บทที่ 1.3
ขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือดอยู่ๆ ลั่วอวี้ก็คว้ามีดสั้นออกมาจากขากางเกง เขาเงื้อขึ้นด้านหลังชิงเจี้ยนหมายเอาชีวิตบุรุษพิการที่ไม่อาจต่อสู้
เฟิ่งอวิ๋นฉีหยัดกายขึ้นอย่างตื่นตระหนก เขากำลังจะอ้าปากบอกคนของตนให้ขัดขวาง ไม่คาดคิด...อาวุธลับกลับพุ่งเข้าไปปักยังลำคอลั่วอวี้อย่างแม่นยำ ร่างท้วมแน่นิ่งตาเบิกกว้างจากนั้นล้มตึงลงกับพื้น
ทุกคนอ้าปากค้างมองไปยังคนลงมือ นาง...หันกลับไปรับมือลั่วเซิงด้วยใบหน้าเรียบเฉย!!!
“สะ...สวรรค์” แม้แต่ไป๋จื่อยังลอบอุทานออกมาเสียงเบา “นางแบ่งสมาธิอย่างไร อีกทางรับมือกับยอดฝีมืออย่างลั่วเซิง อีกทางยังล่วงรู้ว่าชิงเจี้ยนมีภัย”
“อาวุธลับนั่น...” เฟิ่งอวิ๋นฉีกลับพยายามจ้องเขม็งไปยังมือซ้ายของหญิงสาว “มันคืออะไรกันแน่” จากจุดที่นางอยู่นับว่าห่างจากรถเข็นของชิงเจี้ยนมาก ทั้งความเร็ว ระยะห่าง รวมไปถึงความแม่นยำว่องไว...
“ไปสืบมาว่านางเป็นใคร” ในที่สุดเขาก็เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว สายตาคมจับจ้องไปยังร่างปราดเปรียวของสตรีชุดขาว ใบหน้าเย็นชาของนางยิ่งทำให้เขารู้สึกสนอกสนใจ กระทั่งลืมไปแล้วว่าไม่สมควรแบ่งคนออกไปจากข้างกาย ยิ่งเป็นยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้
ริมทะเลสาบอันเงียบสงบเงาร่างโดดเดี่ยวกำลังนั่งอยู่บนรถเข็น สายตาเหม่อลอยไม่อาจหาจุดสิ้นสุด กระทั่งทำให้คนที่กำลังยืนมองอยู่ห่างๆ เกิดความกังวล
แรงสะกิดจากแขนเสื้อทำให้หญิงสาวก้มหน้าลงมอง เด็กสาววัยสิบสองปีสบตากับนาง เมื่อเห็นนางยังคงนิ่งไม่ขยับเด็กสาวก็รีบยกมือขึ้นใช้ภาษามือ
---ท่านรีบเข้าไปหาเขาเร็วเข้า หาไม่เขาอาจกระโดดลงไปในทะเลสาบ---
หญิงสาวหัวเราะเสียงเบาจากนั้นใช้ภาษามือพูดคุยกับเด็กสาว ---ข้าไม่ทำอะไรโดยไม่มีผลตอบแทนจำได้หรือไม่ เจ้าต้องเรียกชื่อข้าก่อน จากนั้นข้าจะไปพาเขากลับเข้ามา---
เด็กสาวหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจ ถึงอย่างนั้นนางกลับเม้มปากก่อนพยายามส่งเสียง “....อ...อี...”
“ได้แล้วนี่” หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความยินดี “ชิงเจี้ยน หลานสาวของท่านส่งเสียงได้แล้ว!”
ชิงเจี้ยนหันกลับมาพร้อมกับเลิกคิ้ว เขาใช้แรงจากฝ่ามือเลื่อนล้อรถเข็นกลับมาหาคนทั้งสอง “เฟิ่งหนิงพูดได้แล้ว?”
“นางแค่เรียกชื่อของข้า แม้เสียงจะเบาแต่ก็นับว่าใช่”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้หญิงสาวกลับชะงักพร้อมกับมองไปยังทะเลสาบตรงหน้า ดวงตาเผยประกายเศร้าสร้อยขึ้นวูบหนึ่ง ความทรงจำเลือนลางคล้ายเพิ่งเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกเท่าไรก็ไม่เคยชัดเจน
ชิงเจี้ยนถอนหายใจออกมาเสียงเบา “นึกไม่ออกก็ไม่ต้องนึกแล้ว นามของเจ้าคือไห่ถาง แซ่เซี่ย เจ้าเป็นน้องสาวต่างมารดาของข้า หากจะอยู่ที่นี่เจ้าจำเป็นต้องทิ้งอดีตเอาไว้เบื้องหลัง”
หญิงสาวพึมพำเสียงเบา “นั่นสินะ เพราะจะอย่างไรก็กลับไปไม่ได้แล้ว” นางสูญเสียความทรงจนสิ้น ที่ยังพอนึกออกกลับเป็นเรื่องที่ไม่ใคร่จะดีนัก หากไม่ใช่นางกำลังลงมือสังหารคน ก็เป็นภาพที่นางกำลังหลบหนีการตามล่า...
อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ไอออกมาถี่ๆ เขาพยายามปกปิดอาการป่วยแต่ตอนนี้กลับไม่อาจทำอะไรได้แล้ว เลือดสดๆ หลั่งรินออกมาจากริมฝีปาก สายตาลางเลือนมองไปยังใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังจ้องมองเขา
“อย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เป็นไร” จนถึงชั่วขณะที่เขาใกล้จะหมดสติก็ยังไม่วายที่จะปลอบโยนผู้อื่น
เด็กน้อยเงยหน้ามองสีหน้าหนักใจของเซี่ยไห่ถาง หลังจากที่อีกฝ่ายจับชีพจรของชิงเจี้ยน เขาป่วยหนักมากเฟิ่งหนิงตระหนักดี เขาพยายามปกปิดนางเองก็ไม่อยากเปิดโปง เขาให้เซี่ยไห่ถางสังหารลั่วเซิงและลั่วอวี้ ทั้งที่พร่ำสั่งสอนนางให้เป็นคนดีมีคุณธรรมนางเองก็เข้าใจได้
ที่สำคัญไปกว่านั้นนางตระหนักดีว่าลั่วเซิงและลั่วอวี้ เป็นฟางเส้นสุดท้ายในชีวิตเขา แม้ว่าในใจจะยังมีห่วงเกี่ยวกับตัวนาง แต่ถึงตอนนี้เขากลับฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว...
ค่ำคืนหนาวเหน็บเซี่ยไห่ถางกอดเฟิ่งหนิงเอาไว้ในอ้อมแขน บนเตียงมีร่างแน่นิ่งของชิงเจี้ยน เขาจากไปอย่างสงบหลังจากสนทนากับนางขณะที่มองใบหน้าหลับใหลของเฟิ่งหนิงด้วยรอยยิ้ม
‘นัมเบอร์วัน’ เขาเรียกนางด้วยชื่อที่ติดตัวนางมายังดินแดนนี้