บทที่ 1.2
อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ส่งกระบี่ให้หญิงสาวชุดขาว นางมองเขานิ่งก่อนรับกระบี่มา
เฟิ่งอวิ๋นฉีหรี่ดวงตามองเมื่อเห็นริมฝีปากของหญิงสาวขยับ ‘ไว้ชีวิต หรือสังหารสิ้นทั้งพี่ทั้งน้อง’ นางถามชิงเจี้ยนแต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายนั่งหันหลังให้ ดังนั้นเฟิ่งอวิ๋นฉีจึงไม่รู้คำตอบจากอีกฝ่าย
“ได้ยินมาว่าลั่วเซิงฝีมือร้ายกาจมาก?”
ไป๋จื่อได้ยินก็ค้อมกายลงมาหาผู้เป็นนาย กระซิบตอบ “ขอรับ นับจากชิงเจี้ยนที่เคยประมือและเอาชนะเขาได้เมื่อสิบหกปีก่อน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเอาชนะเขา แต่ตอนที่เกิดเรื่องการตามล่าล้างแค้น ข้าน้อยเคยได้ยินข่าวลือมาว่าลั่วเซิงใช้คนมากกว่าจึงสามารถเอาชนะกระทั่งแทงอีกฝ่ายไปหลายกระบี่ วันนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ แต่น่าแปลกที่ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าชิงเจี้ยนตายไปแล้ว”
“นาง...น่าจะอายุไม่ถึงสิบแปด?”
ไป๋จื่อเลิกคิ้วมองตามสายตาผู้เป็นนาย “นาง?” เขากะพริบตามองเด็กหนุ่มชุดขาวที่กำลังเหินกายขึ้นไปบนแท่นอ่างทองคำ “สตรี?”
เฟิ่งอวิ๋นฉีเหลือบสายตามองคนของตนจากนั้นถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “เจ้าสมควรมองคนให้ปรุโปร่งมากกว่านี้ นางไม่พยายามปกปิดแม้แต่น้อยว่าเป็นสตรี นัยว่าที่แต่งตัวเช่นนี้ก็เพื่อความคล่องตัว”
ลั่วเซิงพยายามใช้ความสุภาพถ่อมตัวบ่ายเบี่ยงการประลอง เพราะหากเขาตอบรับย่อมหมายความว่าเขายอมรับว่าสิบห้าปีมานี้เขาโกหกหลอกลวงผู้คนทั้งยุทธภพ ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาคงมีอันต้องย่อยยับ
“ข้าจัดงานนี้ขึ้นเพื่อล้างมือจากความแค้นในยุทธภพ เหตุใดต้องทำให้ข้าลำบากใจด้วย มีเรื่องใดสมควรพูดคุยกันอย่างสันติ”
“สันติ?” สตรีชุดขาวเลิกคิ้ว “หากสันติวิธีใช้ได้ผล เขาจะกลายเป็นคนพิการหรือ? เจ้าจับคนรักของเขาเอาไว้ บีบให้เขายอมมอบเคล็ดกระบี่เดียวดาย นี่คือสันติวิธี? เมื่อได้มาในสิ่งที่ต้องการกลับใช้กระบี่ตัดเส้นเอ็นจนเขาไม่อาจใช้วรยุทธ์ จากนั้นผลักทั้งเขาและคนรักลงไปในหุบเหว นี่เรียกว่าสันติวิธี?”
นางเงยหน้าหัวเราะขึ้นเสียงดังอย่างห้าวหาญ “ลั่วเซิง เก็บสันติจอมปลอมของเจ้ากลับไป ชักกระบี่ของเจ้าออกมา วันนี้หากเจ้าไม่สู้ ข้าสาบานต่อฟ้าดิน ข้าจะสังหารคนตระกูลลั่วจนสิ้น เผาให้วอดไม่ว่าเจ้าจะมีกี่จวน ทำลายการค้าทั้งหมดไม่ให้เหลือซาก!”
“เจ้า!” ลั่วเซิงเดือดดาลจนขีดสุด “ที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยชาวยุทธ์ที่มีคุณธรรมยืดเหนี่ยวจิตใจ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดจึงมายืนข่มขู่ผู้อื่น คิดว่าตัวเจ้าเพียงลำพังสามารถเอาชนะคนที่นี่ได้เช่นนั้นหรือ”
หญิงสาวกวาดสายตามองไปโดยรอบ ดวงตาแน่วแน่ ท่วงท่ายังคงเยือกเย็นมั่นคง “เรื่องราวความแค้นในวันนี้ไม่เกี่ยวกับพวกท่าน กฎของยุทธภพมีความแค้นกับผู้ใดก็ท้าประลองกับผู้นั้นซึ่งหน้า หากผู้อาวุโสทุกท่านเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร เช่นนั้นก็ค้านออกมาเถิด”
เห็นรอบด้านเกิดเสียงซุบซิบอื้ออึง ลั่วเซิงหน้าเสียเพราะไม่คาดว่าชื่อเสียงของเขากลับไม่อาจทำให้ผู้คนในยุทธภพอยู่ข้างเขา
“ลั่วเซิง...ท่านคงไม่ได้กำลังกลัวข้า?” นางหัวเราะ “เป็นจ้าวยุทธภพแม้วันสุดท้ายแต่กลับไม่รับคำท้าประลอง? วางใจเถิดหากข้าพ่ายแพ้ข้าจะพาชิงเจี้ยนจากไปโดยดี ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีผู้ใดพบเห็นข้ากับเขาอีก หากข้าชนะข้าจะละเว้นคนตระกูลลั่วทุกคน ขอเพียงคนเหล่านั้นไม่ยุ่งกับข้าและชิงเจี้ยนอีก เรื่องราวความแค้นหนหลังจบลงเพียงที่ตัวท่าน!”
ท่าทางองอาจห้าวหาญของนางราวกับกระตุ้นความโกรธในใจลั่วเซิง เขาฝึกยุทธ์มาตลอดสามสิบห้าปี ตัวนางกลับอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ วันนี้กลับท้าทายเขาด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ เขาที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าชาวยุทธ์ไหนเลยจะปล่อยให้เกิดเรื่องขายหน้า
“ได้!” เขาชักกระบี่ออกมา
สองฝ่ายเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เพลงกระบี่ที่มีความคล้ายคลึงกันทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ความจริงค่อยๆ กระจ่างขึ้นในสายตาชาวยุทธ์มากมาย เพลงกระบี่เดียวดายของชิงเจี้ยน โลดแล่นในยุทธภพมานานนับสิบปีก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ามีหลายคนเคยดูชมจึงรู้จัก
ยิ่งสตรีชุดขาวออกกระบี่จู่โจมหลอกล่อ ลั่วเซิงที่ไม่รู้เท่าทันก็ยิ่งเผยธาตุแท้ เขาใช้เพลงกระบี่เดียวดายที่ยังฝึกไม่สำเร็จออกมา ทำให้ทุกคนมั่นใจว่าเขากำลังพยายามฝึกจริงๆ และจุดประสงค์ที่เขาออกตามล่าสังหารชิงเจี้ยน แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เพื่อแก้แค้นในเมื่อลั่วอวี้ก็ยังมีชีวิตอยู่