บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 เข้าวัง

ตอนที่ 8 เข้าวัง

สามวันต่อมา...

ค่ำคืนงานเลี้ยงฉลองวันสารทฤดูก็มาถึง บรรยากาศภายในวังหลวงยามค่ำคืนคึกคักและโอ่อ่าตระการตา แสงไฟจากโคมไฟหลวงนับพันดวงส่องสว่างราวกับกลางวัน รถขบวนหรูหราของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่จอดเรียงรายเป็นทิวแถว เยี่ยลู่ซือในชุดผ้าไหมสีฟ้าอมเทาหม่น รูปทรงเรียบง่ายทว่าตัดเย็บอย่างประณีตรับกับรูปร่างบอบบาง เส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นมุกเม็ดเล็กๆ เพียงสองสามชิ้น ใบหน้าแต่งแต้มเพียงบางเบา ทว่ากลับขับเน้นให้ดวงตากลมโตและผิวพรรณที่เริ่มมีเลือดฝาดดูหมดจดงดงาม

นางเดินตามหลังบิดามารดาและเยี่ยจิ้งเหวินน้องชายตัวน้อยเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม พยายามก้มหน้าต่ำรักษากิริยา ไม่สอดส่องสายตามองผู้ใด เป้าหมายเดียวของนางในวันนี้คือทำตัวเป็นธาตุอากาศที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

ภายในท้องพระโรง ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลงอันไพเราะเสนาะหู ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำสูงสุด ข้างกายของทั้งสองมีพระโอรสองค์น้อยพระชนมายุสิบพรรษา องค์ชายน้อยอยู่ในชุดมังกรสีเหลืองทองนั่งนิ่งท่าทางเฉลียวฉลาด ถัดไปคือองค์หญิงน้อยพระชนมายุราวห้าหกชันษาดวงตากลมโตน่ารักน่าเอ็นดูกำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆ ในมือ

เยี่ยลู่ซือเดินตามครอบครัวไปนั่งยังที่นั่งที่จัดเตรียมไว้สำหรับตระกูลอัครเสนาบดี ซึ่งอยู่แถวหน้าสุดฝั่งซ้าย ทันทีที่นางทรุดกายลงนั่ง เสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาก็ดังมาจากด้านข้าง

“ลู่ซือ! เจ้าหายไปอยู่ที่ใดมา เหตุใดช่วงนี้จึงเก็บตัวเงียบเชียบนัก?”

เยี่ยลู่ซือหันไปตามเสียงเรียก พบว่าเป็นคุณหนูจางหรือจางซูหลัน สหายสนิทเพียงคนเดียวของนางในเมืองหลวง จางซูหลันในวันนี้แต่งกายด้วยชุดสีส้มสดใส ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววยินดีที่ได้พบนาง

“ซูหลัน...” เยี่ยลู่ซือคลี่ยิ้มบาง “ข้าป่วยไข้ไม่สบายจึงนอนพักผ่อนอยู่แต่ในเรือน มิได้ออกไปพบปะผู้ใด”

“ทำไมเจ้าไม่ส่งข่าวมาบอกข้าบ้างล่ะ แต่เอ๊ะ... วันนี้เหตุใดเจ้าแต่งตัวจืดชืดเช่นนี้เล่า? ปกติเจ้าต้องใส่สีแดงเพื่อประชันกับพวกนั้นมิใช่หรือ?” จางซูหลันปรายสายตาไปทางฝั่งตรงข้าม

เยี่ยลู่ซือมองตามสายตาของสหายสนิท แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจอีกครา ฝั่งตรงข้ามของท้องพระโรงนั้น เป็นที่นั่งของบรรดาคุณหนูจากตระกูลใหญ่สามตระกูล ซึ่งถือเป็นศัตรูคู่อริของนางมาแต่ไหนแต่ไร นำโดยคุณหนูหลินบุตรสาวแม่ทัพขวา คุณหนูเฉินบุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการ และคุณหนูหรงบุตรสาวใต้เท้ากรมอาญา

ทั้งสามนางแต่งกายงดงามหยาดเยิ้ม จัดเต็มด้วยอาภรณ์สีสันฉูดฉาดและเครื่องประดับทองห้อยระย้า สายตาของพวกนางทั้งสามต่างคอยกวาดมองไปยังประตูทางเข้าท้องพระโรงอยู่เป็นระยะๆ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและมาดมั่น

เยี่ยลู่ซือรู้ดีว่าพวกนางกำลังรอคอยผู้ใด เพราะตี้ฉิงเทียนคือบุรุษที่สตรีทั้งเมืองหลวงหมายปอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเยี่ยลู่ซือคงจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ คอยส่งสายตาอาฆาตและคิดหาวิธีกลั่นแกล้งคุณหนูทั้งสามเพื่อมิให้พวกนางเข้าใกล้ชายที่ตนรัก แต่ตอนนี้นางกลับยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทีเฉยเมย แววตาว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น

‘ใครอยากได้ปีศาจตนนั้นก็เชิญตามสบายเถิด แย่งกันให้เต็มที่’ นางคิดในใจ พลางคีบขนมกุ้ยฮวาเข้าปากเคี้ยวตุยๆ อย่างสำราญใจ

“ท่านอ๋องเก้าเสด็จ!”

เสียงประกาศของขันทีดังลั่นหน้าพระโรง ส่งผลให้เสียงพูดคุยพาทีภายในห้องโถงพลันเงียบกริบลงทันที บรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ต่างยืดหลังตรง จัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมของตนเองให้งดงามที่สุด แววตาทุกคู่จับจ้องไปยังผู้ที่กำลังก้าวเข้ามา

ตี้ฉิงเทียนในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทขลิบทอง ปักลายมังกรสี่เล็บสีเงินทะยานฟ้า แผ่กลิ่นอายสูงส่งดุดันและทรงอำนาจจนผู้คนไม่กล้าสบตา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับสลักจากหยกน้ำแข็งยังคงนิ่งสนิท ไร้ความรู้สึก ทว่ากลับดูมีเสน่ห์ลึกล้ำจนทำให้สตรีหลายคนในงานถึงกับหน้าแดงซ่าน

เขาขยับกายก้าวเข้าไปถวายพระพรฮ่องเต้และฮองเฮาตามพิธี ก่อนจะหมุนกายเดินตรงไปยังที่นั่งของตนเอง ซึ่งจัดไว้ใกล้กับแท่นประทับของเชื้อพระวงศ์ ทว่าในระหว่างที่กำลังเดินผ่านแถวที่นั่งของเหล่าขุนนาง สายตาคมกริบกลับปรายมองตรงไปยังที่นั่งของตระกูลเยี่ยโดยอัตโนมัติ

เยี่ยลู่ซือที่คอยระวังตัวอยู่แล้ว เมื่อรู้สึกว่าถูกเขาจ้องมองอยู่นางก็รีบก้มหน้าต่ำลงทันที ดวงตาจับจ้องอยู่เพียงถ้วยน้ำชาในมือ พยายามกลั้นหายใจและหดตัวให้ลีบที่สุด ราวกับต้องการจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้พ้นจากสายตาคู่นั้น

ท่าทางหลบเลี่ยงอย่างจงใจของนาง ตกอยู่ในสายตาของตี้ฉิงเทียนทั้งหมด

เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตามืดครึ้มลงหลายส่วน ความหงุดหงิดใจอันไร้สาเหตุแล่นริ้วขึ้นมาในอก ตลอดเกือบสองเดือนที่ผ่านมา องครักษ์เงารายงานว่านางทำตัวเป็นปลาเค็มนอนอืดอยู่แต่ในจวน เขายังคิดว่าเป็นเพียงกลอุบายเรียกร้องความสนใจ

ทว่าในวันนี้... ในงานเลี้ยงใหญ่นางที่ควรจะแต่งกายงดงามเพื่อดึงดูดสายตาของผู้คนเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่นางกลับเลือกสวมชุดสีฟ้าอมเทาหม่นจืดชืด ไร้เครื่องประดับโดดเด่น แถมยังเอาแต่ก้มหน้าหลบตาเขาคล้ายกับเห็นเขาเป็นภูตผีปีศาจ

‘เยี่ยลู่ซือ... เจ้าคิดจะเล่นสงครามประสาทกับข้าไปถึงเมื่อใดกัน?’ ตี้ฉิงเทียนคิดในใจด้วยความขัดใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะสะบัดชายเสื้อและทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนด้วยท่าทีเย็นชา

เมื่อประมุขแห่งแผ่นดินและเชื้อพระวงศ์ประทับพร้อมหน้า งานเลี้ยงฉลองจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ การแสดงระบำอันงดงามดำเนินไปท่ามกลางแสงไฟ เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมให้บรรยากาศดูครื้นเครง ทว่าสำหรับเยี่ยลู่ซือแล้ว นางกลับรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนกองไฟ กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของบุรุษชุดดำที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทำให้นางรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

ในระหว่างที่เยี่ยลู่ซือพยายามทำตัวเป็นอากาศธาตุอยู่นั้น สายตาของคุณหนูทั้งสามตระกูลกลับจับจ้องมาที่นางด้วยความริษยาและเคลือบแคลงใจ

คุณหนูหลินสะบัดพัดจีบในมือเบาๆ พลางปรายสายตามองเยี่ยลู่ซือด้วยความเหยียดหยาม ก่อนจะกระซิบกระซาบกับคุณหนูเฉินและคุณหนูหรงที่นั่งอยู่ข้างๆ

“พวกเจ้าดูนางในวันนี้สิ แต่งกายจืดชืดไร้รสนิยมปานนั้น คิดจะใช้แผนเรียกร้องความสนใจแบบใหม่จากท่านอ๋องเก้าหรืออย่างไร ช่างน่าขันนัก”

คุณหนูเฉินหัวเราะคิกคัก แววตาฉายแววสะใจ “นั่นสิ ปกติเห็นวิ่งตามท่านอ๋องต้อยๆ ประหนึ่งสุนัข วันนี้กลับทำเป็นสงบเสงี่ยมดั่งกุลสตรีที่ดี คิดว่าทำเช่นนี้แล้วท่านอ๋องจะหันไปเหลียวมองงั้นหรือ สตรีสมองทึบเช่นนาง มีดีเพียงแค่ฐานะของบิดาเท่านั้นแหละ”

เสียงนินทาแม้จะแผ่วเบา ทว่าเสียงในท้องพระโรงที่เริ่มเงียบลงเนื่องจากการแสดงชุดแรกจบลง ก็ทำให้เหล่าบรรดาฮูหยินและขุนนางที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินอย่างชัดเจน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel