสอง “พี่ก็คิดถึงมู่หยางกับซินซิน อยู่บ้านมีใครมาวุ่นวายไหม”
มู่หยางส่ายหน้า “ไม่มีใครมาเคาะประตูเลยพี่ แต่ตอนบ่ายๆ ฉันแอบมองลอดรูกระดาษเห็นพวกผู้ชายบ้านอื่นเดินวนเวียนอยู่แถวรั้วบ้านเรา พวกเขามองเข้ามาในบ้านอยู่นาน พอเห็นว่าไม่มีใครเคลื่อนไหวก็เดินจากไป ฉันกลัวแทบแย่ว่าพวกเขาจะพังประตูเข้ามา”
หลินอี้รับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกลับเย็นเยียบ ชาวบ้านเริ่มทนหิวไม่ไหวและกำลังมองหาเหยื่อที่อ่อนแอที่สุดเพื่อแย่งชิงเสบียง กระท่อมของเด็กกำพร้าสามคนคือเป้าหมายอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
“ไม่ต้องกลัวมู่หยาง คืนนี้พี่จะจัดการทำให้บ้านของเราแข็งแรงขึ้น ไม่มีใครพังเข้ามาได้ง่ายๆ แน่”
หลินอี้เดินไปหยิบลวดหนาม ม้วนตะปู และค้อนที่เพิ่งแลกมาจากระบบออกมาวางบนพื้น มู่หยางเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจที่เห็นเครื่องมือช่างชั้นดีพวกนี้ แต่เด็กชายก็ฉลาดพอที่จะไม่ถามว่าพี่สาวไปเอามาจากไหน
“พี่จะเอาลวดพวกนี้ขึงปิดรอยรั่วของหน้าต่างให้หมด และตอกตะปูเสริมความแน่นหนาของบานพับประตู มู่หยางมาช่วยพี่ถือตะปูหน่อย ส่วนซินซินนั่งรออยู่บนเตียงนะ อย่าเพิ่งลงมาเดิน เดี๋ยวตะปูจะตำเท้าเอา”
“ได้เลยพี่ ฉันจะช่วยเอง” มู่หยางกระตือรือร้น รีบเข้ามาหยิบม้วนตะปูไปถือไว้
หลินอี้ลงมือทำงานอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุด เธอใช้ค้อนตอกตะปูยึดแผ่นไม้ที่เคยหลุดลุ่ยให้เข้าที่ นำลวดหนามเหล็กไปขึงกากบาททับบานหน้าต่างทุกบานจากด้านใน ปิดท้ายด้วยการใช้ไม้กระดานแผ่นหนาที่เหลือจากการหักทำฟืน มาตอกยึดขวางประตูบานพับเพิ่มอีกชั้น
ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมกระท่อม เสียงลมพายุด้านนอกกรีดร้องราวกับเสียงโหยหวนของวิญญาณ แต่ภายในกระท่อมที่ได้รับการซ่อมแซมและเสริมเกราะป้องกันอย่างแน่นหนา กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นอย่างประหลาด
เมื่อการซ่อมแซมเสร็จสิ้น หลินอี้ก็จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ ที่มุมห้อง เธอเรียกหม้อดินเผาที่มีน้ำแกงเนื้อหมูที่เหลือจากตอนเช้าออกมาอุ่นให้ร้อน
“กินข้าวกันเถอะ พรุ่งนี้พี่จะสอนมู่หยางใช้หน้าไม้” หลินอี้เอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะตักน้ำแกงแบ่งให้น้องๆ
“หน้าไม้?” มู่หยางทวนคำด้วยความงุนงง
หลินอี้เดินไปหยิบหน้าไม้เหล็กกล้าที่ซ่อนไว้ใต้กองฟืนออกมาวางบนโต๊ะ แสงสลัวจากตะเกียงสะท้อนความเงางามและดุดันของอาวุธโลหะ มู่หยางมองหน้าไม้นั้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ
“ใช่ หน้าไม้” หลินอี้สบตาน้องชายด้วยแววตาจริงจัง “ในยุคนี้ การพึ่งพาคนอื่นคือหนทางสู่ความตาย พี่จะสอนให้มู่หยางรู้จักวิธีปกป้องตัวเองและซินซิน หากวันใดที่พี่ไม่อยู่ มู่หยางจะต้องเป็นคนถือหน้าไม้กระบอกนี้ และยิงทะลุหัวใครก็ตามที่กล้าพังประตูบ้านเราเข้ามา เข้าใจที่พี่พูดไหม”
เด็กชายวัยสิบขวบมองหน้าไม้สลับกับใบหน้าของพี่สาว ความหวาดกลัวในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว เขากัดริมฝีปากแน่นแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ฉันเข้าใจแล้วพี่ ฉันจะเรียนรู้วิธีใช้มัน ฉันจะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราได้อีก”
หลินอี้ยิ้มบางๆ ด้วยความภาคภูมิใจ เมล็ดพันธุ์แห่งความแข็งแกร่งได้ถูกหว่านลงในใจของน้องชายแล้ว คืนนี้พวกเธอจะหลับฝันดี ท่ามกลางปราการที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสองมือของเธอเอง และหากพรุ่งนี้มีหมาป่าหิวโซในคราบมนุษย์ตัวใดกล้ามาเยือน พวกมันก็จะได้ลิ้มรสความตายจากคมลูกดอกของเธออย่างสาสม