ตอนที่ 5 สำรวจมิติลับและเส้นทางสู่ตลาดมืด
หิมะโปรยปรายลงมาทับถมรอยเท้าที่ย่ำผ่านมา หลินอี้ผลักบานประตูไม้ของกระท่อมให้เปิดออก ลมหนาวพัดตามเข้ามาเพียงชั่วครู่ก่อนที่ประตูจะถูกปิดลงกลอนอย่างแน่นหนา ภายในกระท่อมยังคงมืดสลัวและหนาวเย็น แต่เมื่อเทียบกับความโหดร้ายของจิตใจคนข้างนอก สถานที่ซอมซ่อแห่งนี้กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
มู่หยางที่นั่งกอดซินซินอยู่บนเตียงเตารีบผุดลุกขึ้นทันทีที่เห็นร่างของพี่สาว เด็กชายถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตากวาดมองสำรวจร่างกายของหลินอี้เพื่อดูว่ามีร่องรอยบาดเจ็บจากการไปบ้านผู้ใหญ่บ้านหรือไม่
หลินอี้เดินเข้าไปหาเด็กทั้งสอง ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบกระดาษฟางที่พับไว้อย่างดีออกมาคลี่ให้มู่หยางดู รอยประทับนิ้วมือสีแดงสดสี่รอยเด่นหราอยู่บนเนื้อกระดาษสีหม่น
“พี่จัดการเรียบร้อยแล้วมู่หยาง” หลินอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายลง “นี่คือหนังสือตัดขาด ต่อไปนี้พวกเราสามคนพี่น้องไม่มีความเกี่ยวข้องใดกับตระกูลหลินสายหลักอีก หากพวกมันกล้ามาวุ่นวายที่กระท่อมนี้อีก พี่มีสิทธิ์แจ้งทางการให้มาลากคอพวกมันเข้าคุกได้ทันที”
มู่หยางรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา แม้เขาจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่รอยประทับตราสีแดงก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าฝันร้ายที่ชื่อว่าย่าและป้าสะใภ้ใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้ว เด็กชายเงยหน้ามองพี่สาว ดวงตาแดงก่ำเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ
“พี่เก่งที่สุดเลย ต่อไปนี้บ้านเราก็จะได้อยู่อย่างสงบเสียทีใช่ไหม”
“ใช่ ซินซินก็ไม่ต้องกลัวคนใจร้ายพวกนั้นแล้วนะ” หลินอี้ยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กหญิงตัวน้อยที่ซุกตัวอยู่ข้างๆ ซินซินพยักหน้าหงึกหงัก รอยยิ้มไร้เดียงสาปรากฏบนใบหน้ามอมแมม
เมื่อจัดการปัญหาครอบครัวที่น่าปวดหัวเสร็จสิ้น สิ่งต่อไปที่หลินอี้ต้องเผชิญคือปัญหาปากท้องที่แท้จริง
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำคืน เสียงลมพายุพัดหวีดหวิวอยู่ด้านนอกกระท่อม หลินอี้แบ่งมันเทศเผาหัวสุดท้ายที่เก็บไว้ในมิติให้น้องทั้งสองคนกินรองท้อง แม้จะไม่อิ่มนักแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กๆ หลับสนิทไปได้ด้วยความอบอุ่น
เมื่อแน่ใจว่าน้องชายและน้องสาวเข้าสู่ห้วงนิทรา หลินอี้ก็นั่งขัดสมาธิพิงผนังดินโคลน หลับตาลงและดึงจิตสำนึกของตนเองเข้าสู่มิติฟาร์ม
พื้นที่ภายในมิติยังคงเหมือนเดิม แปลงดินสีดำอุดมสมบูรณ์มีเถามันเทศชุดที่สองเลื้อยปกคลุมจนเต็มพื้นที่ แถบเวลาเหนือแปลงดินแสดงผลว่าพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว หลินอี้ส่งกระแสจิตสั่งการ เพียงอึดใจเดียวหัวมันเทศอวบอ้วนสีแดงอมม่วงก็ถูกดึงขึ้นมาวางกองรวมกัน เธอนำพวกมันไปเก็บไว้ในช่องเก็บของ ตอนนี้เธอมีมันเทศตุนไว้ราวๆ ยี่สิบกิโลกรัม ซึ่งมากพอที่จะประทังชีวิตไปได้อีกหลายวัน
แต่การกินแต่มันเทศอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน ร่างกายที่ขาดสารอาหารของเด็กวัยกำลังโตต้องการโปรตีน ไขมัน และวิตามินที่หลากหลายกว่านี้ หากปล่อยไว้ มู่หยางกับซินซินจะไม่มีทางเติบโตอย่างแข็งแรงได้เลย
หลินอี้เริ่มสำรวจระบบอย่างละเอียดอีกครั้ง ในชาติก่อนที่โลกเต็มไปด้วยซอมบี้ เธอใช้ระบบนี้แค่ปลูกพืชเอาชีวิตรอดไปวันๆ ไม่เคยสนใจฟังก์ชันอื่น แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว
เธอมองเห็นแผงควบคุมโปร่งแสงที่ลอยอยู่กลางอากาศ ถัดจากหน้าต่างเก็บเกี่ยวมีไอคอนรูปแม่กุญแจสีเทาเรียงรายอยู่อีกหลายช่อง เมื่อเพ่งจิตเข้าไปดู ไอคอนเหล่านั้นก็ขยายออกเป็นภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี ข้าวเจ้า เมล็ดข้าวโพด ผักปราณ ยาสมุนไพร ไปจนถึงโรงเรือนสำหรับเลี้ยงไก่และหมู
ดวงตาของหลินอี้เบิกกว้าง นี่มันคือขุมทรัพย์ชัดๆ หากเธอสามารถปลดล็อกสิ่งเหล่านี้ได้ ปัญหาเรื่องความอดอยากก็จะหมดไปอย่างถาวร
แต่เมื่อเธอลองกดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี หน้าต่างแจ้งเตือนสีแดงก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า
‘ต้องการค่าพลังงาน 100 แต้ม เพื่อปลดล็อก’
หลินอี้ขมวดคิ้ว ค่าพลังงานอย่างนั้นหรือ เธอเลื่อนสายตาไปดูที่มุมขวาบนของหน้าจอ มีสัญลักษณ์รูปตาชั่งโบราณปรากฏอยู่พร้อมกับตัวเลขศูนย์ เมื่อแตะเข้าไป ระบบก็แสดงคำอธิบายสั้นๆ ว่าค่าพลังงานสามารถแลกเปลี่ยนได้จากสิ่งของที่มีมูลค่าในโลกภายนอก เช่น ทองคำ เงิน หยก อัญมณี หรือวัตถุโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ยิ่งของชิ้นนั้นมีมูลค่าสูงหรือมีพลังแห่งยุคสมัยตกค้างอยู่มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งแลกแต้มพลังงานได้มากเท่านั้น
ผู้รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกถอนหายใจเบาๆ กฎของการแลกเปลี่ยนช่างยุติธรรมและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน ระบบไม่ได้ให้ทุกอย่างมาฟรีๆ เธอต้องหาของมีค่ามาสังเวยให้มัน
ปัญหาคือ ในกระท่อมที่แม้แต่หนูยังวิ่งหนีหลังนี้ ไม่มีเศษเงินเศษทองแม้แต่แดงเดียว สิ่งเดียวที่เธอมีค่าพอจะนำไปแลกเป็นเงินได้ในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ ก็คือเสบียงอาหารที่กองอยู่ในช่องเก็บของ
ในยุคสาธารณรัฐจีนที่เกิดสงคราม อาหารคือสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ตลาดมืดคือสถานที่เดียวที่จะสามารถเปลี่ยนมันเทศคุณภาพดีพวกนี้ให้กลายเป็นเงินตราหรือของมีค่าได้โดยไม่ถูกทางการตรวจสอบ
หลินอี้ลืมตาขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง เธอตัดสินใจแล้ว คืนนี้เธอจะลอบเข้าเมืองไปที่ตลาดมืด
เด็กสาวลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เดินไปที่มุมห้องและหยิบตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่ทะลุไปแล้วส่วนหนึ่งออกมา เธอใช้เศษเชือกฟางและเศษผ้าขี้ริ้วมัดซ่อมแซมรอยรั่วอย่างแน่นหนา จากนั้นก็เรียกมันเทศหัวใหญ่จากในระบบออกมาใส่จนเกือบเต็มตะกร้า กะน้ำหนักด้วยสายตาน่าจะราวๆ สิบกิโลกรัม เธอใช้หญ้าแห้งและเศษผ้าเก่าคลุมปิดทับด้านบนเพื่อพรางตาไม่ให้ใครเห็นสีสันที่สดใหม่ของมันเทศ
ขั้นตอนต่อไปคือการพรางตัว ในยุคที่ผู้คนหิวโซจนไร้สติ การเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาหมดจดเดินแบกเสบียงเข้าไปในตลาดมืดไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าปากเสือ
หลินอี้จัดการมัดผมที่ยาวประบ่าขึ้นเป็นมวยยุ่งๆ ซ่อนไว้ใต้หมวกขนสัตว์เก่าขาดที่เคยเป็นของพ่อ เอาขี้เถ้าผสมน้ำทาชโลมลงบนใบหน้า ลำคอ และหลังมือจนดำคล้ำ ซ่อนเค้าโครงหน้าเดิมจนหมดสิ้น ร่างกายของร่างนี้ผอมบางจนแทบไม่มีหน้าอกอยู่แล้ว เมื่อสวมทับด้วยเสื้อนวมตัวใหญ่ที่ขาดวิ่นและกางเกงหลวมโพรก มองเผินๆ เธอจึงดูเหมือนเด็กหนุ่มเร่ร่อนวัยสิบสามสิบสี่ปีที่ผอมโซแต่หน่วยก้านดุดัน
เธอหันไปมองน้องชายที่นอนหลับสนิท เดินเข้าไปเขย่าไหล่มู่หยางเบาๆ
เด็กชายลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เมื่อเห็นร่างดำทะมึนอยู่ตรงหน้าก็สะดุ้งสุดตัว เกือบจะร้องโวยวายออกมา แต่หลินอี้รีบยกมือขึ้นปิดปากเขาไว้เสียก่อน
“นี่พี่เอง มู่หยาง” หลินอี้กระซิบเสียงแผ่ว
มู่หยางเบิกตากว้าง พยายามเพ่งมองผ่านความมืดจนจดจำเสียงและดวงตาของพี่สาวได้ เขาพยักหน้าให้ หลินอี้จึงค่อยๆ ปล่อยมือออก
“พี่ใหญ่ ทำไมแต่งตัวแบบนี้ จะไปไหนตอนดึกๆ” เด็กชายกระซิบถามด้วยความตื่นตระหนก
“พี่จะเข้าเมืองไปหาเสบียงและของใช้จำเป็น” หลินอี้หยิบมีดทำครัวที่บิ่นจนแทบหั่นอะไรไม่เข้ากระชับไว้ในมือ แล้วยัดมันลงในรองเท้าฟางอย่างแนบเนียน “มู่หยางอยู่บ้าน ดูแลซินซินให้ดี ล็อกประตูหน้าต่างให้หมด ไม่ว่าใครจะมาเคาะเรียกก็ห้ามเปิดเด็ดขาด รอจนกว่าพี่จะกลับมา เข้าใจไหม”
“แต่ข้างนอกมันอันตรายนะพี่ใหญ่ ทหารก็เยอะ โจรก็แยะ ให้ฉันไปด้วยเถอะ ฉันจะช่วยพี่แบกของเอง” มู่หยางจับชายเสื้อพี่สาวแน่น ไม่ยอมปล่อย
“แกไปก็เป็นภาระเปล่าๆ เชื่อฟังพี่ ถ้าแกอยู่ดูแลน้องที่นี่ พี่จะทำงานได้สะดวกกว่า” น้ำเสียงของหลินอี้หนักแน่นและเด็ดขาดจนมู่หยางไม่อาจโต้แย้งได้ เด็กชายจำต้องพย่อยหน้าช้าๆ ปล่อยมือจากชายเสื้ออย่างจำใจ
“พี่ต้องกลับมานะ สัญญากับฉัน”
“พี่สัญญา พี่ไม่ทิ้งพวกแกเหมือนคนพวกนั้นหรอก” หลินอี้ส่งยิ้มบางๆ ผ่านใบหน้าที่เปื้อนขี้เถ้า ก่อนจะคว้าตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลัง แล้วเดินออกไปจากกระท่อม กลืนหายไปในความมืดมิดของพายุหิมะ
ระยะทางจากหมู่บ้านสือโถวถึงตัวเมืองอยู่ห่างกันเกือบสิบลี้ หากเป็นคนปกติที่ร่างกายผอมโซเดินฝ่าหิมะยามค่ำคืนคงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงและอาจแข็งตายกลางทาง แต่สำหรับหลินอี้ที่มีน้ำพุวิเศษคอยหล่อเลี้ยงร่างกายและมีพละกำลังจากสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด เธอใช้เวลาเดินเท้าเพียงชั่วโมงเศษก็มองเห็นแนวกำแพงเมืองตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ตัวเมืองในยามวิกาลเงียบสงัด ประตูเมืองหลักถูกปิดตายและมีทหารก๊กมินตั๋งยืนเฝ้ายามอยู่ หลินอี้ไม่ได้โง่พอที่จะเดินเข้าไปทางประตูหลัก เธอเดินเลียบแนวกำแพงเมืองไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นจุดอับสายตาและมีช่องโหว่ใต้กำแพงที่เกิดจากการทรุดตัวของดิน รอยแยกนี้เล็กเกินกว่าผู้ใหญ่จะลอดผ่านได้ แต่สำหรับร่างกายผอมบางของเธอ มันกว้างพอให้มุดเข้าไปได้อย่างสบาย
หลินอี้ปลดตะกร้าลง ดันมันลอดผ่านช่องกำแพงไปก่อน แล้วจึงมุดตัวตามเข้าไปอย่างเงียบเชียบ อาศัยความมืดพรางตัวลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่คุ้นเคยจากความทรงจำของร่างเดิม มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ของเมืองอันเป็นที่ตั้งของตลาดมืด
บรรยากาศในตลาดมืดแตกต่างจากสภาพเมืองด้านนอกอย่างสิ้นเชิง ตรอกแคบๆ ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตาเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายมิดชิด บางคนเอาผ้าโพกหน้าปิดบังตัวตน นั่งยองๆ อยู่ริมกำแพงโดยมีเศษผ้าปูรองสิ่งของที่ต้องการนำมาแลกเปลี่ยน ไม่มีเสียงตะโกนเรียกลูกค้าดังกึกก้อง มีเพียงการกระซิบต่อรองราคาอย่างแผ่วเบาและตึงเครียด
ของที่นำมาขายมีตั้งแต่เสื้อผ้าเก่า เครื่องทองเหลือง เครื่องประดับหยก ไปจนถึงนาฬิกาพกของฝรั่ง สิ่งของมีค่าที่เคยเป็นเครื่องแสดงฐานะในอดีต บัดนี้ถูกนำมาวางกองรวมกันเพื่อแลกกับข้าวสารเพียงไม่กี่ชั่ง ความอดอยากบีบบังคับให้มนุษย์สละทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
หลินอี้กระชับตะกร้าบนหลังให้แน่นขึ้น สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ประเมินสถานการณ์ เธอเห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยอมถอดกำไลหยกเนื้อดีออกจากข้อมือ เพื่อแลกกับแป้งข้าวโพดหยาบๆ เพียงหนึ่งกำมือจากพ่อค้าหน้าเลือด นี่คือสัจธรรมของตลาดมืด คนที่อ่อนแอกว่าจะถูกกดราคาจนจมดิน
เธอไม่ต้องการเดินเร่ขายมันเทศทีละหัวให้พวกชาวบ้านทั่วไป เพราะนอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดักปล้นเมื่อเดินออกจากซอย หลินอี้ต้องการผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีกำลังทรัพย์มากพอจะเหมามันเทศทั้งหมด และกล้าจ่ายเป็นของมีค่าหรือทองคำ
หลังจากการเดินสำรวจอยู่พักใหญ่ สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับอาคารอิฐสองชั้นที่ตั้งอยู่สุดปลายตรอก หน้าประตูมีชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมสองคนยืนคุมเชิงอยู่ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าเข้าไปตั้งแผงขายของใกล้บริเวณนั้น
สัญชาตญาณของหลินอี้บอกว่า อาคารหลังนี้คือศูนย์กลางอำนาจของตลาดมืดแห่งนี้ และคนที่อยู่ข้างในจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลที่คุมเส้นทางการค้าเถื่อนทั้งหมดอย่างแน่นอน
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับบุคลิกให้ดูนิ่งขรึมและเย่อหยิ่ง แววตาที่เคยมองโลกอย่างระแวดระวังแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอเดินฝ่าความมืดตรงดิ่งไปที่อาคารอิฐสองชั้นหลังนั้นทันที
เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสองเห็นเด็กหนุ่มมอมแมมแบกตะกร้าเดินตรงเข้ามา พวกมันก็ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ คนหนึ่งก้าวออกมาขวางทาง ยกมือขึ้นผลักอกหมายจะไล่ตะเพิด
“ไสหัวไปไอ้ขอทาน ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเด็กอมมือมาเดินเล่น ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ไสหัวกลับไปซะ” เสียงตะคอกดังขึ้นพร้อมกับแรงผลัก
แต่หลินอี้ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ร่างกายของเธอมั่นคงดั่งหินผา เด็กสาวยกมือขึ้นปัดแขนของชายฉกรรจ์ออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนอีกฝ่ายถึงกับเสียหลักถอยหลังไปครึ่งก้าว
“ฉันไม่ได้มาขอทาน” หลินอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและแหบพร่า นัยน์ตาสีหมึกจ้องเขม็งไปยังชายทั้งสองโดยไม่มีความหวาดกลัว “ฉันมีสินค้าชั้นดีมาเสนอให้เถ้าแก่ของพวกแก ถ้าพวกแกตาบอดมองไม่เห็นค่าของมัน ก็จงหลีกทางไปซะ ก่อนที่เถ้าแก่ของพวกแกจะพลาดโอกาสทองและมาหักคอพวกแกทีหลัง”
คำพูดโอหังและท่าทางที่ไม่เกรงกลัวความตายของเด็กหนุ่มตรงหน้า ทำให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองชะงักไปชั่วครู่ พวกมันลอบมองหน้ากันอย่างชั่งใจ ในตลาดมืดแห่งนี้ คนที่กล้าทำตัวกร่างมักจะมีดีกรีไม่ธรรมดา หรือไม่ก็มีคนหนุนหลังที่พวกมันไม่อาจล่วงเกินได้
หลินอี้ไม่ปล่อยให้พวกมันมีเวลาคิดนาน เธอปลดตะกร้าลงจากหลัง เปิดเศษหญ้าแห้งที่คลุมอยู่ออกเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นเนื้อมันเทศหัวอวบอ้วนสีแดงสดที่เรียงรายอยู่ด้านใน กลิ่นความสดใหม่ของพืชพรรณที่ไม่ได้พบเห็นมานานในยุคสงครามลอยแตะจมูกชายฉกรรจ์ทั้งสองทันที
ดวงตาของพวกมันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ในยุคที่แผ่นดินแตกระแหงและมีแต่หิมะปกคลุม การจะมีมันเทศสภาพสมบูรณ์และอวบอ้วนขนาดนี้อยู่ในการครอบครองถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
“เข้าไปแจ้งเถ้าแก่ของพวกแก” หลินอี้ปิดตะกร้าลงตามเดิม มุมปากยกยิ้มเย็นเยียบ “บอกเขาว่า มีเสบียงชั้นยอดมาส่งถึงหน้าประตู จะรับหรือไม่รับ ก็ให้เขาเป็นคนตัดสินใจเอง”