บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 ข้อตกลงกับเถ้าแก่จิน

ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านตรอกแคบ ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนยืนนิ่งงันดุจรูปปั้นหิน สายตาของพวกมันจ้องเขม็งไปยังหัวมันเทศสีแดงสดในตะกร้าไม้ไผ่ราวกับเห็นทองคำ กลิ่นไอดินจางๆ ผสมกับความสดใหม่ของพืชพรรณกระตุ้นความหิวโหยในกระเพาะที่ว่างเปล่า แต่สัญชาตญาณของการเป็นผู้คุมกฎในตลาดมืดทำให้พวกมันต้องข่มความอยากเอาไว้

คนหนึ่งในนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยักหน้าให้เพื่อนอีกคนรับช่วงคุมเชิง แล้วรีบหันหลังวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในอาคารอิฐสองชั้นเพื่อรายงานผู้เป็นนาย

หลินอี้ยืนรอด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่แสดงความร้อนรนหรือหวาดกลัวออกมาให้เห็น เธอรู้ดีว่าในยุคที่สงครามทำให้เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด อาหารที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ๆ แบบนี้มีค่าพอที่จะทำให้คนฆ่ากันตายได้ การที่เธอรอดจากการถูกปล้นมาจนถึงหน้าประตูบ้านเถ้าแก่จินได้ ถือเป็นการเดิมพันด้วยความบ้าบิ่นและสัญชาตญาณล้วนๆ

ไม่ถึงอึดใจ ชายคนเดิมก็วิ่งกลับออกมา ใบหน้าเหี้ยมเกรียมมีร่องรอยของความประหลาดใจเจืออยู่ มันเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วผายมือเชิญ

“เถ้าแก่ให้แกเข้าไปได้ แต่อย่าตุกติกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแกจะไม่มีโอกาสได้เดินออกไปจากที่นี่”

หลินอี้ไม่ตอบรับคำขู่ เธอเพียงแค่กระชับสายตะกร้าบนหลังแล้วก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปด้านใน

สภาพภายในอาคารแตกต่างจากความหนาวเหน็บด้านนอกอย่างสิ้นเชิง อากาศอุ่นสบายจากเตาผิงถ่านหินลอยปะทะใบหน้า กลิ่นใบชาชั้นดีและกลิ่นไม้หอมอวลอยู่ในอากาศ ห้องโถงชั้นล่างถูกจัดตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความมั่งคั่ง มีชั้นไม้วางของเก่า โถกระเบื้องเคลือบ และกล่องไม้แกะสลักเรียงรายอยู่ตามมุมห้อง

ที่โต๊ะน้ำชาไม้ชิงชันกลางห้อง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสวมเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มกำลังนั่งจิบชาอย่างเชื่องช้า ใบหน้ากลมแป้นของเขามีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ แต่ดวงตาเล็กหยีคู่นั้นกลับฉายแววคมกริบดุจเหยี่ยวที่กำลังประเมินเหยื่อ

นี่คือเถ้าแก่จิน ผู้กว้างขวางแห่งตลาดมืดแดนใต้ ผู้กุมเส้นทางค้าของเถื่อนและเสบียงอาหารทั้งหมดในละแวกนี้

“ได้ยินว่าแกมีของดีมาเสนอให้ฉันงั้นรึ ไอ้หนุ่ม” เถ้าแก่จินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่ทรงอำนาจ

หลินอี้เดินเข้าไปหยุดยืนห่างจากโต๊ะน้ำชาประมาณสามก้าว ซึ่งเป็นระยะปลอดภัยที่เธอคำนวณไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เธอปลดตะกร้าลงจากหลัง วางลงบนพื้นกระดานไม้อย่างระมัดระวัง แล้วเปิดเศษหญ้าแห้งและผ้าคลุมออกทั้งหมด

ทันทีที่มันเทศหัวอวบอ้วนสีแดงสดเผยโฉมออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่จินก็ชะงักค้าง มือที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะเข้ามาทรุดตัวลงนั่งยองๆ หน้าตะกร้า

เขาหยิบมันเทศขึ้นมาประเมินด้วยมือที่สวมแหวนหยก ลูบคลำผิวที่เต่งตึงและยกขึ้นสูดกลิ่นไอดินบางๆ

“ของใหม่ เพิ่งขุดขึ้นมาจากดินไม่เกินสองวัน” เถ้าแก่จินพึมพำกับตัวเองด้วยความตื่นตะลึง “ในยุคที่หิมะตกหนักจนแผ่นดินกลายเป็นน้ำแข็งแบบนี้ แกไปเอาของสดขนาดนี้มาจากไหน”

“เรื่องแหล่งที่มาไม่จำเป็นต้องรู้หรอกเถ้าแก่จิน น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง นั่นคือกฎของการค้าไม่ใช่หรือ” หลินอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดัดทุ้ม แสร้งทำเป็นตัวแทนของกลุ่มอิทธิพลลึกลับ “ท่านควรถามตัวเองมากกว่าว่ามีของมีค่าพอจะแลกเปลี่ยนกับสินค้าของฉันหรือไม่”

เถ้าแก่จินเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าใหม่ การแต่งกายมอมแมมและใบหน้าที่เปื้อนขี้เถ้าไม่อาจปิดบังความเย่อหยิ่งและสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งได้ เด็กคนนี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาที่จับพลัดจับผลูขุดเจอเสบียงแน่ๆ ท่าทางเด็ดขาดแบบนี้ต้องมีกองกำลังหรือผู้มีอิทธิพลคอยหนุนหลังอยู่เป็นแน่ การตีสนิทหรือซักไซ้มากเกินไปอาจนำภัยมาสู่ตัว

ชายวัยกลางคนหัวเราะหึๆ ลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่ชายเสื้อคลุม “ใจเด็ดไม่เบา ดี! ฉันชอบคนพูดจาตรงไปตรงมา มันเทศของแกมีคุณภาพดีเยี่ยม น้ำหนักน่าจะราวๆ สิบชั่ง ฉันให้ราคาแกชั่งละห้าหยวน เป็นเงินห้าสิบหยวน ขาดตัว”

เงินห้าสิบหยวนในยุคนี้อาจดูเหมือนเยอะ แต่หลินอี้รู้ดีว่าในภาวะสงครามที่เงินเฟ้อพุ่งสูง ธนบัตรรัฐบาลอาจกลายเป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่าในพริบตาเดียว

“ฉันไม่รับเงินหยวนซื่อไข่หรือธนบัตรใดๆ ทั้งสิ้น” หลินอี้ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ฉันต้องการทองคำแท่ง เงินหยวนเป่า หรือไม่ก็เครื่องหยกเก่าแก่ที่มีอายุเกินร้อยปีขึ้นไป”

เถ้าแก่จินเลิกคิ้วสูง “แกเรียกร้องมากไปแล้วไอ้หนุ่ม ทองคำกับหยกเป็นของหายาก มันเทศตะกร้าเดียวของแก ถึงจะสดแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับทองคำหรอกนะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเราไม่มีวาสนาต่อกัน” หลินอี้ไม่เสียเวลาต่อรอง เธอทำท่าจะก้มลงเก็บหญ้าแห้งมาปิดตะกร้าเตรียมเดินออกไป

“เดี๋ยวก่อน!” เถ้าแก่จินรีบร้องห้าม

เสบียงสดใหม่แบบนี้ หากนำไปบรรณาการให้พวกนายทหารระดับสูงหรือขุนนางที่อพยพหนีสงครามมา มันจะสร้างเส้นสายและผลกำไรให้เขาได้อย่างมหาศาล เขาไม่มีทางปล่อยหมูตัวอ้วนนี้หลุดมือไปเด็ดขาด

“ใจร้อนเสียจริง” เถ้าแก่จินเดินกลับไปที่โต๊ะ ล้วงกุญแจออกมาเปิดลิ้นชักลับ เขาหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กออกมาเปิดฝา ภายในมีกำไลหยกสีเขียวอมขาววงหนึ่ง และเศษทองคำก้อนเล็กๆ น้ำหนักราวครึ่งตำลึง “กำไลหยกวงนี้เป็นของตกทอดจากสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย มีเศรษฐีตกยากนำมาจำนำไว้แลกกับข้าวสาร ส่วนทองคำนี่ก็เป็นทองแท้ แกเอาไปทั้งหมดนี่ แลกกับมันเทศตะกร้าของแก ถือว่าฉันยอมขาดทุนเพื่อผูกมิตรกับนายของแกก็แล้วกัน”

หลินอี้มองกำไลหยกและเศษทองคำในกล่อง สัญชาตญาณในหัวของเธอสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากวัตถุโบราณชิ้นนั้น ระบบฟาร์มที่เงียบสงบมาตลอดเริ่มตอบสนอง มันกระหายอยากจะกลืนกินพลังงานจากหยกวงนี้

“ตกลง” หลินอี้ยื่นมือออกไปรับกล่องไม้มาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว “หวังว่าโอกาสหน้าเราจะได้ร่วมงานกันอีก เถ้าแก่จิน”

เมื่อการค้าเสร็จสิ้น หลินอี้ก็คว้าตะกร้าเปล่าสะพายหลังแล้วก้าวเดินออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้เถ้าแก่จินได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม

เมื่อเดินพ้นเขตรัศมีของตลาดมืดและลัดเลาะกลับมาจนถึงตรอกร้างที่ไร้ผู้คน หลินอี้ก็หยุดพักพิงกำแพงอิฐเย็นเฉียบ เธอหอบหายใจเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ในอก

เธอล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบกำไลหยกโบราณและเศษทองคำออกมาวางบนฝ่ามือ จากนั้นก็หลับตาลงและเพ่งจิตเชื่อมต่อกับระบบฟาร์ม

‘ตรวจพบวัตถุที่มีพลังงานยุคสมัยตกค้างและแร่ธาตุบริสุทธิ์ ต้องการดูดซับเพื่อแปลงเป็นค่าพลังงานหรือไม่’

หน้าต่างแจ้งเตือนสีฟ้าโปร่งแสงเด้งขึ้นมาในหัว หลินอี้ตอบตกลงโดยไม่ลังเล

วูบ!

กำไลหยกและเศษทองคำในมือของเธอสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังและพุ่งตรงเข้าสู่ระบบฟาร์มในห้วงจิตสำนึกทันที ตัวเลขศูนย์บนรูปตาชั่งโบราณมุมขวาบนของหน้าจอหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดลงที่ตัวเลข 250

‘ได้รับค่าพลังงาน 250 แต้ม’

หลินอี้ลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจ เธอเลื่อนสายตาไปยังแถบเมนูที่ถูกล็อกไว้ เลือกกดที่รูปเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าซึ่งต้องการค่าพลังงาน 50 แต้ม และรูปเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีที่ต้องการอีก 50 แต้ม

แม่กุญแจสีเทาที่ล็อกอยู่แตกสลายไป ภาพเมล็ดพันธุ์สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับจำนวน 1 ถุงเล็กที่ปรากฏในช่องเก็บของ ตอนนี้เธอสามารถปลูกข้าวขาวและข้าวสาลีสำหรับทำหมั่นโถวได้แล้ว

แต่นั่นยังไม่พอ เด็กวัยกำลังโตต้องการเนื้อสัตว์ เธอเลื่อนไปดูที่หมวดปศุสัตว์ ไอคอนรูปโรงเรือนเลี้ยงไก่ต้องการค่าพลังงาน 100 แต้ม หลินอี้กดปลดล็อกทันที

พื้นที่ว่างเปล่าด้านข้างแปลงดินสีดำสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนที่โรงเรือนไม้ขนาดเล็กพร้อมกับลูกเจี๊ยบขนสีเหลืองฟูฟ่องห้าตัวจะปรากฏขึ้น พวกมันส่งเสียงร้องเจี๊ยบๆ วิ่งเตาะแตะไปมาอยู่ในคอก แถบเวลาเหนือโรงเรือนระบุว่าต้องใช้เวลาเจ็ดวันในการเติบโตจนพร้อมออกไข่และนำมารับประทานได้

แต้มพลังงานเหลือเพียง 50 แต้ม หลินอี้ตัดสินใจเก็บไว้เป็นทุนสำรอง เธอลืมตาขึ้นมาในโลกความจริง ร่างกายรู้สึกเบาสบายและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง แม้สงครามข้างนอกจะโหดร้ายเพียงใด แต่ในมือของเธอตอนนี้มีกุญแจสำคัญที่จะเนรมิตความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้แล้ว

ก่อนจะกลับหมู่บ้าน หลินอี้เดินอ้อมไปที่ย่านการค้าชานเมืองที่ยังมีพ่อค้าหาบเร่แอบเปิดขายของในช่วงเช้ามืด เธอใช้เงินหยวนเป่าที่เก็บซ่อนไว้ในมิติตั้งแต่ชาติก่อน (ซึ่งระบบอนุญาตให้นำของบางส่วนจากช่องเก็บของเดิมมาใช้ได้) แลกซื้อเกลือเม็ดหยาบสองห่อ ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า และที่สำคัญคือเนื้อหมูสามชั้นติดมันชิ้นเล็กๆ น้ำหนักครึ่งชั่ง เพื่อนำกลับไปต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายให้น้องๆ และใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าว่าเธอไปหาซื้อเสบียงมาจากตลาด

ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีทองจางๆ ที่เส้นขอบฟ้า หลินอี้มุดลอดช่องกำแพงเมืองกลับออกมา แล้วเร่งฝีเท้าฝ่าหิมะที่เริ่มละลายมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านสือโถว

เมื่อผลักบานประตูเข้ามากระท่อม เธอก็พบว่ามู่หยางไม่ได้นอนหลับ เด็กชายนั่งกอดเข่าคุดคู้ถือท่อนไม้แน่นอยู่หน้าเตาไฟ ดวงตาแดงก่ำจากการอดนอนจ้องมองมาที่ประตูทันทีที่มันเปิดออก พอเห็นว่าเป็นพี่สาว เขาก็ทิ้งท่อนไม้แล้ววิ่งโผเข้ามากอดเอวเธอแน่น

“พี่ใหญ่! พี่กลับมาแล้ว ฉันนึกว่าพี่จะโดนทหารจับตัวไปเสียแล้ว” มู่หยางซุกหน้าลงกับเสื้อนวมเก่าๆ ของเธอ เสียงสั่นเครือด้วยความโล่งใจ

หลินอี้วางตะกร้าลงบนพื้น ยกมือขึ้นลูบผมที่ชี้ฟูของน้องชายด้วยความอ่อนโยน “พี่บอกแล้วไงว่าจะกลับมา พี่ไม่ยอมทิ้งมู่หยางกับซินซินหรอก”

ซินซินที่เพิ่งตื่นเพราะเสียงพูดคุย งัวเงียลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา เด็กน้อยขยี้ตาแล้วยิ้มกว้างเมื่อเห็นพี่สาว “พี่ใหญ่ ซินซินตื่นแล้ว ซินซินเป็นเด็กดีไม่ได้ดื้อเลยนะ”

หลินอี้เดินเข้าไปอุ้มน้องสาวตัวน้อยขึ้นมาหอมแก้มซ้ายขวา ความอบอุ่นจากครอบครัวทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลมลายหายไปจนหมดสิ้น

“พี่รู้ว่ามู่หยางกับซินซินเป็นเด็กดี” หลินอี้เอ่ยเสียงนุ่มนวล สรรพนามที่ใช้แทนตัวเองเปลี่ยนเป็นความผูกพันอย่างเป็นธรรมชาติ “ดูสิว่าพี่ได้อะไรมาบ้าง”

เธอหันไปหยิบห่อใบที่หุ้มเนื้อหมูสามชั้นออกมาแกะให้เด็กทั้งสองดู สีแดงสดและชั้นไขมันสีขาวทำให้มู่หยางกับซินซินเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา พวกเขาไม่เคยเห็นเนื้อหมูชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาตั้งแต่จำความได้

“เนื้อ! พี่ใหญ่... นี่มันเนื้อหมูจริงๆ ใช่ไหม เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” มู่หยางพูดละล่ำละลัก น้ำลายสอเต็มปาก

“ไม่ใช่ความฝันหรอกมู่หยาง พี่เอาของที่ซ่อนไว้ไปแลกกับพ่อค้าในเมืองมา นอกจากเนื้อแล้ว พี่ก็ซื้อเกลือกับผ้าฝ้ายมาด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะเริ่มตัดเสื้อตัวใหม่ให้ซินซินกับมู่หยาง จะได้ไม่ต้องทนหนาวอีก”

“เย้! พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย ได้กินเนื้อแล้ว” ซินซินปรบมือเปาะแปะด้วยความดีใจ

หลินอี้ยิ้มบางๆ “แต่มู่หยางจำที่พี่สอนได้ใช่ไหม เรื่องอาหารและของในบ้าน เราห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด เวลาคนอื่นถาม ก็ต้องบอกว่าเราต้มรากหญ้ากิน เข้าใจไหม”

“เข้าใจแล้วพี่ใหญ่ ฉันจะปิดปากให้สนิท ไม่ให้ใครได้กลิ่นเนื้อบ้านเราเลย” มู่หยางรับคำอย่างแข็งขัน ท่าทางจริงจังจนดูเกินวัย

“ดีมาก วันนี้พวกเราจะกินน้ำแกงหมูตุ๋นมันเทศกัน พี่จะทำให้อร่อยจนพวกแกต้องกลืนลิ้นตัวเองเลย”

หลินอี้จัดการก่อไฟในเตาอีกครั้ง เสียงฟืนแตกปะทุพร้อมกับเปลวไฟสีส้มที่ลุกโชน ขับไล่ความหนาวเหน็บและความสิ้นหวังออกไปจากกระท่อมซอมซ่อหลังนี้จนหมดสิ้น

ขณะที่มองดูน้องๆ นั่งผิงไฟด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข หลินอี้ก็ปฏิญาณกับตัวเองในใจ โลกยุคสงครามนี้อาจจะโหดร้ายและเต็มไปด้วยคนเห็นแก่ตัว แต่เธอจะใช้ทุกวิถีทาง ทุกทักษะจากวันสิ้นโลก และพลังของระบบฟาร์ม เพื่อสร้างปราการที่ไม่มีใครหน้าไหนสามารถทะลวงเข้ามาทำร้ายครอบครัวของเธอได้อีก

และใครก็ตามที่กล้ายื่นมือเข้ามาขัดขวางเส้นทางของเธอ... มันผู้นั้นจะได้รู้ซึ้งว่า ความตายที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel