ตอนที่ 7 กลิ่นเนื้อหอมยั่วใจ
เสียงน้ำเดือดปุดๆ ในหม้อดินเผาดังแข่งกับเสียงลมหวีดหวิวเบื้องนอก กลิ่นหอมหวานของมันเทศที่ต้มจนเนื้อเละเนียน ละลายรวมกับความมันวาวของไขมันหมูสามชั้นที่ถูกเคี่ยวจนงวด กลิ่นเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานลอยอวลไปทั่วกระท่อมแคบๆ มันเป็นกลิ่นที่ยั่วหยอกกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าให้ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
มู่หยางกับซินซินนั่งกอดเข่าอยู่หน้าเตาไฟ ดวงตากลมโตสองคู่จ้องเขม็งไปที่หม้อดินเผาตาไม่กะพริบ เด็กทั้งสองกลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่า แม้ท้องจะร้องโครกครากประท้วง แต่ก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเร่งเร้า
หลินอี้ใช้ตะเกียบไม้ไผ่ที่เหลาเองคนน้ำแกงในหม้อ กลิ่นหอมของเกลือเม็ดหยาบที่ใส่ลงไปปรุงรสผสานกับความหวานของมันเทศทำให้รสชาติของน้ำแกงหมูหม้อนี้กลมกล่อมลงตัว เธอคีบชิ้นหมูสามชั้นที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยขึ้นมาเป่าลมเบาๆ แล้วคีบใส่ชามดินเผาบิ่นๆ สองใบ ส่งให้น้องชายและน้องสาว
“กินซะ ระวังลวกปากล่ะ” หลินอี้ส่งยิ้มบางๆ
มู่หยางรับชามมาด้วยมือที่สั่นเทา เขามองชิ้นเนื้อสีน้ำตาลอ่อนที่แทบจะละลายในน้ำแกงแล้วช้อนตามองพี่สาว “พี่ใหญ่... พี่ไม่กินเนื้อหรือ พี่ตักให้ฉันกับซินซินหมดเลย”
“พี่กินตอนทำไปแล้ว มู่หยางกับซินซินกินเถอะ ร่างกายกำลังโตต้องกินของดีๆ จะได้มีแรง” หลินอี้ตอบพลางตักน้ำแกงมันเทศใส่ชามของตัวเอง แน่นอนว่าเธอแอบกินไปบ้างแล้ว แต่ในฐานะผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เธอทนหิวได้ดีกว่าเด็กวัยกำลังโตสองคนนี้ และน้ำพุวิเศษในระบบก็ช่วยฟื้นฟูพละกำลังของเธอได้มากโข
ซินซินทนความหอมไม่ไหว เด็กน้อยเป่าชิ้นหมูสามชั้นในชามจนแน่ใจว่าคลายร้อนแล้ว จึงอ้าปากกัดเข้าเต็มคำ ทันทีที่ไขมันหมูและเนื้อเปื่อยยุ่ยสัมผัสลิ้น รสชาติเค็มปะแล่มและหวานหอมก็ระเบิดออกในปาก น้ำตาหยดใสไหลแหมะลงมาอาบแก้มมอมแมม
“อร่อยจังเลย ซินซินชอบกินเนื้อ” เด็กหญิงตัวน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
มู่หยางเห็นน้องกินก็ก้มลงซดน้ำแกงบ้าง รสชาติของอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดในชีวิตของเด็กชายสิบขวบ เขากินไปน้ำตาซึมไป สาบานกับตัวเองในใจว่าโตขึ้นจะต้องหาเงินมาซื้อเนื้อให้พี่สาวกับน้องสาวกินทุกวันให้ได้
สามพี่น้องจัดการน้ำแกงและเนื้อมันเทศจนเกลี้ยงหม้อ ไม่เหลือแม้แต่น้ำหยดเดียว หลินอี้กวาดเศษกระดูกหมูชิ้นเล็กๆ ที่เหลือทิ้งลงในกองไฟ ปล่อยให้เปลวเพลิงเผาไหม้หลักฐานทุกอย่างจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
เมื่อท้องอิ่ม ความง่วงงุนก็เริ่มเข้าจู่โจม หลินอี้ไล่ให้น้องทั้งสองกลับไปนอนพักบนเตียงเตาที่เริ่มอุ่นกำลังดี ส่วนตัวเธอลุกขึ้นไปหยิบมีดทำครัวเล่มเก่าที่บิ่นจนแทบหั่นผักไม่เข้า มานั่งขัดสมาธิอยู่มุมห้อง นำหินทรายก้อนหนึ่งมาพรมน้ำแล้วเริ่มฝนคมมีด
เสียงดังครืด... ครืด... ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
แม้จะจัดการปัญหาตระกูลหลินสายหลักไปได้แล้ว แต่ในยุคข้าวยากหมากแพง อันตรายไม่ได้มาจากญาติพี่น้องเท่านั้น เมื่อความอดอยากบีบคั้นถึงขีดสุด ชาวบ้านธรรมดาก็สามารถกลายร่างเป็นโจรปล้นชิงได้ทุกเมื่อ กระท่อมหลังนี้ผุพังเกินไป ประตูหน้าต่างก็หลวมโพรก หากมีคนบุกเข้ามายามวิกาล แค่ลงแรงถีบทีเดียวประตูก็พังแล้ว
หลินอี้ฝนมีดจนคมกริบสะท้อนแสงไฟ เธอลุกขึ้นนำมีดไปบากไม้ไผ่ท่อนเก่าที่เก็บมาจากหลังบ้าน เหลาปลายจนแหลมเฟี้ยวหลายสิบท่อน นำไปขัดซุกซ่อนไว้ตามร่องหน้าต่างและบานพับประตู จัดวางมุมองศาให้พอดี หากมีใครคิดจะพังประตูหรือปีนหน้าต่างเข้ามา ปลายไม้ไผ่แหลมคมเหล่านี้จะทิ่มแทงทะลุเนื้อคนบุกรุกทันที นี่คือกับดักง่ายๆ แต่ได้ผลชะงัดที่เธอเคยใช้ป้องกันพวกซอมบี้ที่ชอบปีนป่าย
หลังจากจัดการระบบรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นเสร็จ หลินอี้ก็หันไปหาเศษดินหม้อก้นเตาที่เย็นชืดแล้ว นำมาผสมน้ำเล็กน้อย เดินตรงไปที่เตียงเตา
มู่หยางยังไม่หลับ เขามองการกระทำของพี่สาวด้วยความสงสัย “พี่กำลังทำอะไร”
“มานี่มู่หยาง ซินซินด้วย ลุกขึ้นมาก่อน”
เด็กทั้งสองขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างว่าง่าย หลินอี้ใช้นิ้วป้ายดินหม้อสีดำคล้ำ ทาลงบนพวงแก้มที่เริ่มมีสีเลือดฝาดของซินซิน ลากผ่านหน้าผากและปลายคาง ทำให้ใบหน้าจิ้มลิ้มกลับมาดูมอมแมมและซูบซีดเหมือนเด็กขอทานตามเดิม จากนั้นก็หันไปจัดการกับใบหน้าของมู่หยางและตัวเธอเอง
“มู่หยางจำที่พี่เคยบอกได้ใช่ไหม” หลินอี้เอ่ยเสียงจริงจัง ขณะใช้เศษผ้าเก่าๆ พันคอให้น้องชาย “กลิ่นเนื้อเมื่อเช้าอาจจะเล็ดลอดออกไปข้างนอกบ้าง ถ้ามีใครมาถามหา หรือมาป้วนเปี้ยนแถวบ้าน พี่อยากให้มู่หยางกับซินซินทำหน้าเศร้าๆ เข้าไว้ ทำท่าเหมือนคนหิวจนไม่มีแรงเดิน อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเราเพิ่งกินอิ่ม”
“ฉันเข้าใจแล้วพี่” มู่หยางพยักหน้าแข็งขัน แววตาของเด็กชายฉายความเฉลียวฉลาด “ถ้าใครถาม ฉันจะบอกว่าเราต้มรากหญ้ากิน แล้วกลิ่นนั่นก็ลอยมาจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่บ้านเรา”
หลินอี้ยิ้มกว้างด้วยความพอใจ น้องชายของเธอหัวไวและรู้จักเอาตัวรอด การป้ายความผิดให้บ้านผู้ใหญ่บ้านที่รวยที่สุดในหมู่บ้านเป็นข้ออ้างที่แนบเนียนที่สุด
“เก่งมาก ส่วนซินซิน ถ้ามีคนแปลกหน้ามาคุยด้วย ไม่ต้องตอบอะไรทั้งนั้น แค่กอดแขนพี่หรือมู่หยางไว้แน่นๆ ทำท่าร้องไห้ก็พอ เข้าใจไหม”
ซินซินพยักหน้าหงึกๆ ทำปากเบะเตรียมจะร้องไห้ให้ดูเป็นตัวอย่าง จนหลินอี้ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วลูบหัวเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
กึก... แก๊ก...
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำลงบนหิมะที่จับตัวเป็นน้ำแข็งดังแว่วมาจากลานหน้ากระท่อม เสียงนั้นแผ่วเบาและระมัดระวัง ไม่เหมือนเสียงเดินทอดน่องตามปกติ แต่เหมือนคนกำลังย่องเบาเสียมากกว่า
หลินอี้หุบรอยยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง เธอยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้น้องๆ เงียบเสียง มู่หยางรีบดึงซินซินไปซ่อนด้านหลัง กอดน้องสาวไว้แน่นโดยไม่ส่งเสียงร้องแม้แต่แอะเดียว
เงาดำสายหนึ่งพาดผ่านรอยแตกของกระดาษหน้าต่างที่ปะด้วยฟาง ผู้มาเยือนไม่ได้ตรงไปที่ประตู แต่กลับเลือกที่จะมาด้อมๆ มองๆ อยู่ริมหน้าต่างแทน เสียงสูดจมูกฟุดฟิดดังลอดเข้ามา บ่งบอกว่าคนผู้นั้นกำลังพยายามดมกลิ่นบางอย่าง
หลินอี้จำเงาร่างอวบอ้วนและเสียงสูดน้ำมูกแบบนี้ได้ดี ป้าจ้าว หญิงม่ายบ้านถัดไปที่เป็นศูนย์รวมข่าวสารของหมู่บ้านสือโถว จมูกไวราวกับสุนัขล่าเนื้อและปากสว่างยิ่งกว่านกแก้ว
“แปลกจริง... เมื่อกี้ยังได้กลิ่นเนื้อลอยมาตุ่ยๆ ทำไมตอนนี้ถึงมีแต่กลิ่นเหม็นไหม้ของเปลือกไม้ล่ะ” เสียงพึมพำงึมงำของป้าจ้าวดังอยู่ชิดขอบบานหน้าต่าง
หลินอี้หยิบไม้ไผ่ปลายแหลมที่เพิ่งเหลาเสร็จเมื่อครู่กระชับไว้ในมือ เธอก้าวเท้าแผ่วเบาราวกับแมวป่า ตรงไปที่บานหน้าต่างไม้เก่าๆ บังคับลมหายใจให้เงียบกริบจนแทบไม่ได้ยิน
ป้าจ้าวข้างนอกยังไม่ละความพยายาม หล่อนพยายามใช้เล็บที่ดำสกปรกขูดรอยกระดาษฟางที่ขาดอยู่แล้วให้กว้างขึ้น เพื่อจะชะโงกหน้าเข้ามาดูว่าเด็กกำพร้าสามคนข้างในกำลังแอบต้มอะไรกินอยู่หรือเปล่า หากมีของกิน หล่อนจะได้ไปเรียกคนมาขโมย หรือไม่ก็เอาไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอแบ่งส่วนแบ่ง
ทันทีที่กระดาษฟางขาดเป็นรูขนาดเท่าดวงตา ป้าจ้าวก็แนบหน้าเข้าไปหมายจะส่องดู
ฉึก!
“ว้าย!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจสุดขีดดังลั่น ป้าจ้าวหงายหลังล้มก้นกระแทกพื้นหิมะอย่างแรง หัวใจหล่อนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อปลายไม้ไผ่เสี้ยนหนาที่แหลมเปี๊ยบพุ่งสวนทะลุรูหน้าต่างออกมา หยุดห่างจากลูกตาของหล่อนเพียงแค่หนึ่งนิ้วโป้ง หากหล่อนหลบไม่ทัน ปลายไม้นั่นคงเสียบทะลุเบ้าตาไปแล้ว
บานหน้าต่างผุๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้ามอมแมมและซูบซีดของหลินอี้ แต่ดวงตาสีดำสนิทที่มองลอดออกมากลับวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายในมุมมืด ไม่มีแววตาของเด็กสาวผู้อ่อนแอ มีเพียงจิตสังหารที่เย็นยะเยือกจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ป้าจ้าว” น้ำเสียงของหลินอี้เรียบเฉย ไร้ความรู้สึก “มาทำอะไรป้วนเปี้ยนแถวหน้าต่างบ้านคนอื่นแต่เช้า หรือว่าลมหนาวมันพัดจนป้าลืมทางเข้าประตูบ้านตัวเอง”
ป้าจ้าวหน้าซีดเผือด รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยขาสั่นๆ หล่อนมองปลายไม้ไผ่ในมือของเด็กสาวสลับกับใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของหลินอี้ ความกลัวเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอย ข่าวลือเรื่องที่นังเด็กนี่หักข้อมือป้าสะใภ้ใหญ่และเตะแม่เฒ่าจางกระเด็นเมื่อวาน หล่อนก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ไม่คิดว่านังเด็กอมโรคจะดูน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้
“เอ่อ... ปะ... ป้าแค่เดินผ่านมา พอดีได้กลิ่นเหมือนเนื้อต้ม เลยนึกว่าพวกแกมีของกิน” ป้าจ้าวพยายามฝืนยิ้มแห้งๆ แต่สายตายังคงหลุกหลิกมองเข้าไปในกระท่อม
“กลิ่นเนื้อ?” หลินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและน่าขนลุก “ป้าจ้าวคงหิวจนประสาทหลอนไปแล้วกระมัง บ้านที่แม้แต่ฟืนจะซุกหัวนอนยังไม่มี จะเอาเนื้อที่ไหนมาต้ม หรือป้าหมายถึงเนื้อของพวกฉันสามคนพี่น้องล่ะ ถ้าป้าอยากจะลองชิมเนื้อคนดูบ้าง ฉันจะเฉือนให้ป้าเอาไปต้มกินเอาไหม”
พูดจบ หลินอี้ก็จงใจยกไม้ไผ่ปลายแหลมขึ้นลูบไปมาด้วยท่าทีคุกคาม
ป้าจ้าวกลืนน้ำลายเอื๊อก สภาพกระท่อมที่มืดทึบ กลิ่นเหม็นอับ และสภาพเด็กทั้งสามคนที่หน้าตาดำปื้นไปด้วยขี้เถ้า ซูบผอมราวกับผีดิบ ทำให้หล่อนเชื่อสนิทใจว่าไม่มีทางที่เด็กพวกนี้จะมีเนื้อกิน กลิ่นที่ได้กลิ่นเมื่อครู่อาจจะลอยมาจากบ้านอื่น หรือไม่หล่อนก็คงหิวจนหน้ามืดไปเองจริงๆ
“มะ... ไม่ใช่หรอก ป้าคงจมูกฝาดไปเอง พวกแกอยู่กันไปเถอะ ป้าไม่กวนแล้ว” ป้าจ้าวรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน ก่อนจะหันหลังกลับและจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองกระท่อมสับปะรังเคหลังนั้นอีก
หลินอี้มองตามแผ่นหลังอวบอ้วนนั้นจนลับสายตา ก่อนจะดึงหน้าต่างปิดลงและลงกลอนอย่างแน่นหนา
เธอถอนหายใจเบาๆ การตบตาเพื่อนบ้านสำเร็จไปได้ด้วยดี แต่เธอรู้ว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เมื่อหิมะหยุดตกและฤดูหนาวเริ่มทวีความโหดร้ายขึ้น ความอดอยากจะผลักดันให้ชาวบ้านละทิ้งความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายหรือจริยธรรมใดๆ จะไม่มีความหมายอีกต่อไป
“พี่ ป้าจ้าวไปแล้วใช่ไหม” มู่หยางเดินเข้ามาจับแขนเสื้อพี่สาว แววตามีความกังวล
“ไปแล้วล่ะ มู่หยางทำดีมากที่เงียบเสียงไว้” หลินอี้ตบไหล่น้องชายเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบเก่าที่ซ่อมแซมไว้เมื่อคืนขึ้นมาสะพายหลัง
“พี่จะเข้าป่าไปดูว่ามีฟืนหรือไม้แห้งหลงเหลืออยู่บ้างไหม เราต้องตุนฟืนไว้ให้มากที่สุด หิมะตกหนักแบบนี้ อีกไม่นานพวกชาวบ้านต้องเริ่มแย่งชิงกันตัดไม้แน่ มู่หยางดูแลบ้านให้ดี ถ้าพี่ไม่กลับมาห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด เข้าใจนะ”
“เข้าใจแล้วพี่ ระวังตัวด้วยนะ” เด็กชายรับคำอย่างว่าง่าย
หลินอี้กระชับเสื้อนวม ก้าวเท้าออกจากกระท่อมมุ่งหน้าสู่ภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน แม้จุดประสงค์หลักคือการหาฟืน แต่ลึกๆ แล้วเธอต้องการทดสอบสมรรถภาพร่างกายที่ได้รับการฟื้นฟู และมองหาสมุนไพรหรือของมีค่าในป่าลึกที่อาจจะนำไปแลกเป็นค่าพลังงานในระบบฟาร์มได้
สงครามการเอาชีวิตรอดในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ เพิ่งจะเปิดฉากขึ้นเท่านั้น และเธอจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกล่าอย่างแน่นอน