ตอนที่ 12 กฎเหล็กอาบโลหิต
ฝุ่นควันและละอองเถ้าถ่านยังคงลอยคลุ้งอยู่กลางอากาศ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นผิวหนังไหม้พองคละคลุ้งไปทั่วบริเวณหน้าประตูกระท่อม เสียงโอดครวญของชายร่างยักษ์ที่ถูกลูกดอกหน้าไม้เจาะทะลุไหล่ และชายอีกสองคนที่โดนน้ำเดือดสาดหน้าดังก้องแข่งกับเสียงพายุหิมะ
กลุ่มชาวบ้านที่เหลือซึ่งหมายมั่นจะเข้ามาแย่งชิงเสบียง บัดนี้ต่างถอยกรูดไปกองรวมกันอยู่ลานหน้าบ้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มือที่จับขวานและท่อนไม้สั่นเทาจนแทบจะถือไม่อยู่ ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กกำพร้าวัยสิบห้าปีที่พวกเขาเคยมองว่าเป็นเพียงลูกแกะรอวันเชือด จะมีอาวุธร้ายแรงและกล้าลงมืออย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
หลินอี้ก้าวเดินออกมาจากเงามืด สองเท้าเหยียบย่ำลงบนเศษไม้กระดานที่แตกหัก หน้าไม้เหล็กกล้าในมือถูกขึ้นสายและวางพาดลูกดอกดอกใหม่เรียบร้อยแล้ว นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองกลุ่มคนหิวโซทีละคน ราวกับมัจจุราชกำลังเลือกวิญญาณดวงต่อไป
“หลินอี้ แกมันปีศาจ แกกล้าฆ่าแกงคนในหมู่บ้านเดียวกันเชียวรึ”
เสียงสั่นเครือดังมาจากด้านหลังฝูงชน สวีจิน ผู้ใหญ่บ้านที่แอบซุ่มดูสถานการณ์อยู่ ค่อยๆ ก้าวออกมา ใบหน้าของเขาซีดเซียว แต่ยังพยายามปั้นหน้าขึงขังเพื่อรักษาอำนาจของผู้นำหมู่บ้าน
หลินอี้ปรายตามองสวีจิน มุมปากเหยียดยิ้มเย็นชา “คนหมู่บ้านเดียวกันงั้นหรือ ตอนที่พวกท่านพังประตูบ้านฉันเข้ามาพร้อมอาวุธ มีใครเห็นฉันเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันบ้างไหม ผู้ใหญ่บ้านสวี ท่านเป็นคนรู้กฎหมายบ้านเมืองดี การรวมหัวบุกรุกเคหสถานยามวิกาลเพื่อปล้นทรัพย์ โทษของมันคืออะไร”
สวีจินสะอึกไปชั่วขณะ เขาอ้าปากจะเถียง แต่ก็หาคำพูดมาหักล้างไม่ได้
“ตามกฎหมายสาธารณรัฐจีน หากเจ้าของบ้านสังหารผู้บุกรุกยามวิกาล ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรม” หลินอี้ยกหน้าไม้ขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์ไปที่กลางหน้าผากของผู้ใหญ่บ้าน “ถ้าฉันจะยิงทิ้งให้หมดทุกคนตรงนี้ ทางการก็เอาผิดฉันไม่ได้แม้แต่ข้อหาเดียว ท่านอยากจะลองดูไหมว่าลูกดอกของฉันกับขาของท่าน อะไรจะเร็วกว่ากัน”
คำขู่ที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ทำเอาสวีจินเข่าอ่อน เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว หยาดเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมลงมาตามขมับ ทั้งที่อากาศหนาวเหน็บจนแทบจะแข็งตาย
“แก... แกอย่าทำอะไรบ้าๆ นะ นังอี้” หลินต้ากังที่ซ่อนตัวอยู่หลังผู้ใหญ่บ้านร้องตะโกนขึ้นมา แขนข้างที่ถูกหักยังคงห้อยต่องแต่ง “พวกเราคนเยอะกว่า แกมีหน้าไม้แค่กระบอกเดียว ยิงได้ทีละดอก คิดว่าจะรอดไปได้รึ”
“ก็ลองก้าวเข้ามาสิลุงใหญ่” หลินอี้ท้าทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ลูกดอกฉันอาจจะยิงได้ทีละดอก แต่ฉันรับรองได้ว่าคนที่ก้าวเข้ามาเป็นคนแรก สมองของมันจะกระจายเกลื่อนหิมะตรงนี้อย่างแน่นอน ใครอยากจะเป็นศพแรก ก้าวออกมา”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานหน้าบ้าน ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่ปลายนิ้ว ความหิวโหยที่เคยปลุกปั่นให้บ้าคลั่ง บัดนี้ถูกความกลัวตายกดทับจนมิด พวกเขามองหน้าไม้ที่แวววาวในความมืด สลับกับรอยเลือดบนพื้นหิมะ ไม่มีใครอยากเอาชีวิตมาทิ้งเพียงเพื่อมันเทศไม่กี่หัวที่ยังไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่
“พอแล้ว ถอย! พวกเราถอย!” สวีจินตัดสินใจตะโกนสั่งการในที่สุด เขาตระหนักแล้วว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ใช่คนที่จะใช้จำนวนคนเข้าข่มขู่ได้อีกต่อไป
ชาวบ้านที่เหลือเหมือนได้ยินเสียงสวรรค์ พวกเขารีบทิ้งอาวุธ เข้าไปพยุงร่างของชายที่บาดเจ็บทั้งสามคน ลากถูลู่ถูกังฝ่าหิมะหนีกลับไปทางใจกลางหมู่บ้านอย่างทุลักทุเล เสียงร้องโอดครวญค่อยๆ เบาลงและกลืนหายไปกับเสียงพายุ
หลินอี้ยืนมองจนแน่ใจว่าพวกมันหนีไปพ้นรัศมีสายตาแล้ว จึงค่อยๆ ลดหน้าไม้ลง ลมหายใจที่กลั้นไว้ถูกผ่อนออกมายาวๆ แม้ท่าทางภายนอกจะดูแข็งแกร่งไร้พ่าย แต่การต้องเผชิญหน้ากับคนหมู่มากในสภาพแวดล้อมที่ไร้กฎหมายเช่นนี้ ก็ทำให้กล้ามเนื้อของเธอตึงเครียดไม่น้อย
เธอหันกลับเข้ามาในกระท่อม สิ่งแรกที่เห็นคือมู่หยางกำลังยืนถือไม้ท่อนยาว บังซินซินเอาไว้ด้านหลังสุดของเตียงเตา ดวงตาของเด็กชายแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยแต่ก็ไม่ยอมถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว
หลินอี้วางหน้าไม้ลงบนโต๊ะ เดินข้ามเศษซากประตูที่แตกหักเข้าไปหาน้องๆ เธอปรับสีหน้าให้ผ่อนคลายลง ยื่นมือไปลูบศีรษะมู่หยางอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรแล้วมู่หยาง พวกมันไปหมดแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนุ่มนวลของพี่สาว ไม้ท่อนยาวในมือของเด็กชายก็ร่วงหลงพื้น มู่หยางโผเข้ากอดเอวหลินอี้แน่น น้ำตาที่กักเก็บไว้ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ ซินซินก็คลานเข้ามากอดขาเธอร้องไห้สะอึกสะอื้นตามไปด้วย
“ฉันนึกว่าพวกมันจะเข้ามาทำร้ายพี่เสียแล้ว” มู่หยางสะอื้น เสียงอู้อี้อยู่กับเสื้อนวมของพี่สาว
“พี่บอกแล้วไง ว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเราได้” หลินอี้กอดน้องทั้งสองไว้แน่น ถ่ายทอดความอบอุ่นจากร่างกายเพื่อปลอบประโลม “มู่หยางเก่งมากที่ปกป้องซินซิน ซินซินก็เก่งที่ไม่ส่งเสียงร้อง ตอนนี้เราปลอดภัยแล้ว ร้องไห้ให้พอ แล้วเราต้องลุกขึ้นมาซ่อมประตูบ้านกัน”
เด็กทั้งสองใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็สงบสติอารมณ์ลงได้ การเติบโตในยุคสงครามสอนให้พวกเขารู้จักการปรับตัวอย่างรวดเร็ว มู่หยางยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตาปอยๆ แล้ววิ่งไปช่วยพี่สาวเก็บกวาดเศษไม้กระดานที่แตกหัก
ประตูไม้บานเดิมพังยับเยินจนไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก หลินอี้จึงต้องดึงแผ่นกระดานไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ที่เหลือจากการทำชั้นวางของในระบบฟาร์มออกมา เธอใช้ค้อนและตะปูตัวยาวที่แลกมา ตอกยึดแผ่นไม้เข้ากับวงกบประตูที่ยังเหลืออยู่ เสริมความแข็งแกร่งด้วยแผ่นเหล็กเส้นที่ขัดขวางไว้อีกชั้น การซ่อมแซมเป็นไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางลมหนาว แต่สุดท้ายกระท่อมก็กลับมาปิดทึบและปลอดภัยอีกครั้ง
คืนนั้นผ่านพ้นไปโดยไม่มีใครหน้าไหนกล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้บ้านตระกูลหลินอีก
รุ่งเช้าวันต่อมา พายุหิมะหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าโปร่งแสงขึ้นเล็กน้อย แต่อุณหภูมิยังคงหนาวจัดจนบาดกระดูก
ข่าวเรื่องหลินอี้ใช้หน้าไม้เหล็กกล้ายิงคนและสาดน้ำร้อนใส่ชาวบ้าน แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านสือโถวราวกับไฟลามทุ่ง รอยเลือดสีแดงฉานที่สาดกระเซ็นและแข็งตัวกลายเป็นสีดำคล้ำอยู่บนพื้นหิมะหน้าบ้าน กลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนแห่งความตายที่ไม่มีใครกล้าก้าวข้าม
ผู้คนเริ่มเรียกขานหลินอี้ลับหลังว่า ‘ปีศาจตระกูลหลิน’ แม้แต่แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวที่เคยปากเก่ง บัดนี้กลับหดหัวอยู่แต่ในบ้าน ปิดประตูเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อของหลานสาวออกมาให้ระคายคอ ส่วนชายร่างยักษ์ที่ถูกยิงทะลุไหล่และพวกที่โดนน้ำร้อนลวก ก็ได้แต่นอนร้องครวญครางรอความตาย เพราะไม่มีหมอหรือยารักษาในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
นี่คือกฎเหล็กของผู้แข็งแกร่ง การเชือดไก่ให้ลิงดูเพียงครั้งเดียว สามารถสร้างความเกรงขามและซื้อความสงบสุขกลับคืนมาได้อย่างเด็ดขาด
ภายในกระท่อมที่อุ่นสบาย หลินอี้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตา ตรงหน้าเธอมีชามกระเบื้องใส่ซุปไก่ตุ๋นโสมที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เนื้อไก่อวบอ้วนจากระบบฟาร์มถูกเคี่ยวจนเปื่อยยุ่ย รสชาติหวานล้ำและอุดมไปด้วยสารอาหาร
มู่หยางและซินซินนั่งซดน้ำซุปอยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ความหวาดกลัวเมื่อคืนดูเหมือนจะจางหายไปจากใจของเด็กทั้งสองอย่างรวดเร็วเมื่อมีอาหารอร่อยตกถึงท้อง
หลินอี้เคี้ยวเนื้อไก่ช้าๆ สายตาเหม่อมองไปที่บานประตูที่เพิ่งซ่อมเสร็จ ในหัวของเธอกำลังประเมินสถานการณ์อย่างหนักหน่วง
แม้จะจัดการพวกชาวบ้านจนหัวหดไปได้ชั่วคราว แต่นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน หมู่บ้านสือโถวกลายเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เมื่อหิมะเริ่มละลายและเข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาว กองทัพก๊กมินตั๋ง กองโจรภูเขา หรือแม้แต่ทหารญี่ปุ่นที่กำลังรุกราน อาจจะเคลื่อนทัพผ่านมาทางนี้ การซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมดินโคลนที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้าน เท่ากับเป็นการรอคอยความตาย
พวกเธอต้องอพยพลงใต้
ทิศใต้เป็นเขตที่สงครามยังขยายไปไม่ถึงเต็มรูปแบบ มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และมีความปลอดภัยมากกว่า แต่การเดินทางไกลนับพันลี้พร้อมกับเด็กเล็กสองคน ไม่ใช่เรื่องที่จะเดินเท้าไปมือเปล่าได้ เธอต้องการพาหนะที่แข็งแรง เสื้อผ้าที่ทนทานกว่านี้ และที่สำคัญคือเสบียงบังหน้าเพื่อไม่ให้ใครสงสัยว่าเธอเอาอาหารออกมาจากไหน
หลินอี้หลับตาลง ตรวจสอบหน้าต่างระบบฟาร์ม ค่าพลังงานของเธอยังเหลืออีกแปดร้อยกว่าแต้มจากป้ายหยกสีเลือดนกเมื่อครั้งก่อน พื้นที่เพาะปลูกและปศุสัตว์สามารถผลิตอาหารเลี้ยงสามปากท้องได้อย่างสบายๆ แต่ระบบนี้ไม่สามารถเสกเกวียนหรือสัตว์พาหนะอย่างล่อหรือม้าออกมาได้ เธอต้องนำเสบียงไปแลกเปลี่ยนที่ตลาดมืดในเมืองอีกครั้ง
แต่ปัญหาคือ หากเธอแบกตะกร้ามันเทศไปเร่ขายเหมือนครั้งก่อน มันอาจจะดึงดูดสายตาคนมากเกินไป ในภาวะสงครามที่ใกล้เข้ามา พวกพ่อค้าหน้าเลือดหรือทหารในเมืองย่อมจับตามองคนที่มีเสบียงอยู่ในมือ เธอต้องหาวิธีค้าขายที่รัดกุมและปลอดภัยกว่าเดิม
“พี่ใหญ่” เสียงเรียกของมู่หยางทำให้หลินอี้หลุดจากภวังค์ “พี่คิดอะไรอยู่หรือ คิ้วขมวดเชียว”
หลินอี้หันไปยิ้มนางๆ ให้น้องชาย “พี่กำลังคิดว่า พอหิมะเริ่มละลาย พี่จะพาพวกเราย้ายออกจากหมู่บ้านนี้”
มู่หยางเบิกตากว้าง “ย้ายบ้านหรือพี่ เราจะไปไหนกัน ในเมื่อที่นี่พี่ก็จัดการพวกคนร้ายไปหมดแล้ว”
“ที่นี่อยู่ห่างไกลความเจริญเกินไป มู่หยาง” หลินอี้อธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไฟสงครามกำลังจะลามมาถึง ไม่ทหารก็พวกโจรภูเขาจะต้องบุกมากวาดล้างหมู่บ้านนี้แน่ การอยู่ต่อมีแต่จะตายเปล่า เราต้องลงใต้ ไปหาที่ดินผืนใหม่สร้างบ้านที่แข็งแรงกว่านี้ พี่อยากให้มู่หยางได้เรียนหนังสือ อยากให้ซินซินได้วิ่งเล่นอย่างปลอดภัย”
คำว่าเรียนหนังสือทำให้แววตาของเด็กชายเปล่งประกาย ในยุคนี้ คนที่ได้เรียนหนังสือคือคนที่มีอนาคต “แล้วเราจะเดินทางยังไงพี่ ทางข้างหน้าตั้งไกล แถมยังมีคนอพยพเต็มไปหมด”
“เรื่องนั้นพี่จะจัดการเอง” หลินอี้ตบไหล่น้องชายเบาๆ “พรุ่งนี้เช้ามืด พี่จะเข้าเมืองไปหาลู่ทางและซื้อของเตรียมไว้ มู่หยางอยู่บ้านดูแลน้องให้ดี ล็อกประตูให้แน่นเหมือนเดิม ถ้ามีใครมาด้อมๆ มองๆ ก็เอาหน้าไม้ที่พี่ขึ้นสายไว้ให้ เล็งยิงผ่านรูหน้าต่างได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
“ฉันเข้าใจแล้วพี่ พี่ไปทำธุระเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้” เด็กชายรับคำอย่างแข็งขัน ท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินวัยสิบขวบไปมาก
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น หลินอี้จัดการพรางตัวด้วยขี้เถ้าและแต่งกายเป็นเด็กหนุ่มเร่ร่อนเช่นเคย เธอไม่ได้พกตะกร้ามันเทศไปเหมือนครั้งก่อน แต่เลือกที่จะพกมีดทำครัว หน้าไม้เหล็กกล้าที่ถูกถอดชิ้นส่วนซ่อนไว้ในอกเสื้อ และเนื้อไก่รมควันชิ้นใหญ่ที่ห่อด้วยใบไม้แห้งอย่างมิดชิด
ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท ลมหนาวพัดเอาเกล็ดหิมะบางๆ ปลิวมากระทบหน้า หลินอี้ลัดเลาะออกจากหมู่บ้านสือโถวอย่างเงียบเชียบ สองเท้าที่สวมรองเท้าฟางย่ำไปบนหิมะที่จับตัวแข็ง มุ่งหน้าสู่กำแพงเมือง
การเจรจาการค้ากับเถ้าแก่จินครั้งนี้ จะเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ หากเธอสามารถดึงผู้กว้างขวางแห่งตลาดมืดมาเป็นคู่ค้าประจำได้ เส้นทางการอพยพลงใต้ของพวกเธอก็จะราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน
และหากเถ้าแก่จินคิดจะตุกติกหรือหักหลัง... หน้าไม้เหล็กกล้าในอกเสื้อของเธอก็พร้อมที่จะเจาะกะโหลกเขาทุกเมื่อ สัจธรรมของการเอาชีวิตรอดสอนให้เธอรู้ว่า จงมีรอยยิ้มในการค้า แต่จงซ่อนคมมีดไว้ข้างหลังเสมอ