บทที่ 1.4
ใช่...นางมาจากที่อื่น ที่อันไกลโพ้น ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามกาลเวลามายังสถานที่แห่งนี้อย่างไม่คาดคิด
‘หลายปีมานี้ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าทำเพื่อข้ามากมายเหลือเกิน’
‘ท่านมอบชีวิตใหม่ให้ข้า ทั้งท่านและนาง...’ นางหมายถึงเฟิ่งหนิง
‘ท่านวางใจเถิดข้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี นางเป็นครอบครัวหนึ่งเดียวที่ข้ามี ดังนั้น...ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องใดทั้งสิ้น’
ชิงเจี้ยนยิ้ม
‘นัมเบอร์วัน ลืมชื่อนี้เสีย ให้ข้าเรียกเจ้าเป็นคนสุดท้าย นับจากวันนี้เจ้าแซ่เซี่ย นามไห่ถาง ข้าส่งจดหมายไปยังจวนหนานฉีหวางทางเหนือแล้ว เจ้าพาเสี่ยวหนิงเดินทางไปยังแคว้นต้าเยวี่ย นำป้ายหยกนี้ไปมอบให้หวังเซียว อัครเสนาบดีต้าเยวี่ย จะอย่างไรเฟิ่งหนิงก็...ต้องกลับบ้าน’
เซี่ยไห่ถางกลับไม่เห็นด้วย ‘ท่านเคยบอกว่าที่นั่นไม่ปลอดภัย’
‘มีเจ้าอยู่ ยังต้องกลัวอะไรเล่า ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็รักเฟิ่งหนิงเหมือนน้องสาวแท้ๆ แต่ชาติกำเนิดของนางสูงส่ง ไม่อาจปล่อยให้นางอยู่ข้างนอกนานเกินไป หากเป็นไปได้ฝากฝังนางกับ...หนานฉีหวาง ขอเพียงเขาจดจำสัญญาที่เคยรับปากเอาไว้ เฟิ่งหนิงก็จะปลอดภัย...’
รุ่งเช้าวันต่อมาเฟิ่งหนิงกลับเข้มแข็งกว่าที่หญิงสาวคาด เด็กสาวไม่ร้องไห้แม้ด้วงตาแดงก่ำ นางมารู้ทีหลังว่าอีกฝ่ายได้สัญญากับชิงเจี้ยนเอาไว้ หากเขาสิ้นใจห้ามนางร้องไห้เสียใจจนเสียสุขภาพ ให้นางติดตามและเชื่อฟังตนดีๆ อย่าดื้อ อย่าเหลวไหล
ทั้งสองช่วยกันฝังศพของชิงเจี้ยนเอาไว้ริมทะเลสาบ ข้างๆ กันนั้นยังมีหลุมศพอีกหลุมที่ไม่มีป้ายชื่อ ความลับนี้มีเพียงหญิงสาว เฟิ่งหนิง และชิงเจี้ยนที่ล่วงรู้ว่าหลุมศพนั้นเป็นของผู้ใด
เก็บข้าวของจากนั้นเผากระท่อมและออกเดินทาง มองเห็นทะเลสาบลับสายตาหัวใจของเซี่ยไห่ถางสงบกว่าที่คาด หลักฐานหนึ่งเดียวเกี่ยวกับตัวนางอยู่ที่นี่
ก่อนหน้านี้นางดำน้ำลงไปยังพื้นผิวทะเลสาบ ที่นั่นมียานรูปทรงประหลาดแต่เป็นวิวัฒนาการล้ำหน้าซึ่งไม่มีทางมีในยุคล้าหลังนี้
...มันคือสิ่งที่นำพานางมายังสถานที่แห่งนี้
ขณะเดินห่างออกไปจากทะเลสาบ บทสนทนาของนางและชิงเจี้ยนยังคงดังก้องในความทรงจำ ตอนนั้นนางบาดเจ็บและไม่อาจลุกจากเตียง ความทรงจำมากมายที่นางนำมาปะติดปะต่อ
‘ข้าอาจเป็น...นักฆ่า’ นางบอกเขาเช่นนั้น
‘ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แล้ว’ นางจำได้ว่าเขาตอบนางเช่นนั้น
ตอนที่ร่างกายของนางหายดี ขาทั้งสองข้างของนางกลับแทบเดินไม่ได้เช่นคนปกติ ชิงเจี้ยนครุ่นคิดเคร่งเครียดอยู่นานมาก กระทั่งตัดสินใจได้ ‘เจ้าจะเดินได้หากฝึกเคล็ดวิชากระบี่เดียวดาย แม้อาจใช้เวลาหลายปีแต่เจ้าจะเดินได้แน่นอน’
ตอนนั้นนางไม่เชื่อเพราะเขาเองก็พิการเดินไม่ได้ เขาคล้ายตระหนักในสิ่งที่นางคิด ‘ข้าเดินไม่ได้เพราะเส้นเอ็นถูกตัดขาด ต่างจากเจ้าที่เพียงบาดเจ็บเล็กน้อย’
นางก้มลงมองสภาพตัวเองในเวลานั้น รู้สึกโกรธกับคำพูดประโยคหลังของเขาขึ้นมา นางนอนซมรักษาตัวอยู่บนเตียงนานนับเดือน เขากลับบอกว่าบาดเจ็บเล็กน้อย?!
สองข้างแก้มของนางเปียกชื้น...
เพิ่งรู้ตัวว่าสามปีมานี้นางผูกพันกับชิงเจี้ยนกว่าที่คิด ที่สำคัญไปกว่านั้นนางพบว่าฝึกกระบี่ด้วยกันมานาน เขากับนางกลับกลายมาเป็นสหาย เป็นญาติสนิทที่ไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือด เป็นผู้รู้ใจที่เพียงกล่าวหนึ่งประโยคกลับเข้าใจไปถึงความคิด
แรงสะอื้นจากมือซ้ายทำให้นางก้มลงมองเฟิ่งหนิง เด็กสาวร้องไห้ราวกับกลั้นไม่อยู่
เซี่ยไห่ถางเช็ดน้ำตาออกลวกๆ “เจ้าร้องไห้ออกมาเถิด ร้องไห้ให้เขาไม่เป็นไรหรอก แต่จากนี้จะร้องไม่ได้แล้วเพราะเจ้าต้องเข้มแข็ง”
เฟิ่งหนิงเงยหน้าขึ้นมองนาง เซี่ยไห่ถางนั่งลงจึงถูกอีกฝ่ายโผเข้ากอด
เด็กสาวร้องไห้โฮออกมาไม่พยายามข่มกลั้นแม้แต่น้อยหญิงสาวเพียงลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนเงียบๆ กระทั่งนานมากจึงหลงเหลือเพียงเสียงสะอื้น ไม่นานทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางต่อ เส้นทางที่มุ่งตรงไปก็คือ...ชายแดนแคว้นต้าเยวี่ย