5
ราตรีกาลมาเยือนจวนอ๋องอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องเคลือบจนเกิดประกายแวววาว ทว่าในเรือนท้ายจวนที่ควรจะมืดมิดและเงียบสงบ กลับมีเงาร่างสองสายกำลังเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
หนิงลู่อิงในชุดรัดกุมที่ดัดแปลงมาจากเสื้อผ้าเก่าขาด ยืนกอดอกมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยสายตามุ่งมั่น แม้ในมิติลับจะมีอาหารสำเร็จรูปมากมาย แต่จิตวิญญาณเชฟในตัวนางร่ำร้องหาความสดใหม่และการปรุงแต่งรสชาติด้วยไฟจริง อีกทั้งนางยังต้องการประกาศศักดาให้พวกบ่าวไพร่ในจวนรู้ว่า ใครกันแน่คือเจ้าของจวนตัวจริง
"เสี่ยวชิง ตามข้ามา" หนิงลู่อิงสั่งเสียงเบา
“แต่ว่าข้างนอกมียามเฝ้านะเพคะ" เสี่ยวชิงกระซิบเสียงสั่น
"ยามพวกนั้นหลับเป็นตายไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ข้าวางยาลงในลมให้พวกมันดมไปนิดหน่อย รับรองว่าตื่นอีกทีก็พรุ่งนี้สายโด่ง" หนิงลู่อิงยิ้มมุมปาก พลางกระชับมีดปอกผลไม้ในมือ
สองนายบ่าวลัดเลาะผ่านสวนหินและทางเดินคดเคี้ยวอย่างชำนาญ เป้าหมายของนางในคืนนี้คือ ห้องเครื่องใหญ่ หัวใจสำคัญของปากท้องคนทั้งจวน
เมื่อมาถึงหน้าเรือนครัว แสงไฟจากเตาฟืนยังคงลุกโชนอยู่ด้านใน พ่อครัวใหญ่และลูกมือบางส่วนกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมของว่างยามดึกสำหรับท่านอ๋องและแขกคนสำคัญ หนิงลู่อิงไม่รอช้า นางถีบประตูห้องเครื่องเปิดออกกว้างเสียงดังสนั่น
ปัง
ทุกคนในห้องครัวสะดุ้งสุดตัว พ่อครัวใหญ่ หลิวต้า ชายร่างอ้วนพุงพลุ้ยที่กำลังแอบกินน่องไก่อย่างตะกละตะกลาม ถึงกับทำไก่หลุดมือร่วงลงพื้น
"ใครบังอาจมาส่งเสียงดังแถวนี้" หลิวต้าตะคอกพร้อมหันมามอง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เขาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นดูถูกเหยียดหยามทันที
"อ้อ ที่แท้ก็พระชายาตกอับ นึกว่าหิวโซจนหน้ามืดตายไปแล้วเสียอีก ที่นี่ไม่มีเศษข้าวให้ท่านหรอกนะ รีบไสหัวไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเรียกคนมาลากตัวออกไป"
หนิงลู่อิงเดินย่างสามขุมเข้าไปหาหลิวต้า แววตาคมกริบจ้องมองพุงกะทิที่กระเพื่อมไหวของมันด้วยความรังเกียจ นางจำได้ดีว่าเจ้าอ้วนคนนี้คือคนที่ชอบกลั่นแกล้งร่างเดิม คัดวัตถุดิบเน่าเสียส่งไปให้เรือนท้ายจวนเป็นประจำ
"หลิวต้า" นางเอ่ยชื่อมันเสียงเย็น "ไก่ในมือเจ้านั่น เป็นส่วนแบ่งของบ่าวไพร่ หรือเป็นของที่เตรียมไว้ให้เจ้านาย"
"เรื่องของข้า" หลิวต้าเชิดหน้า "ข้าเป็นพ่อครัวใหญ่ ข้าจะชิมอะไรก็ได้ ท่านไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้า"
"ปากดี"
สิ้นเสียงคำราม หนิงลู่อิงตวัดเท้าเตะเข้าที่ข้อพับขาของหลิวต้าอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ร่างอ้วนท้วนเสียหลักทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น เสียงกระดูกกระแทกพื้นหินดังลั่นห้องครัว
"โอ๊ย นังแพศยา กล้าถีบข้าหรือ" หลิวต้าแหกปากร้อง
หนิงลู่อิงไม่ปล่อยให้มันตั้งตัว นางคว้าสากกะเบือไม้อันใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ๆ ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ไหล่หนาของมันเต็มแรง จนหลิวต้าหน้าคะมำกลิ้งไปชนกองฟืน เหล่าลูกมือที่เหลือต่างยืนตัวสั่นงันงก ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่ก้าวเดียว
"ฟังให้ดี" หนิงลู่อิงประกาศก้อง พลางควงสากไม้ในมืออย่างน่าเกรงขาม
"คืนนี้ห้องเครื่องเป็นของข้า ใครไม่อยากเจ็บตัวก็ไสหัวออกไปให้หมด ส่วนเจ้า หลิวต้า นอนเน่าอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าได้บังอาจลุกขึ้นมาเกะกะสายตาข้า"
เมื่อเคลียร์พื้นที่เรียบร้อย หนิงลู่อิงก็เดินสำรวจวัตถุดิบ นางพบเนื้อวัวสันในลายหินอ่อนสีแดงสดวางเรียงรายอยู่บนเขียง ผักคะน้าต้นอวบกรอบที่เพิ่งล้างน้ำมาหมาดๆ และเครื่องเทศชั้นดีครบครัน
"เสี่ยวชิง ก่อไฟ" นางสั่งสั้นๆ
ไฟในเตาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หนิงลู่อิงหยิบกระทะเหล็กใบใหญ่ขึ้นมาตั้งไฟจนร้อนจัด ควันจางๆ เริ่มลอยขึ้น นางตักน้ำมันหมูลงไปกลั้วกระทะ กลิ่นหอมของน้ำมันเจียวใหม่ๆ ฟุ้งกระจาย
นางจัดการหั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นพอดีคำอย่างรวดเร็ว เสียงมีดกระทบเขียงดังรัวเร็วเป็นจังหวะดนตรี จากนั้นนำเนื้อลงไปสะดุ้งน้ำมันร้อนฉ่าเพียงชั่วครู่แล้วตักขึ้นพักไว้ เพื่อรักษาความนุ่มชุ่มฉ่ำของเนื้อ
จากนั้นนางโยนกระเทียมทุบ พริกแห้ง และพริกเสฉวนลงไปผัดในน้ำมันเดิม กลิ่นฉุนเผ็ดร้อนระเบิดกระจายไปทั่วห้องครัว เหล่าลูกมือที่แอบมองอยู่ต่างพากันจามฮัดชิ้วและน้ำลายสอ
"ส่งคะน้ามา"
เสี่ยวชิงรีบส่งผักคะน้าให้ หนิงลู่อิงเร่งไฟแรงสุด โยนคะน้าลงไปผัดกับเครื่องเทศ ตามด้วยเนื้อวัวที่พักไว้ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และเหล้าจีนชั้นเลิศ
นางสะบัดข้อมือกระดกกระทะอย่างชำนาญ เปลวไฟลุกท่วมกระทะส่งเสียง ฟู่ ดังสนั่น กลิ่นหอมไหม้ของกระทะ หรือที่เรียกว่ากลิ่นกระทะผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศและเนื้อวัว หอมตลบอบอวลจนแทบจะกลืนกินวิญญาณ
นี่คือเมนู เนื้อผัดพริกเสฉวน รสจัดจ้าน
กลิ่นหอมนี้ทรงพลังเกินต้านทาน มันลอยลอดหน้าต่างและประตูห้องเครื่องออกไปตามสายลม พัดผ่านเรือนพักบ่าวไพร่ ลอยไปแตะจมูกทหารยาม และลอยล่องไปไกลถึงเรือนใหญ่ของท่านอ๋อง
บ่าวไพร่ที่กำลังหลับใหลต่างพากันตื่นขึ้นด้วยความหิวโหย ท้องไส้ปั่นป่วนร้องโครกคราก พวกเขาเดินตามกลิ่นมาเหมือนฝูงซอมบี้หิวโซ จนมาออกันอยู่ที่หน้าห้องเครื่อง
ภายในห้องครัว หลิวต้าที่นอนเจ็บอยู่กับพื้นพยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืด กลิ่นนี้มันหอมกว่าอาหารที่เขาทำมาทั้งชีวิตเสียอีก
หนิงลู่อิงตักเนื้อผัดพริกร้อนๆ ใส่จานใบใหญ่ ควันฉุยลอยกรุ่น เนื้อวัวเคลือบซอสสีน้ำตาลเข้มเป็นมันวาว ตัดกับสีเขียวสดของคะน้าและสีแดงของพริกแห้ง น่าทานจนใจเจ็บ
"เสร็จแล้ว" นางยิ้มอย่างพึงพอใจ
นางตักข้าวสวยร้อนๆ จากหม้อใหญ่ใส่โถข้าว แล้วสั่งให้เสี่ยวชิงยกถาดตามนางออกไป
เมื่อเปิดประตูห้องเครื่องออกมา หนิงลู่อิงก็พบกับฝูงบ่าวไพร่และทหารยามที่มายืนออกันเต็มลาน
สายตาหลายสิบคู่จ้องมองจานอาหารในมือเสี่ยวชิงเป็นตาเดียว บางคนถึงกับน้ำลายไหลย้อยออกมาโดยไม่รู้ตัว
"หอมเหลือเกิน พระชายา นั่นคืออะไรขอรับ" ทหารนายหนึ่งถามเสียงสั่น
หนิงลู่อิงหยุดเดิน นางกวาดสายตามองพวกบ่าวไพร่ที่เคยดูถูกเหยียดหยามนาง
"อยากกินหรือ" นางถามเสียงหวาน
"ขอรับ อยากกินขอรับ" ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน
"เสียใจด้วย" หนิงลู่อิงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาทันที
"อาหารจานนี้สำหรับคน ไม่ใช่สำหรับพวกเนรคุณ ข้าจะเอากลับไปกินที่เรือน ส่วนพวกเจ้า... ก็ไปเลียกระทะที่ข้าทิ้งไว้ก็แล้วกัน"
พูดจบนางก็เดินแหวกวงล้อมออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้เหล่าบ่าวไพร่ได้แต่มองตามตาละห้อย บางคนทนไม่ไหววิ่งกรูเข้าไปในครัวเพื่อแย่งกันขูดเศษซอสที่ติดก้นกระทะกินกันอย่างน่าเวทนา
คืนนั้น ทั่วทั้งจวนอ๋องเต็มไปด้วยเสียงท้องร้องและความทรมานจากกลิ่นอาหารที่ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ เป็นค่ำคืนที่แสนยาวนานสำหรับทุกคน ยกเว้นหนิงลู่อิงและเสี่ยวชิงที่นั่งกินข้าวเนื้อผัดพริกอย่างมีความสุขบนเรือนท้ายจวน
นางได้ยึดครองกระเพาะอาหารของคนทั้งจวนไว้ในกำมือแล้ว และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้แค้นที่หอมหวานที่สุด
