ตอนที่ 9 บทกลอน
ตอนที่ 9 บทกลอน
การแสดงดำเนินไปจนถึงช่วงกลางงานเลี้ยง ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวล ก่อนจะปรายพระเนตรมองลงมายังบรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางที่นั่งอยู่เบื้องล่าง
“งานเลี้ยงในวันนี้ช่างครึกครื้นยิ่งนัก ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูตระกูลขุนนางทุกท่าน ต่างเพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมและความสามารถในศาสตร์ทั้งสี่ วันนี้เป็นโอกาสอันดีมีผู้ใดอยากจะออกมาแสดงความสามารถเพื่อสร้างความสำราญให้แก่ฮ่องเต้และข้าบ้างหรือไม่?”
สิ้นกระแสรับสั่ง บรรยากาศภายในพระโรงก็พลันคึกคักขึ้นมาทันที คุณหนูตระกูลใหญ่หลายคนต่างมองหน้ากันไปมา แววตาประกายวิบวับ นี่คือโอกาสทองในการแสดงตัวตนต่อเบื้องพระพักตร์ และที่สำคัญต่อหน้าท่านอ๋องเก้าอีกด้วย
คุณหนูหลินเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายอย่างงดงาม “หม่อมฉันหลินซู่ซู่ขอพระราชทานอนุญาตแสดงรำกระบี่เพื่ออวยพรให้แก่ราชวงศ์เพคะ”
“ดี! เจิ้งอนุญาต” ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย
คุณหนูหลินก้าวออกไปกลางท้องพระโรง รับกระบี่จากนางกำนัล ก่อนจะเริ่มร่ายรำด้วยท่วงท่าที่ทั้งอ่อนช้อยและดุดันดั่งสตรีผู้เป็นบุตรสาวแม่ทัพ แขนเสื้อสะบัดพริ้วไหวตามจังหวะที่นางขยับตัว สร้างเสียงปรบมือชื่นชมจากเหล่าขุนนางล้นหลาม ยามที่นางร่ายรำจบ สายตาคู่งามแอบปรายมองตี้ฉิงเทียนด้วยความมาดมั่น ทว่าเขากลับทำเพียงยกจอกสุราขึ้นจิบด้วยท่าทีเรียบเฉย ไร้ความสนใจ
ถัดมา คุณหนูเฉินได้ออกไปบรรเลงพิณโบราณ บทเพลงที่นางบรรเลงมีความไพเราะเสนาะหู ดั่งเสียงนกการเวกขับขาน และคุณหนูหรงก็ได้ออกไปวาดภาพพู่กันจีนแสดงฝีมือกลางท้องพระโรง ทุกนางต่างแสดงความสามารถขั้นสูงออกมาเพื่อประชันขันแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
เยี่ยลู่ซือนั่งมองการแสดงเหล่านั้นด้วยความเพลิดเพลิน พลางนึกชมในใจ ‘อืม...พวกนางช่างมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาจริงๆ สมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่’
นางคีบขนมกุ้ยฮวาชิ้นสุดท้ายเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ คิดว่างานเลี้ยงในวันนี้คงจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยที่นางไม่ต้องเอาตัวเข้าไปพัวพันกับผู้ใด
ทว่าคุณหนูหลินที่เพิ่งเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ หลังจากเห็นว่าการแสดงของตนเองมิได้ทำให้ท่านอ๋องเก้าหันมาสนใจ ทั้งยังเห็นเยี่ยลู่ซือนั่งกินขนมอย่างสบายอกสบายใจราวกับกำลังดูงิ้วในตลาด ความริษยาปนหมั่นไส้ในอกก็ปะทุขึ้นมาทันที นางจึงแสร้งลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ประสานมือทูลฮองเฮาเสียงดัง
“ทูลฮองเฮาเพคะ... วันนี้บรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ต่างออกมาแสดงความสามารถกันอย่างพร้อมหน้าหมดแล้ว ทว่ายังมีคุณหนูใหญ่เยี่ยที่ยังไม่ได้แสดงฝีมือเลย ในอดีตนางขึ้นชื่อเรื่องความสามารถรอบด้าน”
คำพูดของคุณหนูหลิน ส่งผลให้สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงหันขวับมาจับจ้องร่างของเยี่ยลู่ซือเป็นจุดเดียวทันที
เยี่ยลู่ซือที่กำลังเคี้ยวขนมอยู่ถึงกับชะงักค้าง ขนมกุ้ยฮวาเกือบติดคอ นางเบิกตากว้าง จ้องมองหลินซู่ซู่ด้วยสายตาอาฆาตลึกๆ ‘หลินซู่ซู่! ข้านั่งอยู่เฉยๆ ของข้าแท้ๆ เหตุใดเจ้าต้องลากข้าลงน้ำไปด้วย!’
บรรยากาศภายในพระโรงพลันตกอยู่ในความเงียบงันเพื่อรอคอยคำตอบจากคุณหนูใหญ่ตระกูลเยี่ย เยี่ยลู่ซือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกั้นความหงุดหงิดในอก ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนขยับกายก้าวออกไปกลางท้องพระโรง ย่อกายลงถวายพระพรอย่างอ่อนน้อม
หลินซู่ซู่คลี่พัดจีบปิดริมฝีปาก แววตาฉายแววเยาะเย้ยอย่างปิดไม่มิด นางรู้ดีศาสตร์ทั้งสี่สตรีร้ายกาจอย่างเยี่ยลู่ซือล้วนไม่ได้ความสักอย่าง หากนางถูกบีบให้แสดงฝีมือต่อหน้าพระพักตร์ ย่อมต้องกลายเป็นตัวตลกให้ผู้คนหัวเราะเยาะ และที่สำคัญท่านอ๋องเก้าจะต้องยิ่งรังเกียจสตรีไร้สมองผู้นี้มากขึ้นไปอีก
เยี่ยฟางโฉวและเยี่ยซือฉีเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ ทั้งสองขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวลใจ
ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรดรุณีน้อยเบื้องล่างด้วยสายพระเนตรลุ่มลึก พระองค์ทรงทราบดีถึงความขัดแย้งระหว่างบุตรสาวแม่ทัพขวาและบุตรสาวอัครเสนาบดี ทว่าในเมื่อเรื่องราวถูกลากมาถึงขั้นนี้แล้ว ในฐานะแม่ของแผ่นดิน พระองค์ย่อมต้องรักษากิริยา
“คุณหนูใหญ่เยี่ย... เจ้ามีสิ่งใดจะแสดงให้พวกเราดูเพื่อเป็นเกียรติแก่งานสารทฤดูในค่ำคืนนี้หรือไม่?” น้ำเสียงเปี่ยมพระเมตตาแต่ทรงอำนาจของฮองเฮาดังขึ้น
เยี่ยลู่ซือก้มหน้าต่ำ สะกดกั้นความหงุดหงิดเอาไว้ หากเป็นชาติก่อน นางคงจะรับคำท้าด้วยความทะนงตนแล้วออกไปดีดพิณเพี้ยนๆ ให้ผู้คนหัวเราะเยาะ
“ทูลฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันร่างกายเพิ่งฟื้นไข้ สติปัญญายังคงเลอะเลือน ศาสตร์การดีดพิณหรือร่ายรำที่เคยร่ำเรียนมา บัดนี้หลงลืมไปจนสิ้นแล้วเพคะ”
คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ตนเองไร้ความสามารถ’ ทำเอาผู้คนในท้องพระโรงถึงกับส่งเสียงฮือฮา เหล่าบรรดาฮูหยินต่างหันไปซุบซิบกันด้วยความประหลาดใจ โดยปกติแล้วคุณหนูตระกูลใหญ่ย่อมรักศักดิ์ศรี ยอมหักไม่ยอมงอ ทว่าเยี่ยลู่ซือกลับยอมรับความพ่ายแพ้อย่างหน้าตาเฉย ไม่มีท่าทีขัดเขินเลยสักนิด
หลินซู่ซู่ยิ้มกริ่มในใจ ‘หึ ยอมรับว่าตัวเองโง่เง่าแล้วสินะ ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ’
ตี้ฉิงเทียนที่นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้านชะงักจอกสุราในมือ ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันทีอย่างจับสังเกต
“แต่ว่า...” เยี่ยลู่ซือเอ่ยต่อ ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบ นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาสดใสไร้ร่องรอยของความอับอาย “เพื่อมิให้เป็นการทำลายบรรยากาศอันรื่นเริงของงาน หม่อมฉันขออนุญาตแสดงความสามารถเล็กๆ น้อยๆ กราบทูลบทกลอนสั้นๆ เพื่อถวายพระพรแด่ฝ่าบาทและฮองเฮาเพคะ”
ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวล “อืม... ร่างกายเจ้าเพิ่งหายป่วย ร่ายรำดีดพิณย่อมเหนื่อยแรงเกินไป ข้าอนุญาต”
เยี่ยลู่ซือย่อกายรับคำ “ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ”
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในสมองคิดถึงบทกลอนที่เรียบง่ายที่สุด แต่แฝงไปด้วยความหมายมงคลที่ประจบฮ่องเต้ได้อย่างแนบเนียน
ในชาติก่อน นางผู้ซึ่งไม่ชอบอ่านตำราและเกลียดการท่องจำกลับยอมตื่นแต่เช้ามืด นั่งหลังขดหลังแข็งพลิกตำราโคลงกลอนโบราณเล่มแล้วเล่มเล่า เพื่อหาคำที่สละสลวยที่สุดมาร้อยเรียงเขียนเป็นบทกวีส่งไปให้ตี้ฉิงเทียนที่จวนแทบทุกวัน
ทำให้นางมีคลังความรู้เรื่องโคลงบทกลอนพอสมควร ริมฝีปากบางเริ่มขยับเอ่ยบทกลอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“สารทฤดูโคมส่องสว่างนับพันดวง
บุญกุศลหนุนล้นสรวงแดนสวรรค์
ฮ่องเต้ฮองเฮาเคียงคู่ร่วมผูกพัน
ประหนึ่งพระจันทร์และตะวันส่องธานี
ใต้ร่มพระบารมีอันแผ่ไพศาล
ปวงประชาสำราญไร้ทุกข์โศกทวี”
