บทที่ 2.1
คล้อยหลังเซี่ยไห่ถางจากไปได้เพียงวันหนึ่ง เฟิ่งอวิ๋นฉีกับคนของเขาก็แกะรอยมาจนถึงริมทะเลสาบ ร่องรอยหลายๆ อย่างยังคงใหม่ แต่หลักฐานหลายๆ อย่างกลับมอดไหม้ในกองเพลิงที่หลงเหลือเพียงเถ้าธุลี
“นายท่าน ริมทะเลสาบมีหลุมศพขอรับ”
เฟิ่งอวิ๋นฉีรีบเข้าไปดูทันที อักษรงดงามบนป้ายหน้าหลุมศพกลับไม่ใช่ชื่อแซ่ ‘สหายผู้รู้ใจและท่านลุงอันเป็นที่รัก ขอจงหลับใหลอย่างสงบ’
“ในสี่แคว้น...ข้าไม่เคยเห็นวิธีเขียนป้ายหน้าหลุมศพเช่นนี้” คิ้วเข้มมุ่นลงเล็กน้อย “เดาว่านี่คงจะเป็นหลุมศพของชิงเจี้ยน”
“ยังมีอีกขอรับ แต่ไม่มีป้ายหน้าหลุมศพ”
มองไปรอบๆ ทะเลสาบอันเงียบสงบเฟิ่งอวิ๋นฉีถอนหายใจด้วยความเสียดาย ชายหนุ่มล้วงบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ ลูกดอกขนาดเล็กเป็นอาวุธสังหารที่หญิงสาวใช้ปลิดชีพลั่วอวี้อย่างแม่นยำและเด็ดขาด
“เราควรมาเร็วกว่านี้ น่าเสียดาย...”
อาวุธเช่นนี้เขายังไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งวัสดุที่ทำขึ้น ยังมีความแข็งแกร่ง คงทน แหลมคม เล็กเรียว นอกจากกระบี่แล้วเขาสืบเสาะไปทั่วก็ยังไม่พบช่างตีเหล็กคนใดเคยพบเห็นมาก่อน...
สายข่าวของเฟิ่งอวิ๋นฉีรายงานมาว่าพบการเคลื่อนพลที่น่าสงสัยในแนวเขตชายแดน เขาจำต้องแบ่งคนของตนส่วนหนึ่งออกแกะรอยหญิงสาวชุดขาวผู้นั้น ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนคุ้มกัน หากแต่พวกเขากลับไม่อาจขัดคำสั่งผู้เป็นนาย
มาถึงตอนนี้ข้างกายอ๋องหนุ่มกลับหลงเหลือคนติดตามคุ้มกันเพียงสามคน ดังนั้นตอนที่พบเข้ากับกองกำลังที่กำลังปล้นชิงกวาดต้อนชาวบ้านตามแนวชายแดน พวกเขาจึงได้แต่ยอมถูกกวาดต้อนเข้าไปในป่า ในใจเฟิ่งอวิ๋นฉีหวังว่าคนเหล่านี้อาจพาไปยังแหล่งกบดาน
มองดูเชลยที่ถูกกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าโจรป่า แต่อาวุธในมือกลับมองออกว่าเป็นทหารปลอมตัวมา เขามั่นใจแล้วว่าสายของตนรายงานถูกต้อง ตงโจวกำลังคิดก่อสงครามขึ้นจริงๆ
เพียงแต่...ยังไม่ทันได้ถูกกวาดต้อนออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆ บุรุษร่างใหญ่กลับถูกโยนเข้ามาตรงหน้าหัวหน้ากองโจร
ท่ามกลางแสงยามเย็นเพราะพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า หนุ่มน้อยหน้าแฉล้มในชุดรัดกุมสีน้ำเงินก็เดินเข้ามา คิ้วเข้มของเฟิ่งอวิ๋นฉีเลิกขึ้นสูง รอยยิ้มที่มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้น
“ตามหาตัวแทบพลิกแผ่นดิน ที่ไหนได้นางกลับเดินเข้ามาหาข้าเองเสียได้” เขาพึมพำเสียงเบากับคนของตน
หั่วเหิงมองคนของตนที่แน่นิ่งบนพื้น สั่วอิงนับเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่ติดตามเขามานาน ไม่เพียงเป็นนักรบผู้มีพละกำลังมหาศาล แต่ยังเป็นยอดฝีมือที่หาตัวได้ยากผู้หนึ่ง บัดนี้ถูกจับโยนเข้ามาโดยบุรุษรูปร่างอ้อนแอ้นราวกับอิสตรี...
หั่วเหิงหรี่ดวงตามองพิจารณาเด็กหนุ่มใบหน้านวลเนียนซึ่งกำลังเดินเข้ามา ในที่สุดเขาก็มองออกว่านางเป็นสตรีที่เพียงแต่งกายเช่นบุรุษ
“จอมยุทธ์หญิงท่านนี้ ไม่ทราบรู้กฎระหว่างราชสำนักสี่แคว้นและยุทธภพหรือไม่ เรื่องในยุทธภพสี่แคว้นล้วนไม่สอดมือ เรื่องของราชสำนักทั้งสี่แคว้นชาวยุทธ์เองก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยว”
“อ้อ” นางมองเขาด้วยดวงตาเรียบเฉย “บังเอิญข้าไม่ใช่คนของทั้งสองฝ่าย ข้าเพียงผ่านทางมาเท่านั้น อีกอย่าง...” นางกวาดสายตาไปรอบๆ จากนั้นหยุดสายตาที่หั่วเหิง “ที่เจ้าบอกว่าทั้งสองฝ่ายไม่ยุ่งเกี่ยวเพราะเป็นกฎ เช่นนั้นเจ้าเล่าเป็นคนของฝ่ายใด”
เงียบกริบ...
หญิงสาวยิ้มเย็นชา “กล้าอ้างกฎแต่ไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นฝ่ายใด?”
หั่วเหิงกัดฟันกรอดมองตามสายตาของหญิงสาวที่พุ่งเป้าไปยังร่างเล็กมอมแมม เด็กชายผอมบางที่นั่งปะปนอยู่ในกลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อน
หญิงสาวกล่าวขึ้น “เสี่ยวหนิง เราไปกันเถิด”