บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 สานสัมพันธ์พี่น้อง

ตอนที่ 5 สานสัมพันธ์พี่น้อง

หากในอดีตถ้านางเห็นน้องชายเดินถือตำรามาเช่นนี้ นางคงจะเบ้ปากแล้วพูดจาเหน็บแนมว่า ‘คิดว่าตัวเองเรียนเก่งนักหรืออย่างไร เจ้าเด็กอวดดี!’

แต่ตอนนี้จิตวิญญาณของนางผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง นางจะไปถือสาหาความกับเด็กอายุสิบขวบได้อย่างไรกัน

“เจ้าเพิ่งกลับมาจากสำนักศึกษาหลวงหรือ?” เยี่ยลู่ซือเอ่ยถาม น้ำเสียงนุ่มนวลลงหลายส่วน ผิดจากปกติที่มักจะใช้เสียงแหลมสูงค่อนขอดผู้เป็นน้องชายมาตลอด

เยี่ยจิ้งเหวินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเรียวฉายแววประหลาดใจวับหนึ่ง ก่อนจะกลับมานิ่งสงบตามเดิม “ขอรับพี่ใหญ่ ข้าเพิ่งเรียนเสร็จ และกำลังจะไปท่องตำราต่อที่ห้องหนังสือขอรับ”

“เพิ่งกลับมาจากสำนักศึกษายังต้องท่องตำราอีกรึ?” เยี่ยลู่ซือขมวดคิ้ว ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนตั่ง ท่าทางหมดคราบคุณหนูผู้สูงศักดิ์

“เจ้าอายุเพิ่งจะสิบขวบ วันๆ เอาแต่คลุกอยู่กับกองตำรา ไม่เหนื่อยหรืออย่างไร? ดูซิ หน้าตาซูบซีดหมดแล้ว ท่านพ่อเข้มงวดกับเจ้าเกินไปแล้วจริง ๆ”

คำพูดแสดงความห่วงใยที่หลุดออกมาจากปากของพี่สาว ทำให้เยี่ยจิ้งเหวินเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เจ้าตัวเล็กเม้มริมฝีปากแน่นคล้ายกำลังประเมินว่าพี่สาวกำลังจะมาไม้ไหน หรือกำลังวางแผนจะแกล้งอะไรเขาอีก

“ท่านพ่อทำเพื่ออนาคตของข้า ข้ามิเหนื่อยขอรับ” เด็กชายตอบเสียงเรียบ

เยี่ยลู่ซือเห็นท่าทางต่อต้านและระแวดระวังของน้องชายก็ลอบถอนหายใจในใจ ‘เฮ้อ... ความผิดเก่าของข้ามันมากเกินไปจริงๆ สินะ จิ้งเหวินถึงได้กลัวขนาดนี้’

แต่ในเมื่ออนาคตน้องชายคนนี้จะเติบโตไปเป็นขุนนางใหญ่ เป็นเสาหลักของตระกูลถัดจากท่านพ่อ เช่นนั้นการประจบและเลี้ยงดูเสาหลักต้นนี้ให้ดี ย่อมทำให้นางสามารถกินนอนบนกองเงินกองทองได้อย่างมั่นคงในอนาคตไม่ใช่หรือ?

คิดได้ดังนั้น แววตาของเยี่ยลู่ซือก็เปล่งประกายวิบวับดั่งสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์

“อาเป่า! ไปยกเก้าอี้มาให้คุณชายน้อยนั่ง แล้วเอาขนมกับน้ำชามาเพิ่มด้วย!”

“เอ่อ... พี่ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องลำบากหรอกขอรับ ข้าต้องรีบไป...”

“นั่งลง!” เยี่ยลู่ซือแสร้งทำเสียงดุใส่

เยี่ยจิ้งเหวินไม่มีทางเลือก จึงยอมทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ที่อาเป่ายกมาให้อย่างสงบเสงี่ยม

เยี่ยลู่ซือหยิบพุทราเชื่อม แล้วยื่นส่งไปตรงหน้าของเด็กชาย “กินซิจะได้สดชื่น”

เยี่ยจิ้งเหวินมองพุทราเชื่อมในมือเรียวสวยของพี่สาวด้วยสายตาว่างเปล่า สลับกับมองใบหน้าของนางอย่างจับผิด “พี่ใหญ่... ท่านใส่สิ่งใดลงไปหรือไม่ขอรับ?”

หางตาของเยี่ยลู่ซือถึงกับกระตุก นางถลึงตาใส่เจ้าเด็กปากเสีย “เจ้าเด็กนี่! เห็นข้าเป็นคนอย่างไรกัน? ข้าจะวางยาน้องชายแท้ๆ ของตัวเองไปเพื่ออะไร! กินๆ เข้าไปเถอะน่า ข้าอุตส่าห์ป้อน!”

พูดจบ นางก็ยัดพุทราเข้าปากของน้องชายดื้อๆ เยี่ยจิ้งเหวินจำต้องเคี้ยวและกลืนลงคอ ความหวานฉ่ำทำให้ใบหน้าที่เคร่งเครียดของเด็กชายผ่อนคลายลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

“เป็นอย่างไร อร่อยใช่หรือไม่?” เยี่ยลู่ซือยิ้มร่า พลางเอื้อมมือไปคว้าตำราเล่มหนาบนตักของเขามาเปิดดู พอเห็นว่าเป็นตำราที่เกี่ยวกับกฎหมายของบ้านเมือง นางก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะอาเจียนทันที

เยี่ยลู่ซือปิดตำราแล้วโยนไปไว้ข้างๆ พลางนึกฉุนบิดาในใจ ท่านพ่อช่างใจร้ายกับเยี่ยจิ้งเหวินยิ่งนัก เขาเพิ่งจะสิบขวบเองกลับเคี่ยวเข็ญราวกับจะส่งไปรบ

“ท่านพ่อเนี่ยนะ... ช่างเหลือเกินจริงๆ วันๆ คิดแต่จะขุนเจ้าให้เป็นจอหงวนหรืออย่างไรกัน? ตัวแค่นี้แต่กลับต้องมานั่งท่องกฎหมายบ้านเมือง ตำราพิชัยสงครามบ้าบอพวกนี้ ข้าเห็นแล้วยังอยากจะเอาไปทำฟืนต้มน้ำแกงเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”

เยี่ยจิ้งเหวินที่กำลังจะหยิบผลไม้เชื่อมเข้าปากอีกคำถึงกับชะงักไป ดวงตาเรียวเบิกกว้างมองพี่สาวที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาตบเข่าบ่นบิดาฉอดๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

แต่เยี่ยลู่ซือยังไม่หยุดแค่นั้น นางหันขวับมาจิ้มใบหน้าของน้องชายตัวน้อยเบาๆ ทีหนึ่งพร้อมกับบ่นต่อ

“แล้วเจ้าก็อีกคน! เจ้าเด็กทึ่มจิ้งเหวิน!” นางถลึงตาใส่ “เขาให้เรียนก็เรียน ให้ท่องก็ท่องหรืออย่างไร? เจ้าขยันเรียนจนสมองจะกลายเป็นตำราอยู่แล้วรู้ตัวหรือไม่? ดูสารรูปตัวเองตอนนี้ซิ อย่างกับกิ่งไม้แห้ง ปีนี้เจ้าเพิ่งจะสิบขวบเองนะ! ข้าล่ะอนาถใจแทนเจ้านัก!”

เด็กชายวัยสิบขวบถูกพี่สาวบ่นใส่เป็นชุดถึงกลับไปไม่เป็น ได้แต่นั่งนิ่งอ้าปากค้าง

“พี่ใหญ่... แต่หากข้าไม่เรียน โตไปข้าจะแบ่งเบาภาระของท่านพ่อได้อย่างไร ข้าเป็นลูกชาย...” เยี่ยจิ้งเหวินพยายามจะแย้ง น้ำเสียงอ้อมแอ้มฉายแววไม่มั่นใจเป็นครั้งแรก

“ลูกชายแล้วอย่างไร? เจ้าก็เป็นมนุษย์ มีความเหนื่อยล้าเหมือนกัน!” เยี่ยลู่ซือขัดขึ้นทันควัน นางถอนหายใจยาว แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนแสงลงและเต็มไปด้วยความเอ็นดู ยามมองเด็กน้อยตรงหน้า

“ข้ารู้ว่าเจ้าเก่ง เจ้าเป็นอัจฉริยะ แต่ร่างกายของเจ้าไม่ได้ทำมาจากเหล็กนะ หากเจ้าโหมเรียนหนักจนล้มป่วยไป ต่อให้สอบได้อันดับหนึ่งแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า?... วันหลังถ้าท่านพ่อเคี่ยวเข็ญเจ้าเกินไป ก็แอบมาหลบที่เรือนข้าได้ ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”

คำพูดรัวยาวฉอดๆ ทำเอาหัวใจดวงน้อยของเยี่ยจิ้งเหวินสั่นไหวอย่างรุนแรง ความหวาดระแวงที่เคยมีต่อพี่สาวหายไปกว่าครึ่ง หลงเหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบในอกที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน

เยี่ยลู่ซือเห็นน้องชายนิ่งอึ้งไปก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองเผลอบ่นยาวเกินไป นางจึงกระแอมไอเบาๆ แล้วปรับสีหน้าให้กลับมาเฉื่อยชาเกียจคร้านดังเดิม

“เอาละ เจ้าไปได้แล้ว”

เยี่ยจิ้งเหวินหยิบเอาตำราของเขากลับคืนมาแล้วลุกขึ้นยืน มุมปากของเขายกขึ้นน้อยๆ อย่างห้ามไม่อยู่ “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ท่านก็พักผ่อนให้มากหน้าตาของท่านยังดูซีดเซียวอยู่นัก”

“อืม รู้แล้วน่าเจ้าเด็กขี้บ่น” เยี่ยลู่ซือโบกมือไล่ พลางเอนกายลงนอนบนตั่งตัวยาวตามเดิมอย่างแสนสุข นางรู้สึกเหมือนได้ปลดเปลื้องความผิดบาปในใจไปเปลาะหนึ่ง

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวเห็นคุณชายน้อยแอบยิ้มตอนเดินออกไปด้วยนะเจ้าคะ” อาเป่าที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ตลอดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจ “ตั้งแต่เกิดมา บ่าวเพิ่งเคยเห็นคุณหนูกับคุณชายน้อยคุยกันดีๆ เช่นนี้เป็นครั้งแรก ช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูยิ่งนัก”

“เหอะ! เจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นน่าชังจะตายไป” เยี่ยลู่ซือพึมพำยิ้มๆ ก่อนจะหยิบพุทราเชื่อมเข้าปากอีกลูก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel