บทที่ 1.1
ข่าวลือเรื่องที่ลั่วเซิงผู้ซึ่งเป็นถึงจ้าวยุทธ์คนปัจจุบันกำลังจะทำพิธีล้างมือในอ่างทองคำ ทำให้ชาวยุทธ์ที่มีชื่อเสียงต่างพากันเดินทางมายังเสวี่ยซาน ในบรรดาชาวยุทธ์มากมายส่วนหนึ่งมาเพื่อเป็นสักขีพยาน อีกส่วนมาเพื่อชื่นชมความยิ่งใหญ่มั่งคั่งของคนตระกูลลั่ว แต่อีกส่วนกลับมาเพียงเพื่อชมดูความครึกครื้น
หนึ่งในจำนวนคนที่มาเพียงเพื่อชมดูความครึกครื้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าเขาจะมีฐานะเป็นถึงท่านอ๋องแคว้นต้าเยวี่ย บุรุษที่แม้ไม่มีวรยุทธ์แต่กลับสามารถนำพาแคว้นต้าเยวี่ยพ้นภัยจากการรุกรานของแคว้นเป่ยโจว
ลือกันว่าเขาเป็นเพียงบุรุษที่มีท่าทางคล้ายบัณฑิตอ่อนแอ หากแต่เพราะเขารู้จักเลือกใช้คน ดังนั้นข้างกายเขาจึงมียอดฝีมือมากมายอยู่ข้างกายเพื่อรับใช้
ว่ากันว่าแม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องให้เกียรติอนุชาผู้นี้อยู่หลายส่วน ขุนนางในราชสำนักแคว้นต้าเยวี่ยย่อมไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา ดังนั้นฐานะของเขาในแคว้นต้าเยวี่ยจึงนับว่าเป็นรองเพียงหนึ่ง แต่อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้าอย่างแท้จริง
...หนานฉีหวาง เฟิ่งอวิ๋นฉี
การปลอมตัวมาชมดูความครึกครื้นครานี้ นัยหนึ่งมาเพื่อสอดส่องชายแดนตะวันออก อีกนัยก็เพราะข่าวลือที่เริ่มหนาหูขึ้น เกี่ยวกับกองทัพของตงโจวที่ลอบเคลื่อนไหวยังชายแดนตะวันออก
เฟิ่งอวิ๋นฉี...บุรุษอ่อนแอปวกเปียกราวกับคนอมโรค กำลังนั่งปะปนอยู่กับชาวยุทธ์มากมายที่กำลังตื่นเต้นงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ของตระกูลลั่ว ถึงอย่างนั้นข้างกายเขากลับมียอดฝีมือสองคนยืนขนาบซ้ายขวา มองไปยังด้านขวาห่างออกไปสิบก้าวก็มียอดฝีมืออีกสองคน ด้านหลังอีกสาม ซ้ายมืออีกหนึ่ง เห็นชัดว่าการมาครั้งนี้ไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อย
ถึงอย่างนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพิธีล้างมือในอ่างทองคำของจ้าวยุทธ์ จะยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นทันทีที่เจ้าของงานปรากฏกาย ลั่วเซิงจ้องเขม็งไปยังบุรุษที่กำลังใช้มือดันล้อรถเข็นซึ่งยึดกับเก้าอี้ไม้เข้ามาช้าๆ รถเข็นรูปร่างประหลาดแต่กลับสามารถทำให้ชายพิการผู้หนึ่ง สามารถขยับเขยื้อน รวมไปถึงเคลื่อนไหวไปตามทางเดิน เรียกความสนใจของผู้คนในงานได้เป็นอย่างดี
บุรุษพิการผู้นั้นไม่ได้รีบร้อน เขาเพียงเข็นรถไปหยุดตรงหน้าลานซึ่งมีบันไดสูง จากนั้นค่อยๆ ยกมือขึ้นถอดหมวกคลุมออกจากศีรษะ ใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนของเขากลับทำให้ลั่วเซิงถึงกับใบหน้าซีดเผือด
เสียงฮือฮาพร้อมกับเสียงซุบซิบอื้ออึงดังขึ้น เฟิ่งอวิ๋นฉีส่งสัญญาณให้คนของตนใจเย็นๆ รอดูสถานการณ์ตรงหน้า เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับคนข้างๆ เป็นเชิงถาม
ไป๋จื่อก้าวเข้ามาพร้อมกระซิบเสียงเบา “คนผู้นี้หากข้าน้อยเดาไม่ผิดน่าจะเป็น ชิงเจี้ยน กระบี่เดียวดายผู้มีชื่อเสียงโด่งดังผู้นั้น สิบห้าปีก่อนเพราะเกิดเรื่องชิงรักหักสวาทกับลั่วอวี้ เขาถึงกับสังหารคนในจวนของลั่วอวี้จนสิ้น หลังจากเกิดเรื่องได้เพียงเดือนเดียวลั่วเซิงก็ตามไปแก้แค้น ที่จริงเขานับเป็นคนที่ตายไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าเหตุใดวันนี้จึงปรากฏตัวขึ้น”
เฟิ่งอวิ๋นฉีพยักหน้ารับรู้ จากนั้นสถานการณ์ที่ตึงเครียดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ร่างของบุรุษวัยกลางคนถูกโยนตัวลอยเข้ามา ร่างท้วมหล่นลงไปตรงหน้ารถเข็นของชิงเจี้ยนอย่างแม่นยำ พร้อมกันนั้นเงาร่างในชุดสีขาวก็เหินกายเข้ามา
นาง...เป็นสตรีที่แต่งกายเช่นบุรุษ
เรือนผมรวบสูงตึงแน่นยึดด้วยปิ่นหยกเรียบๆ ชุดรัดกุมสีขาวทั้งชุด ปลิวสะบัดไปกับสายลมในยามที่นางเหินกายลงยืนบนพื้นอย่างมั่นคง
“วิชาตัวเบาล้ำเลิศ” ไป๋จื่อลอบอุทาน
เฟิ่งอวิ๋นฉีมองใบหน้าเย็นชาของสตรีนางนั้น ท่วงท่าสง่างามแต่กลับดูเยือกเย็นน่ากลัว ไหล่เหยียดตรง แขนข้างหนึ่งไขว้กับบั้นเอวเบื้องหลัง อีกข้างยื่นไปจับพนักรถเข็นของชิงเจี้ยน
“เป็นเขา! ลั่วอวี้ นั่นเป็นลั่วอวี้ไม่ผิดแน่ มิใช่ว่าเขาถูก...ถูกชิงเจี้ยนสังหาร...ดังนั้น....ดังนั้น...”
คนที่สมควรตายสองคนกลับยังคงมีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่ยิ่งใหญ่เป็นหนึ่งในยุทธภพอย่างลั่วเซิง กลับปั้นหน้าหลอกลวงผู้คนไปทั่ว เขากล่าวอ้างว่าตำราเพลงกระบี่เดียวดายที่ตนได้มานั้น ไม่ใช่เป็นการช่วงชิงมา แต่กลับพูดได้อย่างไม่ละอายว่าได้มาหลังจากประมือชนะและสังหารชิงเจี้ยนเพื่อแก้แค้นให้ผู้เป็นน้องชาย...
แม้ชิงเจี้ยนยังคงไม่เอ่ยปาก แต่การที่ลั่วอวี้ยังคงมีชีวิตกลับทำให้ผู้คนเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา
“พะ...พี่ใหญ่ช่วยข้าด้วย นะ...นางฝีมือร้ายกาจยิ่ง นาง...นางยังฝึกกระบี่เดียวดายสำเร็จแล้วด้วย นาง...”
“หุบปาก!!” ลั่วเซิงตวาดดังลั่น
“ลั่วเซิง” อยู่ๆ ชิงเจี้ยนก็ตะโกนเสียงดังเขาหัวเราะออกมาราวกำลังขบขันเสียเต็มประดา “เจ้าช่างลำบากเสียจริงๆ ซ่อนน้องชายเอาไว้หลังเขานานถึงสิบห้าปี จัดฉากว่าข้าสังหารผู้คนเกือบร้อยชีวิต ใช้ข้ออ้างให้คนในยุทธภพมากมายตามล่าสังหารคนรอบกายข้า เพียงเพื่อให้ได้เคล็ดวิชากระบี่เดียวดาย เจ้า...อยากรู้หรือไม่สิบห้าปีมานี้เหตุใดเจ้าจึงฝึกกระบี่เดียวดายไม่สำเร็จสักที”