ตอนที่ 2 ผลผลิตแรกจากมิติ
แสงสีเทาหม่นของยามเช้าตรู่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ที่ผุพัง พายุหิมะด้านนอกสงบลงแล้ว เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวเบาๆ ที่พัดผ่านชายคา หลินอี้ลืมตาขึ้นช้าๆ สัมผัสแรกที่รับรู้คือความเงียบสงัดและไอเย็นที่ลอยอวลอยู่ในกระท่อมดินโคลน
เด็กสาวขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง น่าประหลาดที่ความเจ็บปวดร้าวตามข้อต่อและอาการจุกแน่นที่หน้าอกหายเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายที่เคยหนักอึ้งราวกับถูกหินถ่วงกลับมารู้สึกเบาสบาย แม้จะยังซูบผอมและขาดสารอาหาร แต่มวลกล้ามเนื้อและพละกำลังเริ่มฟื้นคืนมาบ้างแล้ว น้ำพุวิเศษจากระบบทำงานได้ผลดีเยี่ยมสมกับที่เป็นของล้ำค่าจากวันสิ้นโลก
หลินอี้หันไปมองบนเตียงเตา มู่หยางกับซินซินยังคงนอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้าห่มฝ้ายเก่าๆ ลมหายใจของเด็กทั้งสองเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวอมเทากลับมามีสีเลือดฝาดจางๆ โดยเฉพาะซินซินที่พิษไข้ลดลงจนตัวเย็นเป็นปกติแล้ว
เมื่อเห็นว่าน้องๆ ปลอดภัยดี หลินอี้ก็หลับตาลงเพื่อเชื่อมต่อจิตสำนึกเข้ากับระบบฟาร์มทันที
ภายในมิติ แถบเวลาเหนือแปลงดินสีดำนับถอยหลังจนเหลือศูนย์แล้ว ต้นมันเทศที่เธอปลูกไว้เมื่อคืนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เถาใบสีเขียวเข้มแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ หลินอี้ส่งกระแสจิตสั่งการเก็บเกี่ยว เพียงพริบตาเดียว ดินที่ร่วนซุยก็แยกออก ดันหัวมันเทศสีแดงอมม่วงขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาเรียงรายอยู่บนพื้น มันเทศแต่ละหัวมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่ ผิวเต่งตึงอวบอ้วน บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ขั้นสุด
เธอเก็บมันเทศทั้งหมดเข้าสู่ช่องเก็บของในระบบ ได้ผลผลิตมาราวๆ สิบกิโลกรัม จากนั้นจึงสั่งให้ระบบหักมันเทศหัวที่เล็กที่สุดออกเป็นชิ้นๆ เพื่อใช้เป็นหัวพันธุ์สำหรับปลูกในรอบต่อไป แถบเวลาเริ่มนับถอยหลังสิบสองชั่วโมงอีกครั้ง
หลินอี้ลืมตาขึ้นในโลกความจริง เธอเรียกมันเทศห้าหัวใหญ่ออกมาจากระบบ วางกองไว้บนพื้นดินอัดแข็งข้างเตาไฟ ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือการทำให้อาหารพวกนี้สุก แต่ปัญหาคือฟืนในบ้านถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อวาน
สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบกระท่อมเพื่อหาเชื้อเพลิง ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับเก้าอี้ไม้สี่ขาที่ขาหักไปข้างหนึ่งและถูกทิ้งฝุ่นจับอยู่ที่มุมห้อง หลินอี้เดินตรงไปหามัน ยกเท้าขึ้นเหยียบและออกแรงหักแผ่นไม้กระดานออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลัง ทักษะการใช้แรงจากวันสิ้นโลกทำให้การฉีกไม้เก่าๆ เป็นเรื่องง่ายดายราวกับหักกิ่งไม้แห้ง
เธอนำเศษไม้เหล่านั้นมากองรวมกันในเตาดิน ล้วงหาหินเหล็กไฟที่ซ่อนอยู่ในโพรงกำแพงมาจุดประกายไฟ ไม่นานนักเปลวไฟสีส้มก็ลุกโชนขึ้น ขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกินกระท่อมให้ถอยร่นไป หลินอี้ฝังมันเทศทั้งห้าหัวลงในกองขี้เถ้าที่กำลังร้อนระอุ ปล่อยให้ความร้อนทำหน้าที่ของมัน
เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลที่ถูกเผาไหม้ก็เริ่มลอยคลุ้งไปทั่วห้อง มันเป็นกลิ่นของมันเทศเผาที่กำลังสุกได้ที่ เปลือกด้านนอกไหม้เกรียมเล็กน้อยจนน้ำหวานสีคาราเมลเยิ้มปะทุออกมาส่งเสียงดังฉ่า
กลิ่นหอมเย้ายวนนี้รุนแรงเกินกว่าที่กระเพาะว่างเปล่าจะทนได้
บนเตียงเตา มู่หยางจมูกกระตุกยิบๆ เด็กชายขมวดคิ้วก่อนจะเบิกตาโพลงตื่นขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณระวังภัย ทันทีที่เห็นแสงไฟลุกโชนอยู่ในเตาและเห็นแผ่นหลังของพี่สาวกำลังนั่งคีบของบางอย่างออกจากกองขี้เถ้า เขาก็รีบผุดลุกขึ้นนั่ง
“พี่ใหญ่ พี่กำลังทำอะไร” มู่หยางกระซิบถาม เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ผสมกับความหิวที่ถูกปลุกเร้าด้วยกลิ่นหอม
ซินซินที่นอนอยู่ข้างๆ ก็งัวเงียตื่นขึ้นมาเช่นกัน เด็กหญิงตัวน้อยขยี้ตาป้อมๆ ของตัวเอง จ้องมองไปที่เตาไฟแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “พี่ใหญ่ หอมจังเลย ซินซินหิวแล้ว”
หลินอี้หันกลับมามองเด็กทั้งสอง เธอใช้ปลายไม้เขี่ยมันเทศที่สุกงอมออกมาวางพักไว้บนพื้นดินให้คลายความร้อนลงเล็กน้อย ก่อนจะหยิบหัวที่เล็กที่สุดขึ้นมาบิครึ่ง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาพร้อมกับเนื้อเนียนละเอียดสีเหลืองทองที่ดูนุ่มละมุน
“ลงมากินสิ ระวังร้อนด้วย” หลินอี้ยื่นมันเทศครึ่งหัวให้มู่หยาง และอีกครึ่งหัวให้ซินซิน
เด็กทั้งสองเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า มู่หยางรับมันเทศมาถือไว้ในมือที่สั่นเทา สัมผัสอุ่นร้อนที่ส่งผ่านเปลือกเกรียมๆ ทำให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ในยุคที่ผู้คนต้องขุดรากไม้กิน การได้เห็นมันเทศเนื้อแน่นขนาดนี้เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“พี่ใหญ่ พี่ไปเอามันมาจากไหน พ่อกับแม่เอาข้าวสารไปหมดแล้วไม่ใช่เหรอ” มู่หยางถามเสียงหลง แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เนื้อสีเหลืองทองตรงหน้า
“พี่แอบซ่อนมันไว้ใต้แผ่นกระดานตอนที่พวกนั้นไม่เห็น” หลินอี้ตอบเรียบๆ โกหกหน้าตายโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “มู่หยางเลิกถามแล้วรีบกินซะ ก่อนที่มันจะเย็น”
ซินซินไม่รอช้า เด็กหญิงทนความหิวไม่ไหว อ้าปากกัดเนื้อมันเทศคำโตทันที ความหวานละมุนและความร้อนที่แผ่ซ่านลงไปในกระเพาะว่างเปล่าทำให้ดวงตาของเด็กน้อยโค้งเป็นสระอิ น้ำตาหยดเล็กๆ ร่วงเผาะลงมาอาบแก้ม
“อร่อย ซินซินไม่เคยรินของอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย” เด็กน้อยพูดอู้อี้ทั้งที่ของกินเต็มปาก
มู่หยางเห็นน้องสาวกินอย่างเอร็ดอร่อยก็ก้มลงกัดมันเทศในมือบ้าง รสชาติหวานล้ำและความอบอุ่นที่ไหลลงสู่ท้องทำให้เขาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความหวาดกลัวที่จะต้องตายเพราะความหิวเมื่อคืนนี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เขากินไปร้องไห้ไป พยายามเคี้ยวให้ละเอียดที่สุดเพื่อซึมซับรสชาติของอาหารมื้อแรกในรอบหลายวันที่ตกถึงท้อง
หลินอี้มองภาพนั้นด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย เธอหยิบมันเทศหัวใหญ่ขึ้นมาปอกเปลือกแล้วเริ่มกินบ้าง รสชาติของมันเทศจากระบบนั้นดีกว่ามันเทศทั่วไปมาก เนื้อเนียนไร้เสี้ยน หวานฉ่ำและให้ความรู้สึกอิ่มท้องอย่างรวดเร็ว เพียงแค่กินไปหัวเดียว เธอก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่สูบฉีดไปทั่วร่างกาย
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันหน้าเตาไฟ กินมันเทศจนหมดไปสี่หัว หลินอี้จงใจเหลือหัวสุดท้ายเอาไว้แล้วโยนกลับเข้าไปในมิติเพื่อเป็นเสบียงสำรอง
เมื่อท้องอิ่ม ความอบอุ่นก็เข้ามาแทนที่ความหนาว ซินซินเรอออกมาเบาๆ แล้วลูบท้องที่ป่องนูนของตัวเองด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข มู่หยางเองก็มีสีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเก็บเปลือกมันเทศที่ตกอยู่บนพื้นเตรียมจะเอาไปทิ้ง
“เดี๋ยวก่อน” หลินอี้ร้องห้าม เธอคว้าเปลือกมันเทศทั้งหมดจากมือน้องชาย แล้วโยนมันเข้าไปในเตาไฟ ปล่อยให้เปลวเพลิงเผาไหม้หลักฐานความอิ่มหนำจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
มู่หยางมองการกระทำของพี่สาวด้วยความงุนงง “พี่ใหญ่ ทำไมต้องเผาทิ้งด้วย”
หลินอี้หยิบเศษขี้เถ้าที่เย็นแล้วจากขอบเตาขึ้นมาขยี้ในมือ ก่อนจะหันไปหาน้องชาย “มู่หยางจำที่พี่บอกไว้ให้ดี ในยุคที่คนข้างนอกกำลังจะอดตาย ถ้ามีใครรู้ว่าบ้านเรามีของกิน พวกมันจะแห่กันมาแย่งชิง และอาจจะฆ่าพวกเราเพื่อแลกกับมันเทศแค่หัวเดียว”
คำพูดที่เรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้ายทำให้มู่หยางขนลุกซู่ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สาวถึงต้องปิดบังเรื่องอาหาร
หลินอี้ยื่นมือที่เปื้อนขี้เถ้าไปป้ายลงบนแก้มของซินซิน ทำให้ใบหน้าที่เพิ่งจะดูมีเลือดฝาดกลับมาดูมอมแมมและซูบซีดเหมือนเดิม เด็กน้อยสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ยอมอยู่นิ่งๆ จากนั้นหลินอี้ก็หันไปป้ายขี้เถ้าลงบนหน้ามู่หยาง และจัดการทาหน้าตัวเองจนดำปี๋ไม่ต่างจากขอทานค้างปี
“จำสิ่งที่พี่สอนได้ไหม เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น มู่หยางกับซินซินต้องทำตัวให้เหมือนคนที่กำลังจะอดตาย ห้ามยิ้ม ห้ามวิ่งเล่น ห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเราได้กินอะไรไป” หลินอี้จับไหล่น้องชายแน่น สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กชายเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ
มู่หยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ฉันเข้าใจแล้วพี่ใหญ่ ฉันจะไม่บอกใคร ซินซินก็จะไม่พูดใช่ไหม” เขาหันไปกำชับน้องสาว
ซินซินพยักหน้าหงึกๆ สองมือยกขึ้นปิดปากตัวเองแน่นเป็นเชิงรับปาก
การพรางตัวเสร็จสิ้นลงทันเวลาพอดี เปลวไฟในเตามอดดับลงเหลือเพียงถ่านแดงเรื่อๆ กลิ่นมันเทศถูกกลบด้วยกลิ่นควันไฟและกลิ่นอับของกระท่อมจนหมดสิ้น ทุกอย่างกลับมาดูแร้นแค้นและน่าเวทนาตามเดิม
กรอบ... แกรบ...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนหิมะดังมาจากลานหน้ากระท่อม เสียงนั้นไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่ฟังดูเหมือนมีคนสองสามคนกำลังเดินตรงมาที่ประตูบ้าน หลินอี้หรี่ตาลง สัญชาตญาณการต่อสู้ถูกปลุกให้ตื่นตัวทันที
“ไอ้เด็กเหลือขอสามคนนั่นมันตายกันหมดหรือยังวะ ป่านนี้ศพคงแข็งเป็นหินไปแล้วมั้ง”
เสียงแหลมสูงปรี๊ดที่ฟังกี่ครั้งก็ชวนให้ระคายหูทะลุผ่านบานประตูไม้เข้ามา หลินอี้จำเสียงนี้ได้แม่นยำ มันคือเสียงของหลี่ซุ่ยเจียว ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีวาจาร้ายกาจและจิตใจคับแคบ
“ตายก็ดี จะได้เอาเสื่อน้ำมันม้วนๆ แล้วโยนทิ้งหลังเขาไปซะ ที่ดินผืนนี้จะได้ตกเป็นของต้ากัง ลูกชายของฉันสักที ไอ้พวกลูกสุนัขเกิดมาก็เปลืองข้าวสุก”
ตามมาด้วยเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความอำมหิตของแม่เฒ่าจาง ย่าแท้ๆ ของร่างนี้ คนที่เห็นสายเลือดตัวเองเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่ง
มู่หยางหน้าซีดเผือด เขารีบดึงตัวซินซินไปซ่อนไว้ด้านหลัง ร่างกายเด็กชายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวฝังใจที่มีต่อย่าและป้าสะใภ้ เพราะทุกครั้งที่สองคนนี้มาที่กระท่อม ไม่มีการทุบตีก็ต้องมีการแย่งชิงข้าวของเสมอ
“มู่หยาง ซินซิน... อย่าส่งเสียง” หลินอี้กระซิบสั่งสั้นๆ
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นให้ดูรุ่ยร่ายกว่าเดิม แสร้งทำไหล่ห่อและก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง หากพวกมันอยากจะมาเก็บศพ เธอก็จะเปิดประตูต้อนรับพวกมันสู่ขุมนรกด้วยตัวเอง
ปัง!
ประตูไม้ที่ผุพังถูกถีบอย่างแรงจากด้านนอก บานพับที่เป็นสนิมส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก่อนที่ประตูจะเปิดอ้าออก ลมหนาวระลอกใหม่พัดกรรโชกเข้ามาพร้อมกับร่างของหญิงสองคนที่สวมเสื้อหนาวบุนวมหนาเตอะ
หลี่ซุ่ยเจียวชะโงกหน้าเข้ามาในกระท่อมพลางยกมือขึ้นปิดจมูกแสดงความรังเกียจ แต่เมื่อสายตาของหล่อนปะทะเข้ากับร่างของหลินอี้ที่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง หล่อนก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้างราวกับเห็นผี
“กะ... แก แกยังไม่ตายนี่!” ป้าสะใภ้ใหญ่ร้องเสียงหลง ชี้หน้าเด็กสาวด้วยความตกตะลึง
แม่เฒ่าจางที่เดินตามหลังมาผลักลูกสะใภ้ให้พ้นทาง หญิงชรามองหลานสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและเกลียดชัง “ดวงแข็งนักนะ นึกว่าจะตายตามพ่อแม่สารเลวของแกไปแล้วซะอีก”
หลินอี้ไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด เธอยืนนิ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทจ้องมองใบหน้าอันน่ารังเกียจของญาติผู้ใหญ่ทั้งสอง ริมฝีปากที่แห้งแตกเหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้เห็นรู้สึกเสียวสันหลังวาบโดยไม่ทราบสาเหตุ
การมาเยือนของพวกมันรวดเร็วกว่าที่คิด แต่ก็ดีเหมือนกัน เธอเพิ่งจะได้กินอิ่มและกำลังอยากจะทดสอบพละกำลังของตัวเองอยู่พอดี
“เข้ามาสิ” หลินอี้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความเคารพ ไร้ความหวาดกลัว “มายืนตากลมอยู่ตรงประตูทำไมล่ะ ย่า”
น้ำเสียงที่เย็นเยียบและท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของหลานสาว ทำให้แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวชะงักไปชั่วครู่ พวกนางไม่รู้เลยว่า เด็กสาวที่อ่อนแอและยอมคนคนเดิมได้ตายไปแล้ว และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกนางในตอนนี้ คือมัจจุราชที่เดินออกมาจากวันสิ้นโลก