บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 ปฏิเสธไม่ได้

ตอนที่ 7 ปฏิเสธไม่ได้

เยี่ยลู่ซือที่แสร้งซบหน้าลงกับท่อนแขนเล็กแอบลอบยิ้มกริ่มในใจ เจ้าเด็กทึ่มของนางช่างไร้เดียงสาและว่าง่ายชวนให้เอ็นดูเหลือเกิน นางแกล้งทำเป็นสะอื้นไห้จนไหล่บางสั่นระริกอีกสองสามที ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตที่รื้นน้ำตาจนฉ่ำวาวจ้องมองเด็กชายด้วยความซาบซึ้งใจและเต็มไปด้วยความหวัง

“จิ้งเหวิน... เจ้าพูดจริงหรือ? เจ้าจะไม่ทอดทิ้งพี่สาวไร้ประโยชน์คนนี้จริงๆ ใช่ไหม?”

“ข้าพูดคำไหนคำนั้น” เยี่ยจิ้งเหวินยืดอกขึ้น ดวงตาเรียวเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นดั่งบุรุษผู้พร้อมจะแบกรับโลกทั้งใบ "ต่อให้ในอนาคตข้าจะรับราชการได้เบี้ยหวัดเพียงน้อยนิด หรือต่อให้ข้าต้องตรากตรำทำงานหนักเพียงใด ข้าก็จะหาเงินมาซื้อขนมโก๋อ่อนและผลไม้เชื่อมให้ท่านกินจนอิ่มหนำทุกมื้อ มิให้ท่านต้องตกระกำลำบากเป็นอันขาด!”

“เจ้าช่างดีกับพี่ใหญ่นัก” เยี่ยลู่ซือยิ้มหวานหยาดเยิ้ม พลางเอื้อมมือไปลูบแก้มเนียนของน้องชายอีกครั้ง ก่อนจะดึงโยกไปมาด้วยความหมั่นเขี้ยวอย่างที่สุด จนเจ้าตัวเล็กหน้าบิดเบี้ยว

หลังจากหลอกล่อและสานสัมพันธ์กับอู่ข้าวอู่น้ำในอนาคตจนสำเร็จ เยี่ยลู่ซือก็เดินฮัมเพลงเบาๆ กลับเรือนพักของตนเองด้วยความสำราญใจ โดยมีอาเป่าเดินตามหลังมาติดๆ

“คุณหนู... ตอนนี้คุณชายน้อยดูท่าจะรักและเทิดทูนท่านมาก ต่อไปคุณหนูก็มีผู้หนุนหลังเพิ่มอีกคนแล้วนะเจ้าคะ”

“แน่นอนสิอาเป่า” เยี่ยลู่ซือโบกพัดจีบในมือเบาๆ ท่าทางเกียจคร้านนวยนาด “คนเราน่ะ จะนอนเป็นปลาเค็มอย่างสงบสุขได้ ก็ต้องมีเสาหลักที่มั่นคงคอยค้ำจุนเสียก่อน เจ้าเด็กทึ่มนั่นฉลาดหลักแหลม ต่อไปภายหน้าเขาต้องรุ่งโรจน์แน่ ข้าก็แค่ช่วยถากถางทางและให้กำลังใจเขาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง”

วันเวลาผ่านไปอีกราวครึ่งเดือน เยี่ยลู่ซือยังคงใช้ชีวิตอยู่แต่ในจวน ยามนี้ร่างกายของนางเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณที่เคยขาวซีดกลับอมชมพูระเรื่อดูมีเลือดฝาดชวนมอง ดวงตากลมโตสดใสเปล่งประกาย ไร้ซึ่งแววตาอมทุกข์และเกรี้ยวกราดเหมือนในอดีตอย่างสิ้นเชิง

ทว่า... ความสุขของปลาเค็มมักจะอยู่ได้ไม่นาน

บ่ายวันนั้น ในขณะที่เยี่ยลู่ซือที่กำลังนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือนิทานอยู่บนเตียงนุ่มภายในห้องนอน อาเป่าก็เดินเข้ามาในห้อง

“คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินให้คนมาตามท่านไปที่เรือนหลักเจ้าค่ะ”

“ท่านแม่มีเรื่องอันใดกัน?”

“ฮูหยินไม่ได้บอกเจ้าค่ะ แต่บ่าวได้ยินแว่วๆ มาว่าเกี่ยวกับงานเลี้ยงในวังหลวงเจ้าค่ะ”

เยี่ยลู่ซือถอนหายใจยาวเหยียดในใจลึกๆ ก่อนจะจำใจลุกขึ้นจากเตียงอย่างเกียจคร้าน ร่างบอบบางบิดกายไปมาขจัดความเมื่อยขบแล้วเดินออกจากเรือนไป

เมื่อมาถึงเรือนหลัก บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างดูคึกคักเป็นพิเศษ บ่าวไพร่หลายคนกำลังช่วยกันลำเลียงหีบไม้ขนาดใหญ่หลายใบเข้ามาจัดวาง ข้าวของภายในหีบถูกเปิดออก เผยให้เห็นผ้าไหมเนื้อดีหลากสีสัน เครื่องประดับทองคำ หยก ขนนกยูง และมุกราตรีสะท้อนแสงระยิบระยับจนแสบตา

มารดาของนางกำลังยืนตรวจดูปิ่นปักผมหยกอย่างละเอียด ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มงดงาม ยามเมื่อเห็นบุตรสาวคนโตเดินเข้ามา นางก็รีบกวักมือเรียกด้วยความกระตือรือร้น

“ซือเอ๋อร์! มาหาแม่เร็วเข้า มาดูซิว่าเจ้าชอบเครื่องประดับชิ้นใดบ้าง แม่ให้ร้านที่ดีที่สุดในเมืองหลวงนำมาให้เลือกถึงที่เชียวนะ”

เยี่ยลู่ซือก้าวเข้าไปใกล้มารดาก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านแม่ของพวกนี้คือ...”

“โถ! เด็กโง่ เจ้าป่วยจนลืมเลือนไปแล้วหรืออย่างไร?” เยี่ยซือฉีหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือมาลูบแก้มบุตรสาว

“อีกสามวันจะเป็นงานเลี้ยงฉลองวันสารทฤดูที่ฮองเฮาทรงจัดขึ้นในวังหลวง ตระกูลเยี่ยของเราเป็นตระกูลอัครเสนาบดี ย่อมต้องไปร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และเจ้าในฐานะคุณหนูใหญ่จะต้องแต่งกายให้งดงามโดดเด่นที่สุดในงาน เพื่อมิให้ผู้ใดมาสบประมาทตระกูลเยี่ยได้”

เยี่ยลู่ซือรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ มาถ่วงอยู่ในท้อง นางเอ่ยหยั่งเชิงเสียงแผ่ว “ท่านแม่เจ้าคะ ซือเอ๋อร์รู้สึกว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงดีนัก อาการปวดหัวข้างเดียวยังคงกำเริบอยู่เนืองๆ งานเลี้ยงในวังคนพลุกพล่านและเสียงดัง ซือเอ๋อร์มิไปเข้าร่วมจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“มิได้เด็ดขาด!” เยี่ยซือฉีเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “งานนี้ฮองเฮาทรงมีรับสั่งอย่างเป็นทางการให้คุณหนูตระกูลขุนนางขั้นสามขึ้นไปทุกคนต้องเข้าร่วม เจ้าจะอ้างว่าป่วยได้อย่างไร หากฮ่องเต้หรือฮองเฮาทรงพิโรธจะกลายเป็นการลบหลู่พระเกียรติเอาได้”

เยี่ยลู่ซือลอบถอนหายใจยาวเหยียด แววตาคู่งามไหวระริกด้วยความกังวลที่ยากจะอธิบาย นางก้มลงมองกองผ้าไหมหลากสีสันและเครื่องประดับตรงหน้าด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก

ในใจของนางตอนนี้มีแต่ความมืดแปดด้าน ในชาติที่แล้วชีวิตของนางสั้นกุดดั่งหยาดน้ำค้างยามเช้า หลังจากที่นางถูกตี๋เฉิงเทียนปลิดชีพอย่างโหดเหี้ยมในค่ำคืนนั้น นางจึงไม่เคยมีโอกาสได้อยู่รอดจนถึงงานเลี้ยงฉลองวันสารทฤดูในครั้งนี้เลย นางไม่รู้เลยว่าในงานเลี้ยงครั้งนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง อนาคตข้างหน้าสำหรับนางในตอนนี้ จึงเปรียบเสมือนหมอกควันหนาทึบที่มองไม่เห็นทาง

และยิ่งเมื่อต้องไปงานเลี้ยงที่รวมตัวเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนาง แน่นอนว่าตี้ฉิงเทียนย่อมต้องไปร่วมงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทันทีที่ความคิดนี้แล่นเข้ามาในสมอง ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายในอดีตก็หลั่งไหลเข้ามาตอกย้ำในความทรงจำทันที

ความเจ็บปวดเจียนตายในค่ำคืนนั้นยังคงแจ่มชัด จนเยี่ยลู่ซือต้องยกมือขึ้นลูบคอตัวเองเบาๆ ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

“ซือเอ๋อร์? ลูกเป็นอะไรไป ทำไมเงียบไปเล่า หรือว่าปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว?” เยี่ยซือฉีเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นบุตรสาวนิ่งอึ้งไป หน้าตาดูซีดเซียวลงเล็กน้อย

เยี่ยลู่ซือสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะรีบปรับสีหน้า คลี่ยิ้มบาง ๆ เพื่อไม่ให้ผู้เป็นมารดาต้องกังวล “ซือเอ๋อร์มิเป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ เพียงแต่คิดว่าหากลูกแต่งกายฉูดฉาดเกินไปคงไม่เหมาะ”

นางหันไปกวาดสายตามองผ้าไหมพับต่างๆ ที่วางเรียงราย บรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่ต่างพยายามเลือกสรรสีสันสดใสชวนสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นสีแดงชาด สีเหลืองทอง หรือสีม่วงเข้ม เพื่อให้ตนเองโดดเด่นที่สุดในงานเลี้ยง ทว่าเยี่ยลู่ซือกลับเมินเฉยต่อผ้าพับเหล่านั้น นางเดินตรงไปยังมุมหนึ่งก่อนจะชี้นิ้วไปยังผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอมเทาหม่น ผิวสัมผัสเรียบลื่นทว่าไร้ลวดลายฉูดฉาด เป็นสีที่จืดชืดที่สุดในบรรดาผ้าทั้งหมด

“ซือเอ๋อร์เลือกผ้าพับนี้เจ้าค่ะท่านแม่ และขอเครื่องประดับมุกเรียบๆ เพียงไม่กี่ชิ้นก็พอเจ้าค่ะ ไม่ต้องจัดเต็มยศหรอกซือเอ๋อร์ไม่อยากหนักหัว”

เยี่ยซือฉีอ้าปากค้าง มองบุตรสาวสลับกับผ้าสีจืดชืดพับนั้นด้วยความไม่เข้าใจ “ซือเอ๋อร์... เจ้าแน่ใจหรือลูก? งานเลี้ยงใหญ่เช่นนี้ เจ้าเป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลอัครเสนาบดี แต่งกายเรียบง่ายปานนี้ จะมิถูกพวกคุณหนูตระกูลอื่นหัวเราะเยาะเอาหรือ?”

“ปล่อยให้พวกนางหัวเราะไปเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ลูกรักความสงบ อีกอย่างร่างกายลูกก็ยังไม่แข็งแรงดีนัก แต่งกายเช่นนี้นับว่าเหมาะที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”

เมื่อเห็นบุตรสาวดื้อรั้นทว่ามีเหตุผล เยี่ยซือฉีจึงได้แต่ถอนหายใจ "เช่นนั้นก็ตามใจเจ้าแล้วกัน"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel