ตอนที่ 3 ข้อเสนอขายเลือดเนื้อ
ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านช่องประตูกระท่อมที่เปิดอ้า แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งกับคำเชิญอันเย็นเยียบของหลานสาว พวกนางลอบมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ปกติแล้วนังเด็กหลินอี้มักจะก้มหน้าหนี สั่นเป็นลูกนกตกน้ำทุกครั้งที่พวกนางปรากฏตัว แต่วันนี้กลับยืนหลังตรงจ้องหน้าพวกนางเขม็งราวกับคนละคน
ความหนาวเหน็บจากด้านนอกทำให้หลี่ซุ่ยเจียวหมดความอดทน หล่อนผลักบานประตูให้เปิดกว้างขึ้นแล้วก้าวอาดๆ เข้ามาในกระท่อม สายตาสอดส่ายไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว จมูกก็สูดฟุดฟิดพยายามค้นหากลิ่นอาหาร แต่สิ่งที่หล่อนได้กลิ่นมีเพียงกลิ่นเหม็นอับของผ้าห่มเก่าและกลิ่นควันไฟจางๆ จากเตาที่มอดดับไปแล้ว
“ทำเป็นปากดีไปเถอะนังเด็กเหลือขอ” ป้าสะใภ้ใหญ่แค่นเสียงหยัน “ฉันนึกว่าพวกแกสามตัวพี่น้องจะนอนแข็งตายกลายเป็นผีเฝ้ากระท่อมไปแล้วเสียอีก พ่อแม่ก็หนีเอาตัวรอดไปแล้ว ยังจะมีหน้ามาทำคอแข็งใส่อีกรึ”
แม่เฒ่าจางเดินตามเข้ามา หญิงชราใช้ไม้เท้ากระทุ้งพื้นดินอัดแข็งในกระท่อมดังตึงๆ ใบหน้าที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “รอดตายมาได้คืนหนึ่งก็อย่าคิดว่าจะรอดไปได้ตลอด ในเมื่อพ่อแม่ของพวกแกทิ้งที่ดินผืนนี้ไปแล้ว กระท่อมหลังนี้ก็ต้องตกเป็นของตระกูลหลินสายหลัก พวกแกเตรียมตัวเก็บของแล้วไสหัวออกไปได้แล้ว ต้ากังลูกชายฉันจะได้มาใช้ที่นี่เก็บฟืน”
ไล่หลานแท้ๆ ออกไปเผชิญพายุหิมะด้านนอก เพียงเพื่อจะเอาเศษกระท่อมผุพังไว้เก็บฟืน นี่หรือคือความเมตตาของคนเป็นย่า
หลินอี้ฟังแล้วแค่นยิ้มในใจ ในโลกยุควันสิ้นโลก ซอมบี้กัดกินคนเพราะสัญชาตญาณดิบ แต่คนพวกนี้กลับกัดกินเลือดเนื้อสายเลือดเดียวกันด้วยความโลภและความเห็นแก่ตัวที่น่าสะอิดสะเอียน
เด็กสาวยืนบังเตียงเตาเอาไว้ด้านหลังอย่างมิดชิด สายตายังคงจับจ้องไปที่หญิงหน้าหนาตระกูลหลินทั้งสอง “ที่ดินผืนนี้เป็นชื่อของพ่อฉัน ถึงเขาจะหนีไปแล้ว แต่มันก็ยังเป็นสมบัติของฉันกับน้องๆ ย่ามีสิทธิ์อะไรมาไล่พวกเรา”
“สิทธิ์ของความเป็นย่าแกยังไงล่ะนังเด็กเนรคุณ” แม่เฒ่าจางตวาดเสียงกร้าว ยกไม้เท้าชี้หน้าหลินอี้ “อกตัญญูนัก พ่อแม่แกหนีหนี้สินไปทิ้งภาระไว้ให้ตระกูลหลิน ฉันยึดกระท่อมสับปะรังเคนี้ไว้ก็ถือว่าเมตตามากแล้ว ถ้าไม่อยากถูกโยนออกไปแข็งตายข้างนอก ก็มีอีกวิธีหนึ่ง”
หญิงชราหรี่ตาลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปาก ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางหลี่ซุ่ยเจียว
ป้าสะใภ้ใหญ่รับลูกทันที หล่อนก้าวเข้าไปใกล้เตียงเตา พยายามชะเง้อคอผ่านไหล่ของหลินอี้เพื่อมองดูเด็กสองคนที่ขดตัวอยู่ด้านหลัง “ยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ข้าวสารกำเดียวก็มีค่าเท่าทองคำ พวกแกสามคนอยู่ไปก็อดตายเปล่าๆ สู้ทำประโยชน์ให้ครอบครัวดีกว่า”
หลี่ซุ่ยเจียวชี้มือไปที่เด็กหญิงตัวเล็กที่ซุกตัวอยู่หลังพี่ชาย “หน้าตานังหนูซินซินถึงจะผอมไปหน่อย แต่ผิวพรรณยังพอไปวัดไปวาได้ เมื่อเช้าฉันเพิ่งคุยกับแม่สื่อจ้าวในตำบล นางกำลังหาเด็กผู้หญิงไปเป็นสาวใช้รอดอกไม้บานที่หอนางโลม หรือไม่ก็ส่งไปเป็นเจ้าสาวเลี้ยงต้อยให้บ้านเศรษฐีเฒ่า แลกข้าวสารชั้นเลวได้ตั้งยี่สิบชั่ง แกคิดดูสิหลินอี้ ข้าวตั้งยี่สิบชั่ง พวกแกสองพี่น้องที่เหลือจะได้มีของกินประทังชีวิตไปได้อีกหลายวัน ส่วนนังหนูนั่นก็ได้ไปอยู่ในที่ที่มีข้าวกิน ไม่ดีหรือไง”
คำพูดของหลี่ซุ่ยเจียวเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางกระท่อม
หลินมู่หยางเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความกลัว เขารีบกางแขนโอบกอดน้องสาวไว้แน่นราวกับแม่ไก่หวงลูก “อย่านะ อย่ามายุ่งกับซินซิน”
ซินซินกำเสื้อของพี่ชายแน่น น้ำตาหยดใสเอ่อคลอเบ้าตาซูบตอบ เด็กน้อยไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่รู้ดีว่าคนพวกนี้กำลังจะพาตัวเธอไปในที่ที่น่ากลัว “พี่ใหญ่ ซินซินไม่ไป ซินซินจะอยู่กับพี่ใหญ่กับมู่หยาง”
หลินอี้หลุบตาต่ำลง อุณหภูมิรอบตัวเธอลดฮวบลงจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ความอดทนเส้นสุดท้ายที่ขึงตึงขาดผึงในวินาทีนั้น ข้อเสนอขายเลือดเนื้อแลกข้าวสารยี่สิบชั่งช่างเป็นเรื่องที่สารเลวเกินกว่ามนุษย์จะคิดออกมาได้
“แกหลีกไปนังอี้ ฉันจะเข้าไปลากตัวนังเด็กนั่นไปให้แม่สื่อจ้าวเดี๋ยวนี้แหละ ขืนชักช้าเดี๋ยวคนอื่นจะแย่งขายลูกสาวตัดหน้าไปเสียก่อน” หลี่ซุ่ยเจียวเห็นหลินอี้ยืนนิ่งก้มหน้าก็คิดว่าเด็กสาวหวาดกลัวและยอมจำนน หล่อนจึงยื่นมือหยาบกร้านหมายจะคว้าแขนของหลินซินซิน
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของหล่อนจะทันได้สัมผัสตัวเด็กน้อย มือที่ผอมบางแต่ว่องไวราวกับอสรพิษของหลินอี้ก็พุ่งพรวดออกมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่
“โอ๊ย ทำบ้าอะไรของแก ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ” หลี่ซุ่ยเจียวร้องเสียงหลง พยายามสะบัดมือออก แต่กลับพบว่านิ้วมือของหลานสาวบีบรัดแน่นราวกับคีมเหล็ก ยิ่งหล่อนดิ้นแรงเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ยิ่งเพิ่มแรงบีบมากขึ้นเท่านั้น
หลินอี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นแบบที่ผู้รอดชีวิตจากวันสิ้นโลกเท่านั้นถึงจะมีได้ มันเป็นสายตาของคนที่พร้อมจะฉีกกระชากศัตรูให้ขาดเป็นชิ้นๆ
“ข้อเสนอของป้าสะใภ้ใหญ่ฟังดูเข้าทีดีนะ” หลินอี้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก “แต่ฉันว่าเปลี่ยนจากซินซิน เป็นเอาตัวป้าไปขายให้พวกทหารหิวโซชายแดน น่าจะได้ข้าวสารสักครึ่งชั่งอยู่มั้ง ถึงเนื้อจะเหนียวไปหน่อยแต่ก็คงพอแก้ขัดได้”
“นัง... นังเด็กปากปีศาจ แกกล้าด่าฉันเรอะ” หลี่ซุ่ยเจียวโกรธจนหน้าดำหน้าแดง หล่อนง้างมืออีกข้างขึ้นหมายจะตบหน้าหลานสาวให้เลือดกบปาก
แต่หลินอี้เร็วกว่า เด็กสาวเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือที่ฟาดลงมาอย่างง่ายดาย พร้อมกับออกแรงบิดข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่ที่ตนจับไว้อย่างแรงในทิศทางสวนกลับ
กร๊อบ
เสียงกระดูกลั่นดังฟังชัดท่ามกลางความเงียบในกระท่อม
“กรี๊ดดดด”
หลี่ซุ่ยเจียวแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด ร่างท้วมทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นดิน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส แขนข้างที่ถูกบิดห้อยต่องแต่งผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด ข้อมือของหล่อนหลุดออกจากเบ้าไปแล้ว
“ป้าสะใภ้” หลินอี้ก้มลงกระซิบข้างหูคนที่กำลังร้องโอดโอย “ยุคนี้คนตายเป็นเบือ จะตายเพิ่มอีกสักสองศพในกระท่อมร้างนี่ คงไม่มีใครมาสนใจสืบสวนหรอกมั้ง ป้าคิดว่าอย่างนั้นไหม”
แม่เฒ่าจางยืนตัวแข็งทื่อ เบิกตาตากว้างมองลูกสะใภ้ที่ลงไปกองกับพื้นด้วยความตกตะลึง หญิงชราไม่เคยคิดฝันว่าหลานสาวที่เคยหัวอ่อนยอมคนจะกล้าลงมือทำร้ายผู้ใหญ่ ซ้ำยังมีเรี่ยวแรงมหาศาลผิดมนุษย์มนา ร่างกายที่เคยคิดว่าอ่อนแอกำลังจะตายกลับซ่อนความโหดเหี้ยมเอาไว้
“นัง... นังปีศาจ แกผีเข้าหรือยังไง ถึงกล้าทำร้ายป้าสะใภ้ของแก” แม่เฒ่าจางรวบรวมความกล้า ยกไม้เท้าในมือขึ้นสูงแล้วฟาดลงมาที่กลางหลังของหลินอี้สุดแรงเกิด “ฉันจะตีแกให้ตาย นังเด็กอกตัญญู”
แต่แทนที่ไม้เท้าจะกระทบหลัง หลินอี้กลับพลิกตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอใช้มือเพียงข้างเดียวคว้าท่อนไม้เท้านั้นไว้กลางอากาศ แรงปะทะทำให้ฝ่ามือของเธอชาไปเล็กน้อย แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับการถูกซอมบี้พุ่งชน
“คำก็อกตัญญู สองคำก็อกตัญญู” หลินอี้กระชากไม้เท้าหลุดจากมือหญิงชรา แล้วโยนมันทิ้งไปกระแทกผนังด้านหลังเสียงดังลั่น “ตอนที่พวกเราสามคนพี่น้องกำลังจะหิวตาย ย่ากับป้าสะใภ้มัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหน พอเห็นพวกเรายังหายใจก็รีบเสนอหน้ามาแย่งที่ซุกหัวนอน แถมยังคิดจะขายหลานสาวแท้ๆ กิน คนที่อกตัญญูต่อความเป็นมนุษย์คือพวกแกต่างหาก”
สิ้นคำพูด หลินอี้ก็ยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ยอดอกของแม่เฒ่าจางอย่างไม่ออมแรง แม้ร่างกายนี้จะยังผอมบาง แต่ด้วยทักษะการต่อสู้และการจัดระเบียบร่างกายที่ติดตัวมา ทำให้แรงถีบนั้นหนักหน่วงพอที่จะส่งร่างของหญิงชราลอยกระเด็นออกไปนอกประตูพ้นเขตกระท่อม
พลั่ก
แม่เฒ่าจางล้มหงายหลังก้นกระแทกพื้นหิมะอย่างแรง หญิงชราจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่นอนหอบหายใจพะงาบๆ อยู่บนลานหน้าบ้าน
หลี่ซุ่ยเจียวเห็นแม่สามีถูกถีบกระเด็นออกไปก็ตกใจจนลืมเจ็บ หล่อนรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น ใช้แขนข้างที่ยังดีอยู่พยุงร่างตัวเองวิ่งหนีออกไปหาแม่เฒ่าจางอย่างทุลักทุเล ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองใบหน้าของหลินอี้อีก
หลินอี้ก้าวตามออกมายืนอยู่ที่ขอบประตู สายตาเยือกเย็นกวาดมองผู้หญิงสองคนที่กำลังพยุงกันลุกขึ้นจากกองหิมะด้วยสภาพดูไม่จืด
“จำใส่กะโหลกพวกแกเอาไว้ให้ดี” น้ำเสียงของหลินอี้กังวานชัด ฝ่าลมหนาวไปกระแทกโสตประสาทของคนฟัง “ที่ดินผืนนี้ กระท่อมหลังนี้ เป็นของฉัน ใครที่กล้าล้ำเส้นเข้ามาวุ่นวาย หรือคิดจะแตะต้องมู่หยางกับซินซินแม้นิดเดียว ครั้งหน้ามันจะไม่ได้จบแค่กระดูกหัก หรือโดนถีบออกไปแน่ ฉันจะส่งพวกแกไปคุยกับรากมะม่วงในปรโลกเอง ไสหัวไป”
คำขู่ที่แฝงไปด้วยความตายทำให้แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวขนหัวลุกชัน พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะด่าทอกลับ ได้แต่พยุงกันวิ่งเตลิดหนีกลับไปทางหมู่บ้านอย่างลนลาน ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าสะเปะสะปะบนกองหิมะขาวโพลน
เมื่อเห็นศัตรูหนีไปจนพ้นสายตา บรรยากาศกดดันรอบตัวหลินอี้ก็ค่อยๆ คลายลง เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้ามาในกระท่อมแล้วปิดประตูไม้ลงกลอนอย่างแน่นหนา
ทันทีที่หันกลับมา เธอเห็นมู่หยางกำลังยืนบังซินซินอยู่ข้างเตียงเตา ดวงตากลมโตของเด็กชายเบิกกว้าง ริมฝีปากเม้มแน่น แม้เขาจะตกใจกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวพี่สาวของตนเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปด้วยความเทิดทูนและอุ่นใจ
หลินอี้เดินเข้าไปหาเด็กทั้งสอง เธอคุกเข่าลงตรงหน้าพวกเขา ปรับสีหน้าและแววตาให้ดูอ่อนโยนลง ยกมือขึ้นลูบศีรษะของมู่หยางเบาๆ ก่อนจะเอื้อมไปเช็ดคราบน้ำตาที่หางตาให้ซินซิน
“ไม่ต้องกลัวแล้วนะ” หลินอี้เอ่ยเสียงนุ่มนวล แตกต่างจากตอนที่คุยกับพวกญาติหน้าหนาอย่างสิ้นเชิง “พี่บอกแล้วไง ว่าพี่จะดูแลพวกเราเอง จะไม่มีใครหน้าไหนมารังแกมู่หยางกับซินซินได้อีก พี่ขอสัญญา”
มู่หยางโผเข้ากอดคอพี่สาวแน่น เด็กชายซบหน้าลงกับบ่าที่ผอมบางแต่รู้สึกแข็งแกร่งที่สุดในโลก “พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย ฉันไม่กลัวคนพวกนั้นแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะฝึกร่างกายให้แข็งแรง จะได้ช่วยพี่ใหญ่ปกป้องซินซินด้วย”
ซินซินเห็นพี่ชายกอดก็รีบเข้ามากอดเอวของหลินอี้ด้วยอีกคน เด็กน้อยถูไถแก้มยุ้ยๆ กับเสื้อเก่าขาดของพี่สาว “ซินซินก็จะเชื่อฟังพี่ใหญ่ จะไม่ดื้อไม่ซน”
ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจที่เคยเย็นชาและด้านชาจากยุควันสิ้นโลกของหลินอี้สั่นไหว มันเป็นความรู้สึกผูกพันที่เธอไม่เคยสัมผัสมานานนับสิบปี การมีครอบครัวให้ปกป้องให้ความรู้สึกแบบนี้นี่เอง
“ดีมาก” หลินอี้กอดตอบน้องๆ ของเธออย่างทะนุถนอม
เมื่ออารมณ์ของเด็กๆ เริ่มสงบลง หลินอี้ก็ผละออกมา เธอรู้ดีว่าการสั่งสอนเมื่อครู่เป็นเพียงแค่การซื้อเวลาเท่านั้น คนอย่างแม่เฒ่าจางและครอบครัวตระกูลหลินสายหลักไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ เมื่อพวกมันเห็นว่าใช้กำลังแย่งชิงไม่ได้ พวกมันจะต้องไปดึงเอาคนอื่นในหมู่บ้านมาเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านที่ชอบอ้างตัวเป็นผู้ทรงศีลธรรมแต่ความจริงแล้วเห็นแก่เงินยิ่งกว่าอะไร
เธอต้องจัดการตัดไฟแต่ต้นลม
“มู่หยาง” หลินอี้เรียกชื่อน้องชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เดี๋ยวพี่จะออกไปทำธุระข้างนอกสักพัก แกอยู่โยงเฝ้าบ้าน ดูแลซินซินให้ดี ล็อกประตูหน้าต่างให้แน่นหนา ถ้าไม่ใช่เสียงพี่ห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด เข้าใจไหม”
“พี่ใหญ่จะไปไหน ข้างนอกหิมะตกหนักนะ” มู่หยางถามด้วยความกังวล
“พี่จะไปหาผู้ใหญ่บ้านสวี” หลินอี้ลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายเด็ดเดี่ยว “ในเมื่อพวกมันอยากได้กระท่อมหลังนี้นัก พี่ก็จะไปทำเรื่องแยกบ้านและตัดขาดจากตระกูลหลินอย่างเป็นทางการให้มันจบๆ ไป ต่อไปนี้พวกเราสามคนพี่น้อง จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนสารเลวพวกนั้นอีก”