บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 กฎของผู้แข็งแกร่งและหนังสือตัดขาด

หลินอี้กระชับเสื้อนวมเก่าขาดที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนให้แน่นขึ้น ลมหนาวพัดกรรโชกมาปะทะใบหน้าจนชาหนึบ แต่ความอบอุ่นจากน้ำพุวิเศษที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายทำให้เธอไม่รู้สึกทรมานเหมือนเมื่อคืน สองเท้าที่สวมรองเท้าฟางย่ำลงบนหิมะหนาเตอะ เกิดเสียงดังกรอบแกรบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มุ่งหน้าไปยังใจกลางหมู่บ้านสือโถว

หมู่บ้านในยุคข้าวยากหมากแพงช่างเงียบเหงาและหดหู่ สองข้างทางมีเพียงกระท่อมดินโคลนซอมซ่อที่ปิดประตูหน้าต่างเงียบสนิท ไม่มีควันไฟพวยพุ่งออกจากปล่อง ไม่มีเสียงสุนัขเห่าหอน มีเพียงกลิ่นอายของความตายและความอดอยากที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ

หลินอี้เดินมาถึงหน้าบ้านของสวีจิน ผู้ใหญ่บ้านสือโถว บ้านหลังนี้เป็นเพียงหลังเดียวในหมู่บ้านที่ก่อด้วยอิฐและมุงหลังคากระเบื้อง สะท้อนให้เห็นถึงฐานะและความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าชาวบ้านทั่วไปหลายเท่า ควันไฟสีเทาลอยฟุ้งออกมาจากปล่องไฟ บ่งบอกว่าคนข้างในกำลังผิงไฟอย่างอบอุ่น

ยังไม่ทันจะได้เคาะประตู เสียงเอะอะโวยวายจากด้านในก็ดังลอดออกมากระทบหู

“ผู้ใหญ่บ้านสวี ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับฉันนะ นังเด็กอี้มันผีเข้า มันทำร้ายสะใภ้ใหญ่จนข้อมือหัก ซ้ำยังเตะคนแก่อย่างฉันจนกระเด็นออกมานอกบ้าน มันเป็นปีศาจชัดๆ!” เสียงแหบแห้งของแม่เฒ่าจางกำลังบีบน้ำตาฟ้องร้องอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ใช่แล้วผู้ใหญ่สวี ท่านดูสิ ข้อมือฉันบวมเป่งไปหมดแล้ว นังเด็กอกตัญญูนั่นมันตั้งใจจะฆ่าพวกเราให้ตายคากระท่อม ท่านต้องเรียกชาวบ้านไปจับตัวมันมามัดไว้ แล้วเฆี่ยนให้ตายตกไปตามกัน!” หลี่ซุ่ยเจียวเสริมทัพด้วยน้ำเสียงโอดครวญ

“พอได้แล้ว ร้องไห้คร่ำครวญน่ารำคาญเสียจริง” เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายอีกคนแทรกขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงตบโต๊ะดังปัง “แม่กับเมียข้าถูกรังแกขนาดนี้ ข้าหลินต้ากังจะปล่อยไว้ได้ยังไง ผู้ใหญ่บ้าน ท่านไม่ต้องถึงมือชาวบ้านหรอก เดี๋ยวข้าจะไปลากคอแพศยานั่นมาโขกหัวกราบเท้าขอโทษแม่ข้าถึงที่นี่ ถลอกปอกเปิกสักหน่อยคงไม่มีใครว่ากระมัง ในเมื่อพ่อแม่มันทิ้งไปแล้ว ข้าที่เป็นลุงใหญ่จะสั่งสอนมันแทนเอง”

หลินอี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านแค่นยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายเย็นเยียบดุจคมมีด ช่างมารวมตัวกันได้พร้อมหน้าพร้อมตาดีแท้ ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหาให้เหนื่อย

ปัง!

เด็กสาวไม่เสียเวลาเคาะประตู เธอใช้เท้าถีบบานประตูไม้เนื้อแข็งของบ้านผู้ใหญ่บ้านจนเปิดอ้าออก เสียงบานพับกระแทกผนังดังสนั่น ทำให้คนทั้งสี่ในห้องโถงสะดุ้งสุดตัวและหันขวับมามองเป็นตาเดียว

อากาศหนาวเหน็บพัดทะลักเข้าไปในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสูบราคาถูก หลินอี้ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเชื่องช้า แผ่นหลังตั้งตรงดุจต้นสน สายตากวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะไปหยุดที่ชายร่างกำยำวัยสี่สิบกว่าปีที่กำลังยืนกำหมัดแน่นอยู่กลางห้อง

“ไม่ต้องลำบากเดินฝ่าหิมะไปลากคอฉันหรอกลุงใหญ่ ฉันมาถึงที่แล้วนี่ไง” น้ำเสียงของหลินอี้ราบเรียบ ไร้ความหวาดหวั่นใดๆ

“นังเด็กเหลือขอ! แกยังกล้าเสนอหน้ามาถึงที่นี่อีกเรอะ!” หลินต้ากังเบิกตากว้างด้วยความโกรธจัด เมื่อเห็นว่าหลานสาวที่เคยทำตัวเป็นลูกเต่าหดหัวกล้าบุกรุกเข้ามาถึงในบ้านผู้ใหญ่บ้าน ซ้ำยังตีหน้าตายไม่สะทกสะท้าน “ดี! ในเมื่อแกมาส่งถึงที่ ข้าก็จะสั่งสอนแกให้รู้สำนึกว่าการตีผู้ใหญ่มันมีจุดจบยังไง!”

ชายร่างใหญ่พุ่งพรวดเข้ามาหาหลินอี้ เงื้อหมัดขวาที่หยาบกร้านราวกับไม้กระดานขึ้นสูง หมายจะชกเข้าที่ใบหน้าของเด็กสาวให้สลบเหมือดในหมัดเดียว แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวที่นั่งอยู่ข้างเตาไฟแสยะยิ้มสะใจ รอคอยที่จะเห็นหลินอี้ลงไปกองกับพื้น

แต่ในสายตาของผู้รอดชีวิตจากวันสิ้นโลก การโจมตีที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และเชื่องช้าเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับภาพสโลว์โมชั่น

หลินอี้ไม่ขยับหนี เธอเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาอย่างฉิวเฉียด ปล่อยให้ความเร็วและน้ำหนักของหลินต้ากังพุ่งถลำไปข้างหน้า ก่อนที่มือซ้ายของเธอจะตวัดขึ้นคว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนาของลุงใหญ่ พร้อมกับใช้มือขวาจับที่ข้อศอกของเขาอย่างแม่นยำ

ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที

หลินอี้อาศัยแรงเหวี่ยงของอีกฝ่าย ผสานกับทักษะการบิดข้อต่อที่เรียนรู้จากการฆ่าซอมบี้ ออกแรงกระชากและบิดท่อนแขนของหลินต้ากังในทิศทางตรงกันข้ามอย่างรุนแรง

กร๊อบ!

“อ๊ากกกก!”

เสียงกระดูกไหล่หลุดออกจากเบ้าดังลั่นประสานกับเสียงแผดร้องโหยหวนของหลินต้ากัง ชายร่างกำยำเข่าทรุดฮวบลงกระแทกพื้นอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มหน้าผาก แขนขวาของเขาห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรงในพริบตา

บรรยากาศในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวอ้าปากค้าง ตาเหลือกถลนจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้อง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวจับใจเมื่อเห็นภาพบุรุษที่แข็งแรงที่สุดในบ้านถูกเด็กสาววัยสิบห้าปีจัดการกองกับพื้นในกระบวนท่าเดียว

สวีจิน ผู้ใหญ่บ้านวัยห้าสิบปีที่นั่งสูบยาสูบอยู่บนเก้าอี้ไม้ถึงกับผุดลุกขึ้นยืน มือที่ถือกล้องยาสูบสั่นระริก ขี้เถ้าแดงๆ ร่วงหล่นลงบนเสื้อนวมของเขาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว

“ละ... หลินอี้! นี่แกทำบ้าอะไร! แกกล้าทำร้ายร่างกายคนในบ้านของฉันเชียวรึ กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!” สวีจินตวาดเสียงสั่น พยายามรักษามาดผู้นำหมู่บ้านเอาไว้ แต่ดวงตาที่มองเด็กสาวกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

หลินอี้สะบัดมือเบาๆ ราวกับเพิ่งจับของสกปรก ปล่อยให้หลินต้ากังนอนกุมไหล่ร้องโอดโอยอยู่แทบเท้า เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ใหญ่บ้านสวี นัยน์ตาสีหมึกคู่นั้นไม่มีความเคารพยำเกรงหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

“ท่านผู้ใหญ่บ้านอย่าเพิ่งโกรธไปเลย ฉันก็แค่ป้องกันตัว ท่านก็เห็นอยู่ว่าลุงใหญ่พุ่งเข้ามาจะชกฉันก่อน ฉันเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถ้าไม่ตอบโต้ คงโดนตีจนตายไปแล้ว” หลินอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

“โกหก! นังปีศาจ แกมันปีศาจกลับชาติมาเกิด!” แม่เฒ่าจางชี้หน้าด่าด้วยมือที่สั่นเทา “ผู้ใหญ่สวี ท่านต้องจับมันส่งทางการ โทษฐานทำร้ายร่างกายลูกชายฉัน!”

หลินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นกังวานใสแต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เธอเดินข้ามร่างของหลินต้ากัง ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะของผู้ใหญ่บ้านสวีอย่างช้าๆ

“ส่งทางการงั้นรึ? ดีเลยย่า ฉันก็อยากจะไปที่ที่ว่าการอำเภอเหมือนกัน จะได้ไปแจ้งความกับตำรวจเสียทีเดียว” หลินอี้วางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ โน้มตัวเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้านสวี “ผู้ใหญ่บ้านสวี ท่านเป็นคนฉลาด เป็นผู้นำที่ชาวบ้านเคารพ น่าจะรู้กฎหมายของบ้านเมืองในยุคสาธารณรัฐจีนดีนะ การพยายามบุกรุกเคหสถานเพื่อทำร้ายร่างกาย และที่สำคัญที่สุด... การพยายามลักพาตัวเด็กผู้หญิงวัยห้าขวบไปขายเป็นสาวใช้ในหอนางโลม มีโทษหนักหนาแค่ไหน”

คำพูดของหลินอี้เปรียบเสมือนก้อนหินที่โยนลงในสระน้ำนิ่ง สวีจินหน้าเปลี่ยนสีทันที เขาปรายตาไปมองแม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวด้วยสายตาตำหนิ เรื่องแอบเอาเด็กไปขายแลกเสบียงในยุคอดอยากไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การพูดออกมาโต้งๆ และมีคนเอาเรื่องไปแจ้งทางการ มันจะทำให้ชื่อเสียงของหมู่บ้านสือโถวป่นปี้ และตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของเขาต้องสั่นคลอน

“แก... แกอย่ามาพูดพล่อยๆ นะ นังอี้ ใครจะเอาหลานไปขายกัน!” หลี่ซุ่ยเจียวรีบแก้ตัวเสียงหลง แต่แววตาลุกลี้ลุกลนปิดไม่มิด

“ฉันมีพยาน ซินซินกับมู่หยางได้ยินเต็มสองหู แถมตอนที่ป้าพยายามจะเข้ามาลากตัวซินซิน ฉันก็เป็นคนหักข้อมือป้าเองกับมือ รอยช้ำที่ข้อมือนั่นแหละคือหลักฐานชั้นดี” หลินอี้ยิ้มเยาะ “ถ้าตำรวจลงมาสอบสวน ท่านคิดว่าเรื่องมันจะจบแค่ตระกูลหลินไหม? ผู้ใหญ่บ้านสวี ท่านอาจจะถูกร่างแหข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้มีการค้ามนุษย์ในหมู่บ้านที่ท่านปกครองด้วยซ้ำ ท่านอยากลองเสี่ยงดูไหมล่ะ”

สวีจินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่น เด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่หลินอี้ที่ขี้ขลาดและโง่เขลาอีกต่อไป แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเด็ดขาดราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาโชกโชน การต่อกรกับคนที่ไม่กลัวตายมักจบลงด้วยความสูญเสียเสมอ

“แกต้องการอะไร หลินอี้” สวีจินถามเสียงเครียด ยอมลดทิฐิลงในที่สุด

หลินอี้ยืดตัวขึ้นกอดอก “ง่ายนิดเดียว ฉันต้องการหนังสือตัดขาดจากตระกูลหลินสายหลักอย่างเป็นทางการ ลงนามรับรองโดยท่านผู้ใหญ่บ้าน”

“ตัดขาดรึ? แกบ้าไปแล้ว!” แม่เฒ่าจางแผดเสียงขึ้นมา “แกลืมไปแล้วรึไงว่ากระท่อมหลังนั้นปลูกอยู่บนที่ดินของตระกูลหลิน ถ้าแกจะตัดขาด แกก็ต้องไสหัวออกไปแต่ตัว!”

“ที่ดินผืนนั้นเป็นชื่อของพ่อฉัน หลินต้าเฉียง ก่อนที่เขาจะหนีไป เขาไม่ได้โอนมันให้ใคร ดังนั้นมันจึงตกเป็นมรดกของฉัน มู่หยาง และซินซินโดยชอบธรรม” หลินอี้หันไปตอกกลับแม่เฒ่าจางด้วยข้อกฎหมายที่คนยุคนี้ไม่ค่อยใส่ใจ “และในหนังสือตัดขาดต้องระบุให้ชัดเจน ว่านับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลินอี้ หลินมู่หยาง และหลินซินซิน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลหลินสายหลักอีก ไม่มีความผูกพันทางสายเลือด ไม่มีหนี้บุญคุณต้องทดแทน”

เธอหยุดพูดชั่วครู่ สายตากวาดมองใบหน้าของคนในตระกูลหลินทีละคน ก่อนจะเน้นย้ำทีละคำ “และในอนาคต ไม่ว่าพวกฉันจะมั่งมีหรืออดตาย ตระกูลหลินสายหลักก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องเงินทอง เสบียงอาหาร หรือก้าวก่ายชีวิตของพวกเราอีกแม้แต่ครึ่งทองแดงเดียว ตัดบัวไม่เหลือใย เห็นหน้ากันให้ทำเหมือนคนแปลกหน้า!”

“แก... นังเด็กเนรคุณ! ฟ้าดินต้องลงโทษแก!” แม่เฒ่าจางด่าทอด้วยความเจ็บใจ แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของหลินอี้ก็นึกถึงแรงถีบเมื่อเช้าขึ้นมาได้ จึงรีบหุบปากฉับ

สวีจินชั่งน้ำหนักในใจ การเขียนหนังสือตัดขาดถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมที่ยึดถือความกตัญญูเป็นหลัก แต่ในยุคสงครามที่คนกำลังจะอดตาย ศีลธรรมพวกนี้แทบไม่มีความหมาย การตัดขาดเด็กสามคนที่ไร้พ่อแม่และดูเหมือนจะอดตายในไม่ช้า ดูจะเป็นผลดีกับตระกูลหลินสายหลักมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมาแบกรับภาระเลี้ยงดู

“ได้ ข้าจะเขียนให้” สวีจินตัดสินใจในที่สุด เขาเดินไปหยิบพู่กันและกระดาษฟางแผ่นหนึ่งออกมาจากตู้ ฝนหมึกอย่างรวดเร็วแล้วเริ่มจรดพู่กันลงไปตามข้อเรียกร้องของหลินอี้ทุกประการ

เมื่อเขียนเสร็จ สวีจินก็ประทับรอยนิ้วมือของตนเองลงไปในฐานะพยานและผู้นำหมู่บ้าน จากนั้นก็โยนกระดาษไปตรงหน้าแม่เฒ่าจาง

“ประทับตราซะ ท่านแม่เฒ่าจาง เรื่องนี้จะได้จบๆ ไปเสียที ข้าขี้เกียจฟังพวกท่านทะเลาะกันแล้ว”

แม่เฒ่าจางเม้มริมฝีปากแน่น นางมองกระดาษแผ่นนั้นราวกับเป็นของร้อน แต่เมื่อเห็นสภาพลูกชายที่ยังคงนอนครางอยู่บนพื้น นางก็จำใจต้องใช้นิ้วหัวแม่มือป้ายหมึกสีแดงแล้วประทับลงไปบนกระดาษอย่างเสียไม่ได้ หลี่ซุ่ยเจียวและหลินต้ากังที่ถูกพยุงขึ้นมาก็ต้องกัดฟันประทับตราตามไปด้วย

หลินอี้หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาเป่าหมึกให้แห้ง เธออ่านทบทวนตัวอักษรทุกตัวอย่างละเอียดเพื่อความแน่ใจ เมื่อเห็นว่าไม่มีช่องโหว่ใดๆ เธอจึงประทับรอยนิ้วมือของตัวเองลงไปเป็นคนสุดท้าย

เอกสารฉบับนี้คือเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยตัดปัญหาญาติปลิงดูดเลือดพวกนี้ออกไปจากชีวิตของน้องๆ นับแต่นี้ เธอสามารถหาเสบียงหรือสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาอ้างสิทธิ์ความเป็นญาติเพื่อชุบมือเปิบอีก

หลินอี้พับหนังสือตัดขาดอย่างระมัดระวังแล้วสอดเก็บไว้ในอกเสื้อลึกสุด ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากบ้าน

“จำเอาไว้หลินอี้” สวีจินพูดไล่หลัง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความข่มขู่ “เมื่อแกตัดขาดจากครอบครัวแล้ว ต่อไปนี้ถ้าพวกแกสามคนพี่น้องต้องหิวตายอยู่กลางพายุหิมะ ก็อย่าได้คลานมาขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านนี้เป็นอันขาด หมู่บ้านสือโถวไม่ต้อนรับคนเนรคุณ”

หลินอี้หยุดชะงักเท้าที่ธรณีประตู เธอหันหน้ากลับมามองผู้ใหญ่บ้านสวีและครอบครัวตระกูลหลินด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก

“ไม่ต้องห่วงท่านผู้ใหญ่บ้าน” เสียงของเด็กสาวหนักแน่นและเต็มไปด้วยความภาคภูมิ “พวกฉันสามคนพี่น้องจะไม่มีวันหิวตาย และถ้าวันไหนที่พวกท่านไม่มีข้าวกินจนต้องแทะเปลือกไม้ ก็อย่าได้บากหน้าไปเคาะประตูบ้านฉันเช่นกัน เพราะฉันคงไม่มีความเมตตาเหลือเผื่อแผ่ให้คนนอกหรอก”

พูดจบ หลินอี้ก็ก้าวเดินออกไปท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง ทิ้งให้คนในบ้านโถงมองตามด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกถึงกระดูก ไม่ใช่เพราะลมหนาวจากภายนอก แต่เป็นเพราะรังสีอำมหิตของเด็กสาวที่เพิ่งจากไป

ระหว่างทางเดินกลับกระท่อม ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มเริ่มมีแสงสลัวลอดผ่านก้อนเมฆ หลินอี้ลูบกระดาษในอกเสื้อเบาๆ ริมฝีปากแห้งผากระบายยิ้มบางๆ

ก้าวแรกของการสร้างปราการสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ปัญหาความวุ่นวายภายในถูกตัดขาดอย่างเด็ดขาด ต่อไปคือปัญหาเรื่องปากท้อง แม้ผลผลิตจากมิติจะช่วยให้อิ่มท้อง แต่มันเทศอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ร่างกายของมู่หยางกับซินซินเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ เธอต้องการเนื้อสัตว์ เสื้อผ้าอุ่นๆ และที่สำคัญคือ ‘เงิน’ สำหรับการอัปเกรดระบบฟาร์ม

หลินอี้เงยหน้ามองทิศทางที่ตั้งของตัวเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ แววตาของนักสู้ผู้ผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนลุกโชนขึ้นด้วยความมุ่งมั่น

คืนนี้... คงต้องแวะไปเยี่ยมชมตลาดมืดของเมืองสักหน่อยแล้ว
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel