ตอนที่ 4 ทำตัวเป็นปลาเค็ม
ตอนที่ 4 ทำตัวเป็นปลาเค็ม
สามวันผ่านไป...
เยี่ยลู่ซือยังคงเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนของตนเอง นางปฏิเสธการไปร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับครอบครัว โดยอ้างว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงดี ด้วยความเป็นห่วงมารดาจึงสั่งพ่อครัวตุ๋นโสมบำรุงชั้นเลิศมาให้ทุกวัน
วันนี้อากาศแจ่มใส ลมพัดเย็นสบาย เยี่ยลู่ซือเลยสั่งให้บ่าวไพร่ยกตั่งนอนตัวยาวออกมาตั้งไว้ใต้ร่มเงาของต้นหลิวริมสระน้ำส่วนตัวหลังเรือน บนโต๊ะเล็กข้างตั่งมีทั้งขนมโก๋อ่อน ผลไม้เชื่อมหลายอย่าง และน้ำชาหอมกรุ่น
นางเอนกายลงนอนบนตั่งอย่างเกียจคร้าน มือหนึ่งถือพัดจีบโบกไปมาเบาๆ อีกมือหนึ่งหยิบขนมเข้าปากอย่างสำราญอารมณ์ ท่าทางเกียจคร้านไร้กระดูกนั้น หากเป็นเมื่อก่อน มารดาคงต้องเข้ามาตีแขนแล้วดุว่าเสียกิริยา แต่อาจเป็นเพราะช่วงสามวันที่ผ่านมานางอ้างว่าตัวเองป่วย ทุกคนในเรือนจึงพากันตามใจ
สภาพของคุณหนูใหญ่ผู้เคยเอาแต่ใจ บัดนี้กลับกลายเป็นสตรีผู้ปล่อยวางทุกสิ่ง เสพสุขกับผลไม้เชื่อมและขนม ทำเอาอาเป่าที่ยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ถึงกับเกาหัวด้วยความมึนงง
"คุณหนูเจ้าคะ... สามวันมานี้ท่านไม่คิดจะออกไปเดินเล่นข้างนอกจวนบ้างหรือเจ้าคะ? บ่าวได้ยินมาว่า วันนี้ที่ตลาดตะวันออกมีร้านเครื่องประดับจากแดนใต้มาเปิดใหม่ มีแต่ไข่มุกเม็ดโตๆ ที่คุณหนูชอบทั้งนั้นเลยนะเจ้าคะ" อาเป่าพยายามชวนคุย หวังให้เจ้านายกลับมาร่าเริงเหมือนเก่า
เยี่ยลู่ซือเคี้ยวขนมโก๋อ่อนตุยๆ ก่อนจะปัดมือไปมา "ไม่ไปหรอก แดดข้างนอกแรงจะตาย จะไปเดินให้เหนื่อยทำไมกัน หากข้าอยากได้ไข่มุก เจ้าก็ไปบอกพ่อบ้านให้ไปกว้านซื้อมาให้ข้าเลือกที่จวนสิ จะต้องกระเตงกายออกไปให้เมื่อยตุ้มทำไม"
อาเป่าอ้าปากค้าง "เอ่อ... คุณหนูสามวันมานี้ท่านเปลี่ยนไปมากจริงๆ นะเจ้าคะ ปกติถ้ามีของใหม่ๆ มา ท่านต้องเป็นคนแรกที่ไปถึงร้านเพื่อแย่งชิงกับคุณหนูตระกูลอื่นแท้ๆ"
"นั่นมันเยี่ยลู่ซือคนโง่คนเก่า" เยี่ยลู่ซือพึมพำเบาๆ ก่อนจะพลิกกายหันไปอีกทาง "ตอนนี้ข้าตระหนักได้แล้วว่า การนอนอยู่นิ่งๆ ในจวน คือลาภอันประเสริฐ เจ้าไม่ต้องพูดมากแล้วอาเป่า มานวดขาให้ข้าหน่อยซิ"
"เจ้าค่ะๆ" อาเป่ารีบคุกเข่าลงบีบนวดขาให้เจ้านายอย่างแข็งขัน แม้จะแปลกใจในความเกียจคร้านกะทันหันของคุณหนู แต่สำหรับอาเป่าแล้ว คุณหนูเป็นเช่นนี้กลับดูน่ารักและเข้าหาง่ายกว่าแต่ก่อนมากนัก ไม่ต้องคอยรองรับอารมณ์เกรี้ยวกราดเวลาไม่ได้ดั่งใจเหมือนเมื่อก่อน
“คุณหนูเจ้าคะ ขนมโก๋อ่อนหมดแล้ว ให้บ่าวไปนำมาเพิ่มดีหรือไม่เจ้าคะ?” อาเป่าเอ่ยถาม พลางบีบนวดน่องขาให้เจ้านายอย่างเอาอกเอาใจ
“อืม เอามาอีกสักจานก็ดี” เยี่ยลู่ซือสั่งเสียงเนิบนาบ
ทว่ายังไม่ทันที่อาเป่าจะลุกขึ้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางเดินทอดยาวริมสระน้ำ เสียงนั้นไม่ได้วิ่งพล่านเหมือนบ่าวไพร่ทั่วไป แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอจนเยี่ยลู่ซือต้องปรือตาขึ้นมองด้วยความสงสัย
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือเด็กชายวัยสิบขวบผู้หนึ่ง ร่างกายผอมบางทว่าแผ่นหลังเหยียดตรงดั่งต้นสน ใบหน้าเล็กๆ นั้นหล่อเหลาหมดจด คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาเรียวดำขลับฉายแววฉลาดเกินวัย ในอ้อมแขนของเขาโอบอุ้มตำราเล่มหนาเอาไว้สองสามเล่ม
เด็กคนนี้คือ ‘เยี่ยจิ้งเหวิน’ คุณชายน้อยแห่งจวนอัครเสนาบดี และเป็นน้องชายร่วมอุทรเพียงคนเดียวของนาง
หากจะถามว่าในชาติก่อน เยี่ยลู่ซือเป็นคนใจแคบและเอาแต่ใจเพียงใด ก็ต้องบอกว่าใจแคบขนาดที่ว่าแม้กระทั่งน้องชายแท้ๆ ที่คลานตามกันมานางก็ยังริษยาได้ลงคอ
เยี่ยลู่ซืออายุห่างจากเยี่ยจิ้งเหวินถึงเจ็ดปี ตอนที่นางอายุเจ็ดขวบและกำลังเสพสุขกับการเป็นแก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของท่านพ่อท่านแม่ แต่จู่ๆ ท่านแม่ก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดเจ้าเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ออกมา ยามนั้นจวนตระกูลเยี่ยคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อผู้ให้กำเนิดทั้งสองหันไปทุ่มเทเวลาดูแลทารกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกแย่งความรัก
นางในวัยเจ็ดขวบถึงขั้นร้องไห้โยเย อาละวาดพังข้าวของ และประท้วงอดอาหารเพื่อเรียกร้องความสนใจ นางเคยชี้หน้าด่าทารกน้อยในเปลว่า ‘เจ้าเด็กบ้า! เจ้ามาแย่งท่านพ่อท่านแม่ไปจากข้า!’
ความใจแคบและเห็นแก่ตัวของนางเด่นชัดมาตั้งแต่เยาว์วัย และความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาวกับน้องชายก็เหินห่างตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นางไม่เคยทำตัวเป็นพี่สาวที่ดี มีแต่คอยกลั่นแกล้งและแย่งของเล่นน้องชาย
แม้จะถูกพี่สาวกลั่นแกล้งสารพัดมาโดยตลอด แต่สายตาที่เด็กคนนี้ใช้มองนาง กลับไม่เคยมีแววโกรธเคืองเลยสักครั้ง
ความใจแคบและดื้อรั้นของนางในตอนนั้น จึงทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เกิดความรู้สึกผิดและตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ด้วยความกลัวว่าบุตรสาวคนโตจะคิดสั้นหรือกลายเป็นเด็กมีปมด้อย เยี่ยฟางโฉวและเยี่ยซือฉีจึงเลือกที่จะตามใจและโอ๋บุตรสาวคนโตมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า ไม่ว่านางอยากได้สิ่งใดพวกเขาก็จะหามาให้ ทั้งขนมและของเล่นทุกอย่างต้องตกเป็นของนางก่อนเสมอ ส่วนเยี่ยจิ้งเหวินผู้เป็นน้องชาย กลับถูกท่านพ่อเข้มงวดกวดขันอย่างหนักตั้งแต่เขาเริ่มอ่านออกเขียนได้
ยามที่เยี่ยจิ้งเหวินคัดอักษรผิดเพียงตัวเดียว เขาจะถูกท่านพ่อตีฝ่ามือด้วยไม้เรียวและสั่งให้คัดใหม่เป็นร้อยรอบ แต่หากเป็นเยี่ยลู่ซือต่อให้นางแอบหนีไปเที่ยวนอกจวน ท่านพ่อทำมากสุดก็แค่บ่นให้นางฟังครึ่งชั่วยามเท่านั้น
ในขณะที่เยี่ยลู่ซือเติบโตมาเป็นสตรีสมองทึบ วันๆ คิดแต่เรื่องแต่งกายงดงามและวิ่งตามบุรุษ เยี่ยจิ้งเหวินกลับเติบโตมาเป็นอัจฉริยะตัวน้อย เขาเป็นคนพูดน้อยต่อยหนัก เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ท่องตำราทั้งเล่มได้ภายในวันเดียว และสอบผ่านขั้นต้นของสำนักศึกษาหลวงด้วยคะแนนเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่อายุยังน้อย ช่างแตกต่างจากพี่สาวที่ไม่เอาไหนผู้นี้ราวฟ้ากับเหว
