บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 เดิมพันตลาดมืด

ลมหนาวก่อนรุ่งสางพัดกรรโชกแรงจนผิวหน้าชาหนึบ เกล็ดน้ำแข็งบางเบาปลิวว่อนมากระทบเสื้อนวมเก่าขาด หลินอี้กระชับสายคาดเอวให้แน่นขึ้น สองเท้าก้าวฝ่ากองหิมะที่จับตัวแข็งมุ่งหน้าสู่กำแพงเมือง

รอบด้านมืดสนิทและเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของเธอที่ดังกรอบแกรบเป็นจังหวะสม่ำเสมอ การเดินทางคนเดียวในยามวิกาลเช่นนี้ หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงสติแตกด้วยความกลัว แต่สำหรับอดีตผู้รอดชีวิตจากวันสิ้นโลก ความมืดคือเพื่อนแท้ที่ช่วยพรางตัวชั้นดี

ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม หลินอี้ก็มาถึงแนวกำแพงเมืองทิศตะวันตก เธอเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้แห้งจนพบรอยแยกใต้กำแพงจุดเดิม มันยังคงถูกปล่อยปละละเลยไม่มีทหารมาซ่อมแซม เด็กสาวมุดลอดเข้าไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

สภาพภายในเมืองยามเช้ามืดดูหดหู่ยิ่งกว่าครั้งก่อนที่เธอมาเยือน ตามตรอกซอกซอยมีร่างของคนจรจัดและผู้ลี้ภัยนอนขดตัวแข็งตายอยู่หลายศพ กลิ่นอายของความสิ้นหวังลอยอวลปะปนกับกลิ่นควันไฟจางๆ หลินอี้เดินผ่านร่างเหล่านั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย สัญชาตญาณเอาตัวรอดสอนให้เธอรู้ว่าในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ความสงสารคือสิ่งฟุ่มเฟือยที่อาจลากตัวเองลงหลุมไปด้วย

เป้าหมายของเธอคืออาคารอิฐสองชั้นในตลาดมืด

เมื่อเดินมาถึงหน้าอาคาร ชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ไม่ใช่หน้าเดิม แต่ท่าทางดุดันและเหี้ยมเกรียมไม่ต่างกัน ทันทีที่พวกมันเห็นเด็กหนุ่มมอมแมมเดินตรงเข้ามา หนึ่งในนั้นก็ก้าวออกขวางทาง ยกมือขึ้นทำท่าจะผลักอกไล่ตะเพิด

หลินอี้ไม่ถอยหนี เธอช้อนตามองชายตรงหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง มือขวาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แตะที่ด้ามหน้าไม้เหล็กกล้าที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน

“ฉันมาพบเถ้าแก่จิน” หลินอี้ดัดเสียงให้ทุ้มต่ำและแหบแห้ง “บอกเขาว่าคนที่นำมันเทศมาส่งเมื่อหลายวันก่อน มีสินค้าใหม่มาเสนอ ถ้าพวกแกล่าช้าจนเถ้าแก่พลาดของดี ระวังหัวจะหลุดจากบ่า”

ท่าทางไม่เกรงกลัวและคำพูดโอหังของเด็กหนุ่มตรงหน้า ทำให้ชายฉกรรจ์ชะงัก มันลอบประเมินรูปลักษณ์ที่ดูซอมซ่อ แต่กลับมีแววตาฆาตกรที่ซ่อนไม่มิด กฎของตลาดมืดคือห้ามประเมินคนจากภายนอก มันจึงพยักหน้าให้เพื่อนอีกคนเปิดประตู แล้วรีบวิ่งเข้าไปรายงานผู้เป็นนายด้านใน

เพียงครู่เดียว ชายคนเดิมก็วิ่งกลับออกมาพร้อมกับผายมือเชิญด้วยท่าทีที่สุภาพขึ้น

ภายในอาคารยังคงอบอุ่นและตกแต่งอย่างหรูหราเช่นเคย เถ้าแก่จินนั่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาไม้ชิงชัน ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ชั้นดี รอยยิ้มการค้าประดับอยู่บนใบหน้ากลมแป้น แต่ดวงตาเล็กหยีคู่นั้นกลับฉายแววพินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง

“ลมหนาวพัดพาอะไรมาถึงนี่ล่ะไอ้หนุ่ม” เถ้าแก่จินเอ่ยทักทาย รินน้ำชาลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบช้าๆ “คราวก่อนแกเอามันเทศชั้นดีมาให้ฉัน คราวนี้มีอะไรมาเสนออีกล่ะ หวังว่าคงไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ”

หลินอี้เดินเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะ เว้นระยะห่างพอสมควรเพื่อความปลอดภัย เธอล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แสร้งทำเป็นหยิบของจากด้านใน แต่แท้จริงแล้วคือการดึงสิ่งของออกมาจากระบบฟาร์ม

ห่อใบไม้แห้งขนาดใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ชิงชัน

เถ้าแก่จินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาพยักหน้าให้ลูกน้องที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังถอยออกไป ก่อนจะเอื้อมมือไปแกะห่อใบไม้นั้นด้วยตัวเอง ทันทีที่ใบไม้ถูกคลี่ออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและควันไฟก็ลอยแตะจมูก เผยให้เห็นเนื้อไก่อวบอ้วนรมควันสีเหลืองทองชิ้นใหญ่ ผิวหนังมันวาวดูน่ากินจนน้ำลายสอ

ดวงตาของเถ้าแก่จินเบิกกว้าง รอยยิ้มการค้าที่ปั้นแต่งไว้มลายหายไป สภาพไก่ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ขนาดนี้ ในภาวะปกติก็ถือว่าเป็นของดีแล้ว แต่ในภาวะสงครามที่ผู้คนแทะเปลือกไม้ ไก่ตัวนี้มีค่าไม่ต่างจากทองคำแท่ง

“ไก่รมควัน... แถมยังเป็นไก่เนื้อแน่น ไม่ใช่ไก่แก่หนังเหนียว” เถ้าแก่จินพึมพำ เขาเงยหน้ามองหลินอี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “เจ้านายของแกไปเอาของแบบนี้มาจากไหน เส้นทางขนส่งถูกพวกทหารปิดหมดแล้วนี่”

“เรื่องนั้นไม่ใช่กงการอะไรของท่าน เถ้าแก่จิน” หลินอี้ตอบเสียงเรียบ “ท่านแค่ตอบมาว่า สินค้าของฉันมีค่าพอที่จะคุยธุรกิจกันต่อหรือไม่”

เถ้าแก่จินหัวเราะร่วน แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “แน่นอนๆ คนอย่างฉันชอบทำธุรกิจกับคนที่มีของจริงอยู่แล้ว ไก่ตัวนี้ตีราคาเป็นเงินหยวนคงไม่ยุติธรรม แกอยากได้อะไรแลกเปลี่ยนล่ะ ทองคำ หยก หรือว่าปืนพกสักกระบอก”

“ฉันไม่ต้องการทองคำ” หลินอี้ปฏิเสธทันควัน “ฉันต้องการล่อที่แข็งแรงหนึ่งตัว พร้อมเกวียนไม้ที่มีหลังคาประทุนผ้าใบคลุมมิดชิด ขอเป็นเกวียนสภาพดีที่ลุยหิมะและทางขรุขระได้ นอกจากนี้ ฉันต้องการเอกสารผ่านทางสำหรับเดินทางลงใต้ และเสื้อผ้ากันหนาวบุนวมสำหรับเด็กสองชุด”

ข้อเรียกร้องที่ยาวเหยียดทำให้เถ้าแก่จินขมวดคิ้ว เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ เพื่อประเมินสถานการณ์

“ล่อกับเกวียนไม่ใช่ของหาตัวยาก แต่เอกสารผ่านทางลงใต้นี่สิ ตอนนี้กองทัพก๊กมินตั๋งกำลังคุมเข้ม ทหารญี่ปุ่นก็ตีไล่ลงมาจากทางเหนือ การจะออกเอกสารให้คนธรรมดาเดินทางข้ามมณฑลได้ ต้องใช้เส้นสายและเงินยัดไส้พวกนายพลไม่ใช่น้อย ไก่รมควันแค่ตัวเดียว คงไม่พอแลกกับของทั้งหมดนี่หรอกนะไอ้หนุ่ม”

หลินอี้คาดเดาไว้แล้วว่าเถ้าแก่หน้าเลือดคนนี้ต้องต่อรอง เธอจึงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออีกครั้ง ดึงถุงผ้าฝ้ายขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังตึบ

“เปิดดูสิ” เธอพยักพเยิดหน้า

เถ้าแก่จินวางถ้วยชาลง รีบแกะปากถุงผ้าออกดู ทันทีที่เห็นผงสีขาวละเอียดบริสุทธิ์อยู่ด้านใน เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก รีบใช้นิ้วแตะผงนั้นขึ้นมาบี้ดู แล้วแตะที่ปลายลิ้น

“แป้งข้าวสาลีขัดขาว ขาวบริสุทธิ์ไม่มีรำข้าวปนเลยแม้แต่นิดเดียว” เถ้าแก่จินอุทานเสียงหลง มือที่ถือถุงผ้าสั่นระริก “สวรรค์... นี่มันของบรรณาการระดับนายพลชัดๆ แกมีของแบบนี้กี่ชั่ง”

“ห้าสิบชั่ง” หลินอี้โกหกหน้าตาย ความจริงในระบบของเธอมีแป้งสาลีเป็นร้อยชั่ง แต่การเปิดเผยมากเกินไปจะกลายเป็นภัยแก่ตัว “พรุ่งนี้กลางดึก ฉันจะเอาแป้งห้าสิบชั่งมาส่งให้ท่านที่นี่ แลกกับล่อ เกวียน เอกสารผ่านทาง และเสื้อผ้าเด็กที่ฉันขอไป ทั้งหมดนี้ต้องพร้อมในวันพรุ่งนี้”

เถ้าแก่จินลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความโลภ แป้งข้าวสาลีขาวบริสุทธิ์ห้าสิบชั่ง หากเขานำไปขายต่อให้พวกขุนนางหรือเศรษฐีที่อพยพมาหลบภัยในเมือง กำไรที่ได้จะมหาศาลจนแทบประเมินค่าไม่ได้ ล่อกับเกวียนเก่าๆ แค่คันเดียวถือเป็นเศษเงินไปเลย

“ตกลง ฉันรับข้อเสนอ” เถ้าแก่จินตบโต๊ะดังปัง “พรุ่งนี้ยามจื่อ แกเอาแป้งมาส่งที่โกดังร้างหลังตลาดมืด ฉันจะให้คนเตรียมล่อ เกวียน และเอกสารไว้ให้พร้อม ส่วนไก่ตัวนี้ ฉันขอริบไว้เป็นมัดจำก็แล้วกัน”

“ได้” หลินอี้พยักหน้ารับ “แต่ขอเตือนไว้ก่อนเถ้าแก่จิน เจ้านายของฉันไม่ชอบคนตุกติก หากท่านคิดจะตลบหลังหรือจัดฉากปล้นแป้งของฉันล่ะก็ ท่านจะไม่ได้สินค้าแม้แต่ผงเดียว แถมจะจบลงด้วยการถูกเจาะกะโหลกทะลุโดยไม่รู้ตัว”

เถ้าแก่จินชะงักไปเล็กน้อย รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างผอมบางของเด็กหนุ่มทำให้เขารู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง เขาเป็นคนฉลาดพอที่จะรู้ว่าใครควรคบใครควรฆ่า การผูกมิตรกับกองกำลังลึกลับที่มีเสบียงชั้นยอดอยู่ในมือ ย่อมดีกว่าการปล้นชิงเพียงครั้งเดียวแล้วตัดหนทางทำกินของตัวเอง

“คนอย่างฉันซื่อสัตย์ต่อการค้าเสมอ แกวางใจได้” เถ้าแก่จินฉีกยิ้มกว้าง

หลินอี้ไม่พูดอะไรต่อ เธอหันหลังเดินออกจากอาคารอิฐด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย ไม่มีความลุกลี้ลุกลน การเจรจาผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนี้พาหนะสำหรับการอพยพได้รับการแก้ไขแล้ว เหลือเพียงการกลับไปเตรียมตัวและพาน้องๆ ออกเดินทาง

เมื่อออกมาพ้นเขตตลาดมืด หลินอี้ก็เดินลัดเลาะกลับไปทางกำแพงเมืองทิศตะวันตก เธออาศัยจังหวะที่ไม่มีทหารลาดตระเวน มุดลอดช่องกำแพงกลับออกมาสู่ทุ่งหิมะกว้างใหญ่ด้านนอก

ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าเช้าวันใหม่กำลังจะมาถึง

ระหว่างทางเดินกลับหมู่บ้านสือโถว หลินอี้ทบทวนแผนการในหัวอย่างรัดกุม คืนพรุ่งนี้เธอจะเอาแป้งสาลีจากระบบไปแลกเกวียนเทียมล่อ เมื่อได้ของมาแล้ว เธอจะนำเกวียนและล่อเก็บเข้าไว้ในพื้นที่ปศุสัตว์ของระบบฟาร์มเพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับหมู่บ้าน จากนั้นเมื่อถึงหน้าหมู่บ้าน ค่อยนำเกวียนออกมาเพื่อให้มู่หยางกับซินซินเห็น และใช้เป็นข้ออ้างว่าเธอใช้เส้นสายของเจ้านายหามาได้

เมื่อไปถึงบ้าน เธอต้องจัดการเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อย เสบียง หม้อดินเผา มีดทำครัว หรือแม้แต่ผ้าห่มเก่าๆ เธอจะยัดทุกอย่างใส่ระบบให้หมด ทิ้งไว้เพียงกระท่อมดินโคลนว่างเปล่าให้พวกชาวบ้านดูต่างหน้า หากพวกมันพังประตูเข้ามาอีกครั้ง ก็จะได้พบแต่ความว่างเปล่า

หลินอี้เร่งฝีเท้าฝ่าหิมะ ใช้เวลาไม่นานก็มองเห็นหลังคากระท่อมดินโคลนของตัวเองอยู่ลิบๆ สภาพภายนอกยังคงเงียบสงบ รอยเลือดสีดำคล้ำหน้าประตูถูกหิมะที่ตกใหม่กลบทับไปบางส่วน ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเพิ่มเติม

ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...

เธอเคาะประตูเป็นจังหวะรหัสลับ เพียงอึดใจเดียว เสียงปลดกลอนก็ดังขึ้น บานประตูแง้มออกกว้างพอให้เธอแทรกตัวเข้าไป มู่หยางยืนถือไม้ท่อนยาวรออยู่ด้านใน ใบหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความโล่งใจที่เห็นพี่สาวกลับมาอย่างปลอดภัย

“พี่กลับมาแล้ว ข้างนอกมีใครสงสัยอะไรไหม” มู่หยางกระซิบถามพลางลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา

“ไม่มีใครเห็นพี่ทั้งนั้น” หลินอี้ถอดหมวกขนสัตว์เก่าๆ ออก ปัดหิมะที่เกาะตามไหล่ “ซินซินตื่นหรือยัง”

“ยังหลับอยู่เลยพี่ เมื่อคืนตอนดึกๆ มีคนเดินวนไปวนมาแถวหน้าบ้านเราด้วย แต่พอพวกมันเห็นรอยเลือดที่พื้น พวกมันก็รีบเดินหนีไป ไม่กล้าเข้ามาใกล้เลย” มู่หยางรายงานสถานการณ์อย่างฉะฉาน

“ดีมาก ที่พี่สั่งสอนพวกมันไปเมื่อวานคงทำให้พวกมันขยาดไปอีกนาน” หลินอี้เดินไปนั่งที่หน้าเตาไฟ หยิบฟืนมาเติมให้ความอบอุ่น “มู่หยาง พี่จัดการเรื่องเกวียนเดินทางเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้กลางดึก พี่จะออกไปรับเกวียนที่เมือง เราจะออกเดินทางจากหมู่บ้านนี้ในเช้าวันมะรืน”

มู่หยางเบิกตากว้าง ความตื่นเต้นผสมปนเปกับความกังวล “มะรืนนี้เลยหรือพี่ แล้วเราจะเดินทางไปทางไหน”

“เราจะมุ่งหน้าลงใต้ ไปหาเมืองที่สงครามยังเข้าไม่ถึง ที่นั่นเราจะซื้อที่ดินปลูกบ้านใหม่ ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ซินซิน และมู่หยางจะได้เข้าเรียนหนังสือ”

น้ำเสียงของพี่สาวหนักแน่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้ความกังวลในใจของเด็กชายมลายหายไปจนหมดสิ้น หากพี่ใหญ่บอกว่าทำได้ มันก็ต้องทำได้สิ พี่ใหญ่ของเขาเก่งกาจถึงขั้นยิงหน้าไม้ไล่พวกผู้ใหญ่ตัวโตๆ กระเจิงมาแล้ว

“ฉันจะเริ่มเก็บของเลยไหมพี่” มู่หยางถามอย่างกระตือรือร้น

“ยังไม่ต้องรีบ วันนี้เราจะใช้ชีวิตตามปกติไปก่อน ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กินให้อิ่ม นอนให้อุ่น เก็บแรงไว้สำหรับการเดินทางไกล”

หลินอี้ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ ก่อนจะดึงหม้อดินเผาออกมาจากระบบ วันนี้เธอตั้งใจจะทำเนื้อหมูตุ๋นมันฝรั่งให้เด็กๆ กิน เพื่อตุนไขมันและพลังงานให้มากที่สุด

เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่รอบหมู่บ้าน ชาวบ้านสือโถวยังคงล้มตายลงทุกวัน เสียงร้องไห้โหยหวนกลายเป็นเรื่องชินชา ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับบ้านท้ายหมู่บ้านอีก แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและเคียดแค้นก็ยังคงจ้องมองมาแต่ไกล

จนกระทั่งถึงกลางดึกของคืนถัดมา หลินอี้แต่งตัวพรางหน้าตาเป็นเด็กหนุ่มเร่ร่อนอีกครั้ง เธอสะพายตะกร้าไม้ไผ่เปล่าๆ ขึ้นหลัง กำชับมู่หยางให้ดูแลบ้านให้ดี แล้วลอบออกจากหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง

การแลกเปลี่ยนที่โกดังร้างหลังตลาดมืดเป็นไปอย่างราบรื่น เถ้าแก่จินเตรียมล่อตัวผู้สีน้ำตาลที่ดูแข็งแรงบึกบึนไว้ให้ พร้อมกับเกวียนไม้เนื้อแข็งที่มีประทุนผ้าใบคลุมมิดชิดกันลมหนาวได้ดี ภายในเกวียนมีเอกสารผ่านทางที่ประทับตราทางการของกองทัพก๊กมินตั๋ง และห่อเสื้อผ้าบุนวมสำหรับเด็กสองชุดตามที่ตกลงไว้

หลินอี้ตรวจสอบของทุกอย่างจนแน่ใจว่าไม่มีการตุกติก เธอจึงแสร้งทำเป็นเดินไปที่มุมมืดของโกดัง ทำทีเป็นยกกระสอบแป้งข้าวสาลีออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ แต่แท้จริงแล้วคือการดึงกระสอบแป้งห้าสิบชั่งออกมาจากระบบฟาร์ม

เถ้าแก่จินเห็นกระสอบแป้งสีขาวสะอาดก็ตาลุกวาว รีบให้ลูกน้องเข้ามาแบกไปตรวจสอบ เมื่อพบว่าเป็นแป้งชั้นยอดไม่มีรำข้าวปน รอยยิ้มของเขาก็กว้างจนแทบถึงใบหู

“เจ้านายของแกนี่สุดยอดจริงๆ หวังว่าถ้าพวกแกอพยพลงใต้ไปแล้ว เราคงมีโอกาสได้ร่วมค้าขายกันอีกนะ” เถ้าแก่จินเอ่ยปากอย่างอารมณ์ดี

“หากมีวาสนา คงได้พบกัน” หลินอี้ตอบสั้นๆ

เธอจูงล่อเทียมเกวียนเดินออกจากโกดังร้างมุ่งหน้าไปทางประตูเมืองทิศใต้ เถ้าแก่จินได้ใช้อิทธิพลติดสินบนทหารยามไว้ให้แล้ว การนำเกวียนออกนอกเมืองจึงผ่านไปอย่างง่ายดายโดยไม่มีการตรวจค้น

เมื่อเดินพ้นเขตสายตาของผู้คน หลินอี้ก็จูงเกวียนเข้าสู่ป่าละเมาะข้างทาง เธอมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครแอบตามมา จึงเพ่งจิตเชื่อมต่อกับระบบฟาร์ม สั่งการนำล่อและเกวียนทั้งคันเข้าไปเก็บไว้ในพื้นที่ปศุสัตว์

วูบเดียว ล่อตัวใหญ่และเกวียนไม้ก็หายวับไปจากพื้นหิมะ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น

หลินอี้ยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ ระบบฟาร์มนี่มันช่างสะดวกสบายเสียจริง เธอเดินตัวปลิวฝ่าลมหนาวกลับหมู่บ้านสือโถว การเดินทางไกลโดยไม่ต้องจูงล่อฝ่าพายุหิมะช่วยประหยัดเวลาและพละกำลังไปได้มหาศาล

เมื่อเดินมาใกล้ถึงเขตหมู่บ้านสือโถว หลินอี้จึงดึงเกวียนเทียมล่อออกมาจากระบบอีกครั้ง ล่อสีน้ำตาลพ่นลมหายใจเป็นไอขาวขุ่นออกมาทางจมูก มันสะบัดหางเล็กน้อยเมื่อต้องกลับมาเผชิญความหนาวเย็น หลินอี้กระโดดขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับ จับสายบังเหียนแล้วกระตุกเบาๆ

เกวียนไม้แล่นบดลงบนหิมะเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด มุ่งหน้าตรงไปยังกระท่อมดินโคลนท้ายหมู่บ้าน

รุ่งอรุณของวันอพยพกำลังจะมาถึงแล้ว การหลุดพ้นจากนรกข้าวยากหมากแพงและการเริ่มต้นสร้างดินแดนแห่งความหวัง กำลังรอพวกเธออยู่เบื้องหน้า
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel