บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 11 แผนการของคนหิวโซ

รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับแสงสีเทาหม่นที่ลอดผ่านรอยแยกของกระดาษหน้าต่าง ค่ำคืนอันยาวนานและตึงเครียดผ่านพ้นไปโดยที่กระดิ่งเตือนภัยหน้าประตูไม่ได้ส่งเสียงร้อง หลินอี้ลดหน้าไม้ลงจากตัก คลายสายเอ็นออกครึ่งหนึ่งเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของอาวุธ ร่างกายที่นั่งนิ่งมาตลอดทั้งคืนขยับบิดเกียจคร้านเล็กน้อย กระดูกลั่นกรอบแกรบแผ่วเบา

พายุหิมะสงบลงแล้ว แต่ความหนาวเย็นกลับทวีความรุนแรงขึ้นจนน้ำลายแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทันทีที่แสงสว่างอาบไล้หมู่บ้านสือโถว เสียงร่ำไห้โหยหวนก็ดังระงมขึ้นจากหลายทิศทาง ไม่ใช่แค่บ้านของป้าหลี่ท้ายซอยเพียงหลังเดียว แต่ยังมีอีกสามสี่หลังที่พบร่างไร้วิญญาณของคนในครอบครัวนอนแข็งตายอยู่บนเตียงเตาที่ไร้ฟืนไฟ

ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้จนแทบจะได้กลิ่นสาบสางของมัน

หลินอี้ลุกขึ้นยืน นำหน้าไม้ไปซ่อนไว้ใต้กองฟืนตามเดิม ก่อนจะเดินไปเติมถ่านและเศษไม้ลงในเตาดิน เปลวไฟสีส้มลุกพรึบขึ้นมาขับไล่ความหนาวเหน็บ เธอล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ อาศัยจังหวะนั้นดึงไข่ไก่สดสามฟองและมันเทศออกมาจากระบบฟาร์ม นำไปต้มในหม้อดินเผาที่มีน้ำเดือดพล่าน การต้มเป็นวิธีปรุงอาหารที่ส่งกลิ่นน้อยที่สุดและปลอดภัยที่สุดในสถานการณ์ที่คนทั้งหมู่บ้านกำลังหิวโซ

“มู่หยาง ซินซิน ตื่นมากินข้าวได้แล้ว” หลินอี้ส่งเสียงเรียกแผ่วเบา

เด็กทั้งสองขยับตัวยุกยิกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ก่อนจะโผล่หัวที่ยุ่งเหยิงออกมา ซินซินขยี้ตาป้อมๆ ขณะที่มู่หยางหูผึ่ง ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้จากข้างนอก ใบหน้าของเด็กชายก็สลดลง เขารู้ดีว่าเสียงเหล่านั้นหมายถึงอะไร

หลินอี้ปอกเปลือกไข่ต้มจนเหลือแต่เนื้อสีขาวอวบอุ่นๆ ส่งให้น้องชายและน้องสาวคนละฟอง ตามด้วยมันเทศต้มเนื้อเนียนละเอียด “กินไข่ให้หมด ร่างกายจะได้อุ่น พวกคนข้างนอกกำลังสติแตก วันนี้ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“พี่... พวกเขาตายกันหมดเลยหรือ” มู่หยางรับไข่ต้มมากัดคำเล็กๆ ถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“คนตายก็คือตายไปแล้ว เราช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งที่เราต้องทำคือรักษาชีวิตของพวกเราเอาไว้” หลินอี้ตอบตามตรง ไร้ซึ่งคำปลอบโยนจอมปลอม “กินซะ มู่หยาง ซินซิน เราต้องมีแรงไว้รับมือกับสิ่งที่กำลังจะมา”

มื้อเช้าผ่านไปอย่างเงียบเชียบ หลินอี้จัดการฝังเปลือกไข่และเศษอาหารทั้งหมดลงในกองขี้เถ้าก้นเตา ทำลายหลักฐานความอิ่มหนำจนหมดสิ้น จากนั้นเธอก็เดินไปที่ช่องมองภาพตรงผนังดิน ดึงก้อนอิฐออกเล็กน้อยเพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวภายนอก

ลานกว้างกลางหมู่บ้านที่เคยเงียบเหงา บัดนี้มีชาวบ้านหลายสิบคนมารวมตัวกัน ทุกคนสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ท่าทางหนาวสั่นและผอมโซราวกับวิญญาณเร่ร่อน ใบหน้าของพวกเขามีแต่ความสิ้นหวังและความโกรธเกรี้ยวที่ไร้ทางออก ตรงกลางวงล้อมนั้นคือผู้ใหญ่บ้านสวีที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ดูดีกว่าใครเพื่อน กำลังยืนทำหน้าเคร่งเครียดรับฟังคำร้องทุกข์

หลินอี้เพ่งสายตามองฝ่าเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อน แม้จะอยู่ไกลจนไม่ได้ยินเสียงสนทนาทั้งหมด แต่ทักษะการอ่านริมฝีปากที่ฝึกฝนมาอย่างดีในชาติก่อน ทำให้เธอพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้

‘ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเราไม่มีข้าวเหลือแล้ว ฟืนก็หมด ท่านต้องเปิดยุ้งฉางของหมู่บ้านนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราต้องตายกันหมดแน่’ ชายร่างผอมคนหนึ่งตะโกนขึ้น

‘ยุ้งฉางว่างเปล่ามาตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว พวกแกก็รู้ ทหารกวาดซื้อเสบียงไปหมด ฉันจะเอาข้าวที่ไหนมาให้พวกแก’ สวีจินตอบกลับด้วยท่าทีปัดความรับผิดชอบ

จังหวะนั้นเอง แม่เฒ่าจางและหลี่ซุ่ยเจียวที่ยืนเบียดอยู่ในฝูงชนก็ก้าวออกมา หลี่ซุ่ยเจียวยังคงใช้ผ้าขี้ริ้วคล้องแขนข้างที่ถูกหลินอี้หักเอาไว้ หล่อนชี้มือมาทางท้ายหมู่บ้าน ทิศทางที่กระท่อมของหลินอี้ตั้งอยู่

ริมฝีปากของป้าสะใภ้ใหญ่ขยับรัวเร็ว หลินอี้หรี่ตาลง อ่านคำพูดเหล่านั้นทีละคำ

‘ผู้ใหญ่สวี ท่านอย่าลืมสิว่าบ้านท้ายหมู่บ้านยังมีของกิน นังเด็กอี้กับน้องๆ ของมันยังไม่ตาย ทั้งที่พ่อแม่มันขโมยเสบียงหนีไปตั้งหลายวันแล้ว เมื่อวานซืนฉันไปดู พวกมันยังมีแรงเถียง มีแรงทำร้ายฉัน แสดงว่าพ่อแม่มันต้องแอบซ่อนข้าวสารก้นถุงไว้ให้พวกมันแน่ๆ พวกเรากำลังจะอดตาย แต่ไอ้เด็กเหลือขอสามคนนั่นกลับได้กินอิ่มนอนอุ่น มันยุติธรรมแล้วหรือ’

คำพูดของหลี่ซุ่ยเจียวเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ชาวบ้านที่กำลังสติแตกเริ่มหันมองหน้ากัน แววตาของพวกเขาเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นความโลภและหิวโหย

‘ใช่! บ้านฉันลูกกำลังจะแข็งตาย ทำไมเด็กกำพร้าพวกนั้นถึงรอดล่ะ พวกมันต้องมีเสบียงซ่อนอยู่แน่’

‘ไปค้นบ้านมัน! ในยามวิกฤตแบบนี้ ของกินต้องเอามาแบ่งปันกันให้หมด ใครกั๊กไว้ถือว่าเห็นแก่ตัว’

เสียงตะโกนเห็นด้วยดังเซ็งแซ่ สวีจินทำท่ายกมือขึ้นห้ามปรามพอเป็นพิธี แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ต้องการเสบียงเพื่อประทังชีวิตครอบครัวตัวเองเช่นกัน หากชาวบ้านเป็นคนลงมือบุกปล้น เขาในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็แค่ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แล้วค่อยโผล่ไปขอแบ่งส่วนแบ่งทีหลัง อ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมหมู่บ้านก็ย่อมได้

‘ใจเย็นๆ พวกแก’ สวีจินแสร้งทำเสียงขรึม ‘การบุกบ้านคนอื่นตอนกลางวันแสกๆ มันผิดกฎหมาย รอให้ฟ้ามืดก่อน ค่อยไปเจรจาขอยืมเสบียงจากพวกมันดีๆ ถ้าพวกมันไม่ยอม... ค่อยว่ากันอีกที’

การเจรจาขอยืมในความหมายของคนหิวโซ ก็คือการพังประตูเข้าไปแย่งชิงนั่นแหละ

หลินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาเย็นเยียบดุจก้นบึ้งของทะเลสาบน้ำแข็ง แผนการของพวกมันตื้นเขินและเต็มไปด้วยสันดานดิบ เธอคาดเดาไว้ไม่มีผิด คนพวกนี้พร้อมจะโยนความเป็นมนุษย์ทิ้งทันทีที่กระเพาะว่างเปล่า

เด็กสาวดันก้อนอิฐปิดช่องมองภาพตามเดิม หันกลับมามองมู่หยางที่กำลังนั่งเหลาไม้ไผ่ทำลูกดอกซ้อมอยู่เงียบๆ ซินซินนั่งเล่นอยู่ข้างๆ ไม่ส่งเสียงกวนใจแม้แต่น้อย

“มู่หยาง” หลินอี้เรียกเสียงเรียบ

เด็กชายเงยหน้าขึ้น “มีอะไรหรือพี่”

“คืนนี้พวกมันจะมา” หลินอี้บอกตามตรง ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง “ชาวบ้านกำลังรวมหัวกัน พวกมันคิดว่าบ้านเรามีเสบียงซ่อนอยู่ คืนนี้พอฟ้ามืด พวกมันจะพังประตูเข้ามาปล้น”

ดวงตาของมู่หยางเบิกกว้าง มือเล็กๆ กำท่อนไม้ไผ่แน่นจนข้อขาว แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่พอรู้ว่าศัตรูไม่ใช่แค่ย่าและป้าสะใภ้ แต่เป็นชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ความกลัวก็แล่นปราดเข้าจับหัวใจ “พวกมันมากันกี่คนพี่ เราจะรับมือไหวหรือ”

“ไหวสิ ถ้าเรารู้จักใช้สมองและพื้นที่ให้เป็นประโยชน์” หลินอี้เดินเข้าไปลูบหัวน้องชายเพื่อเรียกสติ “คนหิวโซก็เหมือนฝูงซอมบี้ไร้สมอง พวกมันดีแต่ใช้กำลังทะลวงเข้ามาตรงๆ พี่จะต้อนรับพวกมันด้วยวิธีของพี่ หน้าที่ของมู่หยางคือดูแลซินซินให้อยู่แต่บนเตียง ห้ามลงมาเหยียบพื้นเด็ดขาด และถ้าพี่สั่งให้ยิง แกต้องเล็งให้แม่น เข้าใจไหม”

“ฉันเข้าใจแล้วพี่ ฉันจะไม่พลาด” มู่หยางพยักหน้าอย่างหนักแน่น ความกลัวถูกข่มลงไปลึกสุดใจ เหลือเพียงสัญชาตญาณการปกป้องครอบครัวที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

ช่วงบ่าย หลินอี้เริ่มเตรียมการต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ เธอตักขี้เถ้าที่ยังคุกรุ่นจากก้นเตาใส่กระบุงสานใบเล็ก เตรียมไว้สำหรับสาดใส่ตาผู้บุกรุกเพื่อทำลายทัศนวิสัย จากนั้นก็ตั้งหม้อน้ำใบใหญ่ที่สุดที่มีบนเตาไฟ เร่งไฟจนน้ำเดือดพล่าน น้ำร้อนจัดในยุคที่ไม่มีหยูกยารักษาแผลพุพอง ถือเป็นอาวุธสกัดกั้นที่โหดเหี้ยมและทรงประสิทธิภาพไม่แพ้หน้าไม้

เธอตรวจสอบแนวลวดหนามที่หน้าต่างและปลายไม้ไผ่ที่เสียบซ่อนไว้ตามร่องประตูอีกครั้ง ทุกอย่างแน่นหนาและพร้อมใช้งาน

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนลับขอบเขา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีหมึกสนิท ลมพายุเริ่มหวนกลับมาพัดกระหน่ำอีกครั้ง เสียงหวีดหวิวของลมหนาวดังกลบทุกสรรพเสียงในหมู่บ้าน เป็นสภาพอากาศที่เหมาะแก่การลอบปล้นฆ่าที่สุด

ภายในกระท่อม หลินอี้ดับตะเกียงน้ำมัน ปล่อยให้ห้องจมอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงสีส้มสลัวๆ จากถ่านในเตาไฟที่ส่องกระทบใบหน้าเย็นชาของเธอ เด็กสาวนั่งประทับหน้าไม้เหล็กกล้าอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง ห่างจากประตูราวสามก้าว มู่หยางนั่งกอดซินซินอยู่บนเตียงเตาด้านหลัง มือของเด็กชายกำท่อนไม้แน่น หายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา

ความเงียบปกคลุมอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งเสียงเหยียบย่ำหิมะดังกรอบแกรบแว่วมาตามสายลม

เสียงนั้นไม่ได้มีแค่คนสองคน แต่มันคือเสียงฝีเท้าของคนนับสิบที่พยายามเดินย่องให้เบาที่สุด แต่ด้วยจำนวนคนที่มากและรองเท้าฟางที่แข็งกระด้าง ทำให้เกิดเสียงเสียดสีกับพื้นหิมะอย่างชัดเจนในความมืด

พวกมันมาถึงลานหน้าบ้านแล้ว

หลินอี้หรี่ตาลง ปรับสายตาให้ชินกับความมืด นิ้วชี้เกี่ยวไกหน้าไม้แน่นขึ้น

“ไอ้เด็กพวกนี้มันคงหลับไปแล้ว ดับไฟมืดตึ๊ดตื๋อเลย” เสียงแหบพร่าของหวังลิ่วกระซิบดังลอดช่องประตูเข้ามา

“ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาปิดปาก งัดประตูเลย ไอ้กระทิงเหล็ก เอ็งตัวใหญ่ มากระแทกประตูทีเดียวให้พังไปเลย” เสียงของหลินต้ากัง ลุงใหญ่ที่แขนเจ็บ สั่งการอยู่ด้านหลัง

“หลีกไป ข้าจัดการเอง” เสียงห้าวทุ้มของชายร่างยักษ์ดังขึ้น

หลินอี้ฟังเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวถอยหลังเพื่อเตรียมแรงกระแทก เธอยกหน้าไม้ขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์ไปที่จุดกึ่งกลางของบานประตูไม้ในระดับหน้าอก

ตึง!

ร่างใหญ่โตพุ่งเข้ากระแทกบานประตูอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ฝุ่นดินโคลนร่วงกราวลงมาจากเพดาน แต่บานประตูที่ถูกตอกยึดด้วยแผ่นไม้กระดานหนาและตะปูตัวยาวที่หลินอี้เสริมไว้ กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มันเพียงแค่สั่นสะเทือนเบาๆ

“โอ๊ย! บัดซบเอ๊ย ประตูนี่มันทำด้วยเหล็กหรือยังไง ทำไมมันแข็งอย่างนี้ ไหล่ข้าแทบหลุด” ชายร่างยักษ์สบถเสียงหลง ถอยหลังออกไปลูบหัวไหล่ตัวเองปอยๆ

“หลีกไปพวกไม่ได้เรื่อง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง” เสียงของผู้ชายอีกคนดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงโลหะกระทบไม้ มันกำลังใช้ชะแลงหรือขวานงัดร่องประตู

แกรก... กึก...

ผู้บุกรุกพยายามสอดปลายขวานเข้ามาในร่องประตูที่เผยอออกเล็กน้อย แต่ทันทีที่ออกแรงงัด ปลายไม้ไผ่เสี้ยนหนาที่หลินอี้เสียบขัดเงี่ยงเอาไว้ก็ทำหน้าที่ของมัน

“อ๊ากกก!”

เสียงแผดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นทะลุพายุหิมะ ชายคนนั้นชักมือกลับอย่างรวดเร็ว เลือดสีสดหยดติ๋งลงบนหิมะขาวโพลน ปลายไม้ไผ่แทงทะลุง่ามนิ้วของมันจนฉีกขาด

“ระวัง! นังเด็กนี่มันวางกับดักไว้ตรงร่องประตู” ชายที่บาดเจ็บตะโกนเตือนพรรคพวก

ความโกลาหลเริ่มเกิดขึ้นภายนอก ความหิวโหยบวกกับความเจ็บปวดทำให้พวกชาวบ้านขาดสติ พวกมันเริ่มใช้ขวานและท่อนไม้ระดมทุบตีบานประตูและหน้าต่างอย่างบ้าคลั่ง เสียงทุบตึงตังดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม

ตึง! ตึง! โครม!

แผ่นกระดาษหน้าต่างฉีกขาดออก ลมหนาวพัดทะลักเข้ามา แต่พวกมันกลับต้องผงะเมื่อพบกับแนวลวดหนามเหล็กที่ขึงตึงอยู่ด้านใน ขวางกั้นไม่ให้ใครมุดเข้ามาได้

“บ้าชะมัด! มันเอาลวดหนามมาจากไหนวะ”

“อย่าไปสนหน้าต่าง พังประตูเข้าไป! ประตูมันเริ่มร้าวแล้ว!” หลินต้ากังตะโกนสั่งการอย่างบ้าคลั่ง

ด้วยแรงกระหน่ำทุบจากผู้ชายหลายคน แผ่นไม้กระดานที่ตอกขวางประตูเริ่มปริแตก เสียงตะปูถูกงัดจนถอนรากถอนโคนดังเอี๊ยดอ๊าด บานพับที่ขึ้นสนิมทนแรงกระแทกไม่ไหว ในที่สุดประตูไม้บานหนาก็ถูกถีบจนพังครืนลงมาฝุ่นตลบอบอวล

ลมพายุหิมะพัดกรรโชกเข้ามาในกระท่อม พร้อมกับร่างดำทะมึนของชายฉกรรจ์สี่ห้าคนที่ถือขวานและท่อนไม้ พุ่งพรวดเข้ามาด้วยแววตาหิวโหยราวกับฝูงหมาป่าที่เห็นเนื้อสด

แต่สิ่งที่รอต้อนรับพวกมัน ไม่ใช่เด็กกำพร้าที่นอนตัวสั่นด้วยความกลัว

เพล้ง!

ชายคนที่วิ่งนำหน้าสุดสะดุดเข้ากับเส้นเอ็นที่ขึงตึงระดับข้อเท้า ร่างของมันถลากระแทกพื้นอย่างแรง กระดิ่งไม้ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งเป็นสัญญาณมรณะ

หลินอี้ที่นั่งรออยู่แล้ว ไม่รอให้ฝุ่นจาง เธออาศัยจังหวะชุลมุน ตวัดกระบวยตักน้ำร้อนจัดจากหม้อดินเผา สาดทะลุความมืดเข้าใส่ใบหน้าของกลุ่มคนที่กำลังกรูเข้ามาตรงประตูอย่างแม่นยำ

“อ๊ากกกก! ร้อน! ตาข้าบอดแล้ว!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม ชายสองคนที่โดนน้ำเดือดสาดเข้าเต็มหน้าทิ้งอาวุธในมือ ยกมือขึ้นกุมหน้าดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ผิวหนังของพวกมันพองแดงและลอกหลุดออกมาอย่างน่าสยดสยอง

คนที่เหลือชะงักฝีเท้าด้วยความตกตะลึง แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ตั้งสติ หลินอี้ก็สาดกระบุงขี้เถ้าตามไปติดๆ ฝุ่นขี้เถ้าสีเทาฟุ้งกระจายเข้าตาและจมูก ทำให้พวกมันไอสำลักและลืมตาไม่ขึ้น

จังหวะที่ศัตรูกำลังสับสนและเสียกระบวนท่า หลินอี้ไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาที เธอยกหน้าไม้เหล็กกล้าขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์ไปที่เงาดำของชายร่างใหญ่ที่สุดที่กำลังเงื้อขวานเตรียมจะฟันสะเปะสะปะ นิ้วชี้เหนี่ยวไกอย่างเฉียบขาด

ฟุ่บ! ฉึก!

ลูกดอกหัวเหล็กพุ่งแหวกลม ฝังลึกเข้าที่หัวไหล่ขวาของชายร่างยักษ์จนทะลุไปโผล่ด้านหลัง แรงปะทะทำให้ร่างของมันหงายหลังล้มตึง ขวานหลุดกระเด็นออกจากมือ เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมหิมะหน้าประตูจนแดงฉาน

หลินอี้ยืนตระหง่านอยู่กลางฝุ่นควันและเถ้าถ่าน นัยน์ตาสีดำขลับทอประกายอำมหิตดุจพญามัจจุราชที่ก้าวออกมาจากขุมนรก เธอดึงลูกดอกดอกใหม่ขึ้นพาดสายหน้าไม้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เล็งไปที่กลุ่มคนที่กำลังถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“ใครที่ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ลูกดอกดอกต่อไป จะเจาะทะลุกลางหน้าผากของมัน”

น้ำเสียงเย็นเยียบและราบเรียบของเด็กสาววัยสิบห้าปี ดังก้องฝ่าเสียงพายุและเสียงโอดครวญ คุกคามจิตวิญญาณของหมาป่าหิวโซทุกตัวให้สั่นสะท้านไปถึงกระดูกดำ คืนมรณะเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel