4
เสียงร้องโหยหวนของแม่นมหวังที่วิ่งหนีออกไปดั่งหมูถูกน้ำร้อนลวก สร้างความแตกตื่นให้กับบ่าวไพร่และทหารยามทั่งจวนอ๋อง ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับบรรยากาศกดดันที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณเรือนท้ายจวน
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายมังกรเหยียบเมฆ ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูเรือนพังๆ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับเทพเซียนสลักเสลานั้นบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโทสะ คิ้วกระบี่ขมวดมุ่น นัยน์ตาดอกท้อที่เคยทำให้สตรีทั่วเมืองหลวงละลาย
บัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธ
เขาคือ เจาอ๋อง อวี้เทียน สามีผู้สูงส่งและโง่เขลาของนางนั่นเอง
อวี้เทียนกวาดสายตามองสภาพเรือนที่พังยับเยิน ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างของหนิงลู่อิง หญิงสาวที่เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นนางนอนรอกระดาษห่อศพ กลับกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนแคร่ไม้ด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ ผิวพรรณของนางดูเปล่งปลั่งขึ้นกว่าวันแรกที่ถูกขัง ริมฝีปากแดงระเรื่อไร้ร่องรอยของความอดอยาก
ที่สำคัญ กลิ่นหอมประหลาดที่ลอยอบอวลอยู่ในห้องนี้มันคืออะไร กลิ่นขิง กลิ่นกระเทียมเจียว และกลิ่นเนื้อสัตว์ต้มสุกที่หอมหวนจนทำให้เขารู้สึกหิวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"หนิงลู่อิง เจ้าช่างบังอาจนัก" อวี้เทียนตวาดเสียงดังลั่น "ข้าสั่งกักบริเวณให้เจ้าสำนึกผิด แต่เจ้ากลับทำร้ายแม่นมของข้าจนบาดเจ็บสาหัส จิตใจของเจ้าทำด้วยอะไร เหตุใดถึงได้อำมหิตผิดมนุษย์เช่นนี้"
หนิงลู่อิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มเย้ยหยันที่ดูแล้วกวนอารมณ์เป็นที่สุด
"อำมหิตหรือ" นางทวนคำเสียงเรียบ "ท่านอ๋องช่างกล่าววาจาได้น่าขบขัน สตรีผู้นั้นนำข้าวบูดเน่าที่แม้แต่หมูยังไม่กินมาให้ข้า แถมยังลงมือตบตีสาวใช้ของข้าก่อน ข้าเพียงแค่สั่งสอนนางตามกฎบ้านกฎเมือง
บ่าวไพร่ที่เหิมเกริมรังแกเจ้านาย สมควรโดนลงโทษ ท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถจะไม่รู้กฎข้อนี้เชียวหรือ"
"หุบปาก" อวี้เทียนชี้หน้านาง "แม่นมหวังเลี้ยงดูข้ามา นางเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ นางไม่มีทางทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น เป็นเจ้าต่างหากที่ใส่ความนาง เจ้ามันสตรีเจ้าเล่ห์เพทุบาย ตั้งแต่วันที่เจ้าวางยาข้าแล้วปีนขึ้นเตียง ข้าก็รู้แล้วว่าเนื้อแท้ของเจ้ามันสกปรกเพียงใด"
หนิงลู่อิงแค่นเสียงในลำคอ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ตัวจะเล็กกว่าเขามาก แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างนางกลับทำให้ท่านอ๋องผู้เกรียงไกรต้องชะงักไปชั่วครู่
"ท่านอ๋อง ท่านช่างเป็นบุรุษที่น่าเวทนาเหลือเกิน"
นางด่าเขา ทำให้อวี้เทียนเบิกตากว้าง "เจ้าว่าอย่างไรนะ"
"ข้าบอกว่าท่านมันน่าเวทนา มีตาแต่ไร้แวว มีสมองแต่ไร้รอยหยัก" หนิงลู่อิงสาดวาจาเผ็ดร้อนใส่หน้าเขาโดยไม่เกรงกลัว
"ท่านฟังความข้างเดียว เชื่อคำยุยงของบ่าวไพร่โดยไม่ไต่สวนหาความจริง แม่นมของท่านเป็นคนดีงั้นหรือ นางดีกับท่านเพราะท่านให้เงินให้นางเสวยสุข แต่ลับหลังท่าน นางข่มเหงรังแกคนอื่นไปทั่ว ท่านเคยรู้บ้างหรือไม่ หรือวันๆ เอาแต่มัวเมาอยู่กับอนุภรรยาและน้องสาวดอกบัวขาวของข้า จนมองไม่เห็นความจริงตรงหน้า"
"สามหาว เจ้ากล้าด่าข้าว่าเป็นคนโง่หรือ" อวี้เทียนโกรธจนตัวสั่น ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน
"ข้าไม่ได้ด่า ข้าแค่พูดความจริง" หนิงลู่อิงเชิดหน้าขึ้น
"แล้วเรื่องปีนเตียง เลิกพูดให้ข้าได้ยินเสียที ข้าเบื่อจะฟัง หากท่านฉลาดสักนิด ท่านน่าจะคิดได้ว่าเหตุใดบุตรสาวกั๋วกงอย่างข้าถึงต้องวางยาบุรุษเพื่อแต่งงาน ทั้งที่ข้าเลือกแต่งกับใครก็ได้ที่ดีกว่าท่านเป็นร้อยเท่า"
"เจ้า เจ้าทำเพราะอยากเรียกร้องความสนใจจากข้า" อวี้เทียนคิดเข้าข้างตัวเองทันทีตามประสาคนหลงตัวเอง
"เจ้าหึงหวงหนิงอัน เจ้าอิจฉาที่ข้ารักนางมากกว่า เจ้าจึงแกล้งทำตัวร้ายกาจเพื่อเรียกร้องให้ข้าหันมามอง วิธีการของเจ้ามันช่างน่ารังเกียจ"
หนิงลู่อิงถึงกับหลุดขำออกมาเสียงดัง นางหัวเราะจนตัวงอต่อหน้าท่านอ๋องที่ยืนงงงัน
"เรียกร้องความสนใจ ท่านนี่หลงตัวเองจนกู่ไม่กลับจริงๆ อวี้เทียน" นางปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากการหัวเราะ "จงฟังให้ชัดๆ ใส่หูของท่านนะ ข้า หนิงลู่อิง คนเดิมที่เคยหลงรักท่านจนโงหัวไม่ขึ้นนั้น ตายไปแล้ว ตายไปพร้อมกับข้าวบูดชามนั้นของแม่นมท่าน คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านตอนนี้ คือหนิงลู่อิงที่ขยะแขยงท่านยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือน"
นางเดินเข้าไปใกล้เขาอีกก้าว จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบคู่นั้น
"ท่านบอกว่าข้าอดอยากใช่หรือไม่ ท่านดูปากข้า ดูหน้าข้า ข้าดูเหมือนคนกำลังจะตายหรือไง ข้าจะบอกอะไรให้ ในจวนเฮงซวยนี้ ไม่มีอาหารจานไหนรสเลิศเท่ากับที่ข้าทำกินเองหรอก และข้าจะไม่มีวันก้มหัวขอเศษอาหารจากท่านอีก จำไว้"
อวี้เทียนมองริมฝีปากอิ่มเอิบและดวงตาที่แข็งกร้าวคู่นั้นด้วยความสับสน ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ สตรีตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางดูดุดัน เย่อหยิ่ง และทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"แล้วกลิ่นอาหารนี่..." เขาเผลอหลุดปากถามออกมา
"ฝีมือข้าเอง" หนิงลู่อิงตอบทันควัน "เสียใจด้วยที่ท่านมาช้า ข้าเทให้สุนัขกินไปหมดแล้ว และดูเหมือนสุนัขจะรู้คุณค่าของอาหารมากกว่าคนบางคนในจวนนี้เสียอีก"
อวี้เทียนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกเปรียบเทียบกับสุนัข เขาตวาดเสียงดังแก้เก้อ
"ดี ในเมื่อเจ้าปากเก่งและอยู่ดีกินดีเช่นนี้ ก็จงอยู่ที่นี่ต่อไป ข้าจะเพิ่มโทษกักบริเวณเจ้าไม่มีกำหนด ห้ามใครหน้าไหนส่งข้าวส่งน้ำ ห้ามใครมาซ่อมแซมเรือนนี้ ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะอวดดีไปได้สักกี่น้ำ"
เขาสะบัดชายเสื้อคลุมหมุนตัวเดินกระแทกเท้าออกไปจากเรือนด้วยความโมโหโทโส แต่ในใจลึกๆ กลับเต็มไปด้วยคำถามและภาพติดตาของแววตาท้าทายคู่นั้น รวมถึงกลิ่นหอมของอาหารที่ยังคงติดจมูกเขาไม่จางหาย
หนิงลู่อิงมองส่งแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยสายตาสมเพช
"ไปลงนรกซะ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย" นางพึมพำเบาๆ
เสี่ยวชิงที่หลบอยู่มุมห้องค่อยๆ คลานออกมา เกาะขาเจ้านายแน่นด้วยความหวาดกลัว "พระชายา ท่านอ๋องโกรธมาก สั่งเพิ่มโทษเราอีก แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเพคะ"
หนิงลู่อิงยิ้มกว้าง นางย่อตัวลงลูบหัวสาวใช้เบาๆ
"อย่ากลัวไปเลยเสี่ยวชิง ยิ่งเขาไม่มายุ่งกับเรา ยิ่งเข้าทางข้า คืนนี้ข้าจะพาเจ้าไปถล่มห้องเครื่องของพวกมัน ข้าจะทำให้คนทั้งจวนต้องน้ำลายสอจนนอนไม่หลับ คอยดูเถิด"
