บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 10 ฤดูหนาวมรณะและปราการดินโคลน

พายุหิมะที่โหมกระหน่ำติดต่อกันสามวันสามคืนสงบลงในที่สุด แต่สิ่งที่ตามมากลับน่ากลัวยิ่งกว่า ท้องฟ้าเบื้องบนกลายเป็นสีเทาตะกั่ว กดทับลงมาจนรู้สึกอึดอัด อุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนแผ่นดินแข็งกระด้างราวกับเหล็กกล้า น้ำในตุ่มที่ตั้งอยู่นอกบ้านจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาจนใช้ขวานจามยังแทบไม่แตก นี่คือจุดเริ่มต้นของฤดูหนาวมรณะอย่างแท้จริง

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหมู่บ้านสือโถว ไม่มีเสียงไก่ขัน ไม่มีเสียงสุนัขเห่าหอน และไม่มีควันไฟลอยขึ้นจากปล่องไฟของชาวบ้าน มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดบาดผิวหนัง กวาดต้อนเอาความตายให้คืบคลานเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของกระท่อมที่ไร้ฟืนไฟ

แต่ภายในกระท่อมดินโคลนท้ายหมู่บ้านของตระกูลหลิน บรรยากาศกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

หลินอี้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เธอจัดการเติมฟืนท่อนใหญ่ลงในเตาดิน เปลวไฟสีส้มสว่างไสวแผ่ความร้อนระอุไปทั่วห้อง ขับไล่ไอเย็นที่พยายามแทรกซึมเข้ามาทางรอยแตกของผนัง ร่างกายของเธอเริ่มปรับสภาพได้ดีเยี่ยมแล้ว น้ำพุวิเศษที่ดื่มเข้าไปทุกวันช่วยฟื้นฟูมวลกล้ามเนื้อและพละกำลังจนกลับมาใกล้เคียงกับช่วงที่เธอเคยบุกตะลุยในวันสิ้นโลก

เด็กสาวหลับตาลง ดึงจิตสำนึกเข้าสู่มิติฟาร์ม

พื้นที่เกษตรกรรมในมิติยังคงเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์ ข้าวสาลีและมันเทศถูกเก็บเกี่ยวและแปรรูปไปเก็บไว้ในช่องเก็บของอย่างเป็นระเบียบ แต่สิ่งที่ทำให้มุมปากของหลินอี้ยกขึ้นเล็กน้อยคือเสียงร้องกะต๊ากๆ จากโรงเรือนปศุสัตว์

ลูกเจี๊ยบขนฟูห้าตัวบัดนี้เติบโตกลายเป็นแม่ไก่อวบอ้วน พวกมันเดินคุ้ยเขี่ยหาอาหารอยู่บนพื้นโรงเรือน และในรังฟางมุมคอกก็มีไข่ไก่เปลือกสีน้ำตาลอ่อนฟองโตวางเรียงรายอยู่ห้าฟอง

หลินอี้สั่งการเก็บไข่ไก่ทั้งหมดเข้าช่องเก็บของ การมีแหล่งโปรตีนชั้นยอดเพิ่มขึ้นมาในยุคที่ผู้คนอดอยากจนต้องกินดินขาว ถือเป็นพรจากสวรรค์โดยแท้

เธอลืมตาขึ้นมาในโลกความเป็นจริง จัดการนำไข่ไก่สามฟองและแป้งข้าวสาลีออกมาจากระบบ เช้านี้เธอตั้งใจจะทำแผ่นแป้งย่างกระทะร้อนกินคู่กับซุปไข่น้ำใส เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายของน้องทั้งสองคน

หลินอี้ตอกไข่ลงในชามดินเผา ตีจนไข่แดงและไข่ขาวเข้ากันเป็นสีเหลืองนวล เติมเกลือเม็ดลงไปเล็กน้อย ตั้งกระทะใส่น้ำพุวิเศษจนเดือดพล่าน แล้วค่อยๆ เทไข่ลงไปคนให้กระจายเป็นเส้นสายสวยงาม กลิ่นหอมของไข่ต้มสุกสอดประสานกับกลิ่นแป้งย่างเกรียมๆ ที่ขอบกระทะ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง

มู่หยางและซินซินตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นหอมนี้ เด็กทั้งสองลุกจากเตียงเตา เดินเข้ามานั่งยองๆ อยู่ข้างเตาไฟอย่างรู้หน้าที่ ซินซินมองชามซุปไข่สีเหลืองทองตาไม่กะพริบ ลอบกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก

“ร้อนนะ ค่อยๆ เป่าก่อนกิน” หลินอี้ส่งชามซุปไข่และแผ่นแป้งย่างให้น้องชายและน้องสาว

มู่หยางรับชามมาถือไว้ ไอความร้อนที่ลอยมาปะทะใบหน้าทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ เด็กชายฉีกแผ่นแป้งจุ่มลงในซุปไข่แล้วส่งเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมและความนุ่มละมุนของไข่ทำให้เขากินอย่างเอร็ดอร่อย ซินซินเองก็ใช้ช้อนไม้ตักซุปเข้าปากจนแก้มยุ้ยๆ เลอะเทอะไปด้วยคราบน้ำซุป

หลินอี้มองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนโยน ภายในเวลาไม่กี่วัน น้ำพุวิเศษและอาหารที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ร่างกายของน้องทั้งสองคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด แก้มที่เคยตอบซูบของซินซินเริ่มมีเนื้อหนังและมีสีเลือดฝาด ส่วนมู่หยางก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ไม่ผอมแห้งจนเห็นซี่โครงเหมือนเมื่อก่อน

“มู่หยาง กินเสร็จแล้วมาช่วยพี่ทำงานหน่อย” หลินอี้เอ่ยขึ้นขณะตักซุปไข่เข้าปาก

“งานอะไรหรือพี่ จะให้ฉันไปผ่าฟืนเพิ่มไหม” มู่หยางเงยหน้าขึ้นถาม แววตากระตือรือร้น

“ไม่ต้องผ่าฟืน วันนี้เราจะอุดรอยรั่วของบ้านให้หมด” หลินอี้วางชามลง เดินไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ที่ใส่ดินเหนียวผสมฟางแห้งซึ่งเธอเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนออกมา

สภาพกระท่อมดินโคลนหลังนี้เก่าทรุดโทรมเกินไป แม้เธอจะใช้ลวดหนามและแผ่นไม้ตอกเสริมความแข็งแกร่งให้ประตูหน้าต่างแล้ว แต่ผนังดินหลายจุดยังมีรอยแตกร้าว หากลมพายุพัดแรงกว่านี้ ความหนาวเย็นจะซึมเข้ามาได้ และที่สำคัญ หากมีใครคิดจะเผาบ้านหรือทุบผนังเข้ามา พวกเธอจะตกอยู่ในอันตราย

“พี่จะปีนขึ้นไปอุดรอยรั่วบนหลังคา มู่หยางคอยส่งดินเหนียวให้พี่ ส่วนซินซินก็นั่งผิงไฟอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเดินมาใกล้ เดี๋ยวจะเปื้อน” หลินอี้สั่งการอย่างเป็นระบบ

“ฉันช่วยพี่ปั้นดินด้วยได้ไหม” มู่หยางรีบวางชามซุปที่กินหมดเกลี้ยง วิ่งมานั่งยองๆ หน้าตะกร้าดินเหนียว

“ได้ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเท่ากำปั้นนะ จะได้ส่งให้พี่ง่ายๆ”

สองพี่น้องช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น หลินอี้อาศัยความคล่องแคล่วปีนขึ้นไปบนโครงหลังคาที่เตี้ยและแคบ ใช้ก้อนดินเหนียวผสมฟางแห้งอุดตามรอยแยกระหว่างแผ่นกระเบื้องดินเผาที่แตกหัก ดินเหนียวที่ผสมกับน้ำพุวิเศษมีความเหนียวหนึบเป็นพิเศษ เมื่อมันแห้งสนิท มันจะแข็งแกร่งทนทานยิ่งกว่าปูนซีเมนต์ในยุคนี้เสียอีก

หลังจากจัดการหลังคาเสร็จ หลินอี้ก็ลงมาอุดรอยร้าวตามผนังด้านในกระท่อมทุกตารางนิ้ว เธอทำงานเงียบเชียบและรวดเร็ว ไม่ยอมปล่อยให้มีแสงสว่างหรือลมหนาวลอดเข้ามาได้แม้แต่นิดเดียว เมื่อมองจากด้านนอก กระท่อมหลังนี้อาจจะดูน่าเกลียดน่ากลัว เต็มไปด้วยแผ่นไม้ตอกปุปะและรอยปะดินโคลนด่างๆ ดวงๆ เหมือนบ้านร้างที่รอวันพังทลาย แต่ภายในกลับเป็นปราการหลบภัยที่อบอุ่นและแข็งแกร่งที่สุดในหมู่บ้านสือโถว

ตะวันคล้อยต่ำลงอย่างรวดเร็ว ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมพร้อมกับอุณหภูมิที่ดิ่งลงจนถึงขีดสุด

หลินอี้จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ แสงสลัวส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบดินโคลนของเธอและมู่หยาง ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะแห่งความโล่งใจที่ภารกิจเสริมเกราะป้องกันเสร็จสิ้นลงด้วยดี

แต่ความผ่อนคลายนั้นอยู่ได้ไม่นาน

แว่วเสียงหอนของลมหนาวเบื้องนอก กลับมีเสียงร้องโหยหวนของมนุษย์แทรกเข้ามา มันเป็นเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเจ็บปวด ดังมาจากทิศทางใจกลางหมู่บ้าน

มู่หยางชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป เด็กชายหันขวับไปมองที่บานประตู ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ซินซินที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาฟางอยู่บนเตียงก็หยุดชะงัก คลานเข้ามากอดเอวพี่ชายแน่นด้วยความหวาดกลัว

“พี่ใหญ่ เสียงใครร้องไห้” มู่หยางกระซิบถาม เสียงของเขาสั่นเครือ

หลินอี้ลุกขึ้นยืน เดินไปแนบหูกับบานประตูไม้ที่หนาทึบ ฟังเสียงสะอื้นที่ลอยมาตามลม เธอมองทะลุความมืดออกไป แม้จะมองไม่เห็นเหตุการณ์ แต่สัญชาตญาณของผู้ที่คุ้นเคยกับความตายบอกเธอได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“มีคนตาย” หลินอี้ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความประหลาดใจหรือตื่นตระหนก “เสียงมาจากบ้านป้าหลี่ท้ายซอย ลูกชายคนเล็กของนางที่ป่วยมาหลายวัน คงทนความหนาวและความหิวไม่ไหว แข็งตายไปแล้ว”

คำตอบที่ตรงไปตรงมาและเย็นชาทำเอามู่หยางหน้าซีดเผือด ในวัยเพียงสิบขวบ ความตายยังคงเป็นเรื่องน่ากลัวและสยดสยองเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน

“เขาตายเพราะความหนาวหรือพี่” เด็กชายถามย้ำ ราวกับไม่อยากเชื่อ

หลินอี้หันกลับมามองหน้าน้องชาย นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายเด็ดเดี่ยว เธอตัดสินใจใช้โอกาสนี้สอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการเอาชีวิตรอดให้เขา

“ใช่ เขาตายเพราะความหนาว และตายเพราะความอ่อนแอ” หลินอี้เดินกลับมานั่งลงตรงหน้ามู่หยาง จับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กชายไว้แน่น “มู่หยางฟังพี่ให้ดี ยุคนี้ไม่ใช่ยุคสงบสุขที่จะมีความเมตตาปรานี ฤดูหนาวปีนี้เพิ่งจะเริ่มต้น และนี่ไม่ใช่ศพแรก คนในหมู่บ้านจะเริ่มล้มตายกันมากขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่จะไม่มีข้าวให้ลูกกิน คนแก่จะถูกปล่อยให้หนาวตาย และคนที่แข็งแรงกว่าจะเริ่มรวมหัวกันแย่งชิงอาหารจากคนที่อ่อนแอ”

มู่หยางกลืนน้ำลายฝืดคอ ภาพความโหดร้ายที่พี่สาววาดให้ฟังมันช่างน่าสะพรึงกลัว แต่เขาก็รู้ว่ามันคือความจริง

“ถ้าเราไม่มีดินโคลนพวกนี้อุดบ้าน ถ้าเราไม่มีไฟผิง ถ้าเราไม่มีอาหารกิน คนที่นอนตัวแข็งกลายเป็นศพอยู่กลางหิมะในคืนนี้ ก็คือพวกเราสามคนพี่น้อง” หลินอี้เน้นทีละคำ น้ำเสียงกดต่ำและหนักแน่น “โลกนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับคนอ่อนแอ มู่หยาง ความสงสารไม่ช่วยให้ท้องอิ่ม น้ำตาไม่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ถ้าอยากมีชีวิตรอด เราต้องแข็งแกร่งกว่าพวกมัน ต้องโหดเหี้ยมกว่าความหนาวเย็นข้างนอกนั่น เข้าใจไหม”

เด็กชายวัยสิบขวบมองสบตาพี่สาว ความหวาดกลัวที่เคยมีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว เขานึกถึงชามซุปไข่อุ่นๆ นึกถึงแผ่นแป้งย่าง และนึกถึงหน้าไม้เหล็กกล้าที่ซ่อนอยู่ใต้กองฟืน

“ฉันเข้าใจแล้วพี่” มู่หยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น มือเล็กๆ กำหมัดแน่น “ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งของกินของเรา ฉันจะไม่ยอมให้ซินซินต้องร้องไห้เพราะความหนาว ใครที่กล้าพังประตูเข้ามา ฉันจะใช้หน้าไม้ยิงมันเอง”

หลินอี้ยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ เธอเอื้อมมือไปลูบศีรษะน้องชายและน้องสาวอย่างทะนุถนอม “เก่งมาก คืนนี้มู่หยางพาน้องเข้านอนก่อนเลย พี่จะอยู่เฝ้ายามให้เอง”

เมื่อเด็กทั้งสองหลับสนิทไปบนเตียงเตาที่อบอุ่น หลินอี้ก็ลุกขึ้นเดินไปที่มุมห้อง เธอเลื่อนก้อนอิฐที่อุดอยู่ตรงรอยแตกเล็กๆ ระดับสายตาออก มันคือช่องมองที่เธอจงใจทำไว้เพื่อสังเกตการณ์ภายนอก

หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง ลมพายุหอบเอาเกล็ดน้ำแข็งหมุนวนไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางความมืดมิดของหมู่บ้านสือโถว มีเพียงบ้านอิฐมุงกระเบื้องของผู้ใหญ่บ้านสวีเท่านั้นที่มีแสงไฟและควันลอยออกจากปล่อง ส่วนกระท่อมหลังอื่นๆ จมดิ่งอยู่ในความมืดมิดและความตาย

หลินอี้กวาดสายตามองฝ่าความมืด สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเธอกำลังส่งเสียงเตือน ความอดอยากและความตายที่กำลังกัดกินหมู่บ้านแห่งนี้ เป็นเหมือนถังดินปืนที่รอคอยประกายไฟ เมื่อความหิวบีบคั้นจนถึงขีดสุด สัญชาตญาณดิบของมนุษย์จะปะทุขึ้น

พวกชาวบ้านที่ยังพอมีแรงจะต้องเริ่มออกปล้นสะดม และเป้าหมายแรกที่พวกมันจะพุ่งเป้ามา ก็คือบ้านของเด็กกำพร้าสามคนที่พวกมันคิดว่าไร้ทางสู้และอาจจะซุกซ่อนเสบียงก้นถุงเอาไว้

หลินอี้ผละจากช่องมองภาพ เดินไปดึงหน้าไม้เหล็กกล้าออกมาจากใต้กองฟืน เธอใช้ผ้าเศษเช็ดทำความสะอาดรางปืนและสายเอ็นอย่างทะนุถนอม จัดการทาจาระบีที่กลไกไกปืนให้ลื่นไหลไร้เสียงสะดุด จากนั้นก็นำลูกดอกหัวเหล็กสิบดอกออกมาเรียงไว้บนโต๊ะข้างตัว หยิบมีดทำครัวเล่มคมมาเสียบไว้ที่รองเท้าฟาง

เธอจัดเตรียมพื้นที่หน้าประตูบ้าน นำเส้นเอ็นเส้นเล็กที่แลกมาจากระบบขึงตึงระดับข้อเท้าโยงกับกระดิ่งไม้ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองอย่างง่ายๆ หากมีใครบุกเข้ามาและสะดุดเส้นเอ็นนี้ กระดิ่งจะดังเตือน และนั่นจะเป็นวินาทีสุดท้ายในชีวิตของพวกมัน

หลินอี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ หันหน้าเข้าหาบานประตูที่ถูกตอกปิดตาย หน้าไม้เหล็กกล้าวางพาดอยู่บนตัก นิ้วชี้แตะอยู่ที่ไกปืน นัยน์ตาสีหมึกเบิกโพลงท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงที่หรี่ลงจนแทบดับ

ภายนอกกระท่อม เสียงร่ำไห้ของคนตายยังคงล่องลอยมาตามสายลม ผสมผสานกับเสียงหมาป่าที่หอนรับกันในป่าลึก

คืนนี้อาจจะยังเงียบสงบ แต่หลินอี้รู้ดีว่า พายุลูกใหญ่ที่แท้จริงกำลังจะมาถึง และเมื่อเวลานั้นมาถึง เธอพร้อมจะเปลี่ยนกระท่อมหลังนี้ให้กลายเป็นสุสานของคนโลภทุกคนที่กล้าเหยียบย่างเข้ามา
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel