บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 6 อ้อนน้องชาย

ตอนที่ 6 อ้อนน้องชาย

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเยี่ยลู่ซือคลุกอยู่แต่ภายในเรือนของตน นางทำราวกับไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ กิจกรรมในแต่ละวันของนางวนเวียนอยู่เพียงไม่กี่อย่าง คือนอนตื่นสายกินอาหารเลิศรส ยามบ่ายก็จะนอนอ่านนิทานปรัมปรา หรือไม่ก็เดินชมสวนออกกำลังกายบ้างเล็กน้อย และเข้านอนช้า

นางกลายเป็นปลาเค็มเต็มตัว ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่เห็นนางสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่สร้างเรื่องปวดหัว และดูมีความสุขดีกับการกินๆ นอนๆ ก็มิได้ว่ากล่าวอันใด กลับยิ่งส่งของอร่อยมาให้นางที่เรือนไม่ขาดสาย

ทว่า... ในขณะที่เยี่ยลู่ซือกำลังเสพสุขอย่างสำราญใจอยู่นั้น ณ จวนอ๋องเก้ากลับมีบรรยากาศที่อึดอัดขัดใจอย่างบอกไม่ถูก

บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ในห้องอักษร ตี้ฉิงเทียนนั่งอ่านรายงานการทหารด้วยสีหน้าเคร่งขรึม นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเป็นจังหวะเชื่องช้า แฝงความหงุดหงิดลึกๆ

“องครักษ์เงาที่ข้าส่งไปจับตาดูจวนอัครเสนาบดี... มีรายงานอันใดส่งมาบ้างหรือไม่?” ตี้ฉิงเทียนเอ่ยถามเสียงเรียบทว่าทรงพลัง ทำเอาโม่ฉินองครักษ์คนสนิทที่ยืนอารักขาอยู่ด้านข้างถึงกับสะดุ้ง

โม่ฉินรีบก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือรายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เรียนท่านอ๋อง... องครักษ์เงารายงานมาว่า ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คุณหนูใหญ่เยี่ยมิได้ก้าวเท้าออกจากจวนแม้แต่ก้าวเดียวเลยพ่ะย่ะค่ะ”

ตี้ฉิงเทียนชะงักนิ้วที่เคาะโต๊ะ หรี่ตาลง “ไม่ได้ออกจากจวนเลยงั้นหรือ? แล้วนางทำสิ่งใดอยู่ในจวน?”

โม่ฉินลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะรายงานตามความจริงที่ได้รับมา ซึ่งมันช่างไร้สาระจนเขาเองยังไม่อยากจะเอ่ยรายงาน

“เอ่อ... ทูลท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่เยี่ยมิได้ทำสิ่งใดเลยพ่ะย่ะค่ะ วันๆ นางเอาแต่นอนตื่นสายเกือบเที่ยงวัน จากนั้นก็ให้บ่าวไพร่ยกอาหารไปให้กินถึงบนเตียง ยามบ่ายก็นอนอ่านนิทานปรัมปราใต้ต้นไม้ พอตกเย็นก็กินแล้วก็นอนวนเวียนอยู่เช่นนี้มาตลอดทั้งเดือนพ่ะย่ะค่ะ มิได้พบปะสหายคนใดเลย”

ห้องอักษรพลันตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด ตี้ฉิงเทียนนิ่งค้างไป ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้มืดครึ้มลงกว่าเดิม แฝงไปด้วยความรู้สึกขัดใจอย่างมหาศาล ปกติสตรีผู้นั้นจะคอยสืบหาความเคลื่อนไหวของเขา แล้วมาดักพบและคอยส่งจดหมายบทกลอนน้ำเน่ามาให้ไม่เว้นแต่ละวัน สตรีที่เคยตามตื้อเขาแทบเป็นแทบตาย บัดนี้กลับสลัดเขาหลุดออกจากหัวได้อย่างง่ายดาย และใช้ชีวิตสุขสบายเกียจคร้านไปวันๆ ราวกับแม่หมูตัวหนึ่ง

“เยี่ยลู่ซือ... เจ้าคิดว่าการแกล้งทำเป็นเมินเฉยจะทำให้ข้าหันไปสนใจเจ้างั้นหรือ? ช่างเป็นกลอุบายที่ตื้นเขินนัก!”

ตี้ฉิงเทียนสรุปในใจด้วยความทระนงตน เขามั่นใจว่านี่ต้องเป็นแผนการ ‘แสร้งปล่อยเพื่อจับ’ ของนางอย่างแน่นอน นางคงคิดจะใช้ความเย็นชามาดึงดูดใจเขา หลังจากที่ใช้วิธีตื๊อแล้วไม่ได้ผล

“จับตาดูนางต่อไป ข้าอยากรู้นักว่านางจะทนเป็นปลาเค็มเน่าๆ อยู่ในจวนได้นานสักกี่น้ำ”

“พ่ะย่ะค่ะ!” โม่ฉินประสานมือรับคำ ก่อนจะถอยออกไป ทิ้งให้ผู้เป็นนายนั่งจมอยู่กับความขัดใจที่อธิบายไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

ในขณะเดียวกัน ณ จวนอัครเสนาบดี เยี่ยลู่ซือผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นแม่หมูกำลังมีความสุขที่สุดในสามโลก นางบิดกายเกียจคร้านอยู่บนตั่งนุ่มภายในเรือนพักของตนเองอย่างสบายใจ

“อืม... ชีวิตแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง” เยี่ยลู่ซือพึมพำอย่างสุขสมพลางหยิบขนมงาอ่อนเข้าปาก ดวงตาปรือปรอยราวกับจะหลับมิหลับแหล่

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งจะกินขนมโก๋ไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนเองนะเจ้าคะ บ่าวเกรงว่าหากท่านยังกินแล้วนอนเช่นนี้ต่อไป ชุดอาภรณ์ของท่านทั้งหมดอาจจะต้องขยายรอบเอวออกไปอีกสองนิ้วเป็นแน่เจ้าค่ะ” อาเป่าเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

เยี่ยลู่ซือเบ้ปากเล็กน้อย “ขยายก็ขยายสิ ข้าเป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลอัครเสนาบดี มีเงินทองท่วมหัว หากไม่มีปัญญาจ่ายค่าผ้าเพิ่มอีกสองนิ้วก็นับว่าเสียชื่อท่านพ่อแล้ว”

นางพลิกกายลุกขึ้นนั่ง ทุบต้นขาตัวเองเบาๆ “แต่ก็นั่นแหละ นอนเฉยๆ มาทั้งวันแล้ว รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวชะมัด... ไป แวะไปหาเจ้าเด็กทึ่มจิ้งเหวินที่ห้องหนังสือเสียหน่อยดีกว่า”

อาเป่าได้ยินดังนั้นก็รีบหยิบเสื้อคลุมเนื้อบางมาสวมให้เจ้านาย ท่าทีที่เปลี่ยนไปของคุณหนูใหญ่ที่หันมาเอ็นดูน้องชายสร้างความยินดีให้แก่ทุกคนในจวนเป็นอย่างยิ่ง

ณ ห้องหนังสือเรือนหลัง บรรยากาศยังคงเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของน้ำหมึกและกระดาษ เยี่ยจิ้งเหวินนั่งหลังตรงแน่วอยู่หลังโต๊ะเขียนหนังสือ ดวงตาเรียวเล็กจดจ้องอยู่กับตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์อย่างแน่วแน่ นิ้วมือจับพู่กันตวัดอักษรจีนอย่างงดงามไม่มีที่ติ

เยี่ยลู่ซือผลักประตูเข้าไปโดยมิได้เคาะล่วงหน้า ตามนิสัยเดิมที่แก้ไม่หาย

แอ๊ด...

เสียงบานประตูเปิดออกเบาๆ ทำให้เด็กชายชะงักพู่กัน เขาเงยหน้าขึ้นมอง และเมื่อพบว่าเป็นผู้ใด มุมปากที่เคยเคร่งขรึมก็คลายออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมายังคงพยายามรักษาท่าทีนิ่งสงบตามประสาเด็กที่มีนิสัยโตเกินวัย

“พี่ใหญ่... ท่านมาทำสิ่งใดที่นี่หรือขอรับ? วันนี้มิได้นอนอืดอยู่ที่สวนหลังเรือนแล้วหรือ?”

เยี่ยลู่ซือเดินนวยนาดเข้ามาในห้อง ในมือถือกล่องอาหารไม้แกะสลักฉลุลายอย่างดี นางค้อนขวับให้น้องชายทีหนึ่ง “เจ้าเด็กปากเสีย! ข้าอุตส่าห์คิดถึง กลัวว่าเจ้าจะเรียนจนสมองฝ่อจึงได้นำของอร่อยมาส่งให้ถึงที่ ยังจะมาทำปากดีอีก”

นางวางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ ดันตำราเล่มหนาของน้องชายออกไปด้านข้างอย่างถือวิสาสะ จากนั้นก็เปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นขนมกุ้ยฮวาสีเหลืองนวลส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล และยังมีถ้วยนมแพะตุ๋นพุทราจีนอุ่นๆ อีกหนึ่งถ้วย

“กินเสีย ตอนที่มันยังอุ่นอยู่” เยี่ยลู่ซือสั่ง พลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างๆ

เยี่ยจิ้งเหวินมองขนมสลับกับใบหน้าของพี่สาว “พี่ใหญ่ ข้าเพิ่งกินอาหารกลางวันไปได้ไม่ถึงชั่วยาม...”

“เจ้ากินไปแค่นั้นจะไปพอสิ่งใด? ดูสารรูปตัวเองเสียก่อน ผอมจนกระดูกซี่โครงจะทิ่มผ้าออกมาอยู่แล้ว” เยี่ยลู่ซือไม่พูดเปล่า นางเอื้อมมือไปบีบแก้มของน้องชายอย่างหมั่นไส้

“เจ้าเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเยี่ย ในอนาคตต้องออกไปยืนตระหง่านในราชสำนัก หากร่างกายอ่อนแอขี้โรคขัดสนเนื้อหนังเช่นนี้ จะไปมีแรงสู้รบตบมือกับพวกตาเฒ่าขุนนางจิ้งจอกพวกนั้นได้อย่างไร?”

เยี่ยจิ้งเหวินถูกบีบแก้มจนหน้าเบี้ยวก็ใบหูแดงซ่านด้วยความอับอายทว่ามิได้ปัดมือพี่สาวออก เขาเอ่ยเสียงอู้อี้ “พี่ใหญ่ ข้าโตแล้วนะขอรับ”

เยี่ยลู่ซือยอมปล่อยมือ ยิ้มพรายอย่างชอบใจ “โตอันใดกัน? เจ้าเพิ่งจะอายุสิบขวบ สูงยังไม่ถึงอกข้าด้วยซ้ำ อย่ามาทำเป็นคนแก่ไปหน่อยเลย”

เยี่ยจิ้งเหวินวางพู่กันในมือลงแล้วหยิบขนมกุ้ยฮวาเข้าปาก รสชาติหวานละมุนและกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาแผ่ซ่านในโพรงปาก ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำอ่านตำรามาตลอดทั้งวันดูเหมือนจะเลือนหายไป

เยี่ยลู่ซือนั่งเท้าคางมองแก้มนุ่ม ๆ ของน้องชายที่ขยับเขยื้อนยามเคี้ยวขนมตุ้ย ๆ พลันดวงตากลมหม่นแสงลงเล็กน้อย

“จิ้งเหวิน...” นางเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา ผิดจากน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเมื่อครู่

เด็กชายที่กำลังกลืนขนมกุ้ยฮวาชะงักไป ดวงตาเรียวเล็กหันมามองพี่สาวด้วยความฉงน เมื่อเห็นแววตาที่หม่นแสงลงของนาง

“ขอรับพี่ใหญ่? ท่านเป็นอันใดไปหรือ?”

เยี่ยลู่ซือส่ายหน้าช้าๆ นางเอื้อมมือไปกุมมือน้อยๆ ของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ

“ข้ามิได้เป็นอะไร... เพียงแต่พอเห็นเจ้าขยันหมั่นเพียรเพื่อตระกูลของเราถึงเพียงนี้ ข้ากลับรู้สึกละอายใจยิ่งนัก” นางทอดสายตาลงต่ำ แสร้งทำมุมปากตกคล้ายคนอยากจะร้องไห้ “ในอดีต ข้าช่างเป็นพี่สาวที่ใช้ไม่ได้ วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องปวดหัว วิ่งไล่ตามบุรุษที่เขาไม่มีใจให้ จนหลงลืมไปว่าตนเองมีน้องชายที่น่ารักและเก่งกาจถึงเพียงนี้ ซ้ำร้าย... ข้ายังเคยพูดจาทำร้ายจิตใจเจ้า และทำตัวเป็นพี่สาวที่น่าชังใส่เจ้า”

เยี่ยจิ้งเหวินนิ่งอึ้งไป ขนมในปากพลันจืดชืด เขาไม่เคยคิดเลยว่าพี่สาวผู้หยิ่งทะนงและแสนเอาแต่ใจจะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา

“พี่ใหญ่เรื่องมันผ่านไปแล้ว ข้ามิได้...”

“เจ้ามิถือสา แต่ข้าถือสา!” เยี่ยลู่ซือขัดขึ้นพลางกระชับมือน้องชายแน่นขึ้น ดวงตาของนางรื้นน้ำตาบางๆ

“ที่ผ่านมาข้าได้ตระหนักรู้แล้ว จิ้งเหวิน... พี่สาวคนนี้ช่างโง่เขลานัก เจ้าจะยอมให้อภัยพี่สาวไม่ได้เรื่องคนนี้ได้หรือไม่?”

คำสารภาพที่หลุดออกมาจากใจที่ผสมการละครของพี่สาว ทำเอาเด็กชายวัยสิบขวบถึงกับทำตัวไม่ถูก

ที่ผ่านมาเขาพยายามเรียนหนัก ขุนตัวเองให้เก่งกาจ ก็เพราะอยากให้ท่านพ่อภูมิใจ และอยากให้พี่สาวหันมามองเขาด้วยสายตาชื่นชมบ้าง ไม่ใช่สายตาจงเกลียดจงชัง ตอนนี้สิ่งที่เขาแอบปรารถนามาตลอดกลับอยู่ตรงหน้าแล้ว

“ข้า... ข้ามิเคยโกรธพี่ใหญ่เลยขอรับ” เด็กชายเอ่ยเสียงสั่น พลางก้มหน้าลงเล้กน้อยเพื่อซ่อนความอ่อนแอ “ข้าเพียงแค่... คิดว่าท่านเกลียดข้า”

“ข้าจะเกลียดเจ้าได้อย่างไร เจ้าเป็นน้องชายแท้ๆ ของข้านะ” เยี่ยลู่ซือยิ้มทั้งน้ำตา นางเอื้อมมือไปลูบหัวของเขาอย่างแผ่วเบา

เมื่อเห็นว่าน้องชายยอมเปิดใจให้เต็มร้อยแล้ว เยี่ยลู่ซือก็รีบต้อนเข้าแผนการขั้นสุดท้ายทันที นางทำทีเป็นถอนหายใจกระมิดกระเมี้ยน

“เฮ้อ!... แต่เจ้าดูพี่ใหญ่ในตอนนี้ซิ วันๆ เอาแต่กินๆ นอนๆ วิชาความรู้อันใดก็คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว ปักผ้าก็ไม่เป็น ดีเด่นเพียงเรื่องเดียวคือหาของอร่อยเข้าปาก ในอนาคตหากข้าไม่แต่งงานออกเรือน และท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่แล้ว... พี่สาวผู้น่าสงสารคนนี้คงต้องอดตายเป็นแน่แท้” นางแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อยซบลงกับท่อนแขนเล็ก

เยี่ยจิ้งเหวินได้ยินดังนั้นก็รีบจับมือพี่สาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เรื่องนั้นพี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะเลี้ยงดูพี่ใหญ่ไปตลอดชีวิตเอง!"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel