ตอนที่ 3 ท่าทีที่เปลี่ยนไป
ตอนที่ 3 ท่าทีที่เปลี่ยนไป
เมื่อเตรียมใจได้ระดับหนึ่ง นางจึงยอมเดินตามอาเป่าไปยังเรือนหลัก ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าใกล้ห้องโถงเรือนรับรอง หัวใจของนางเต้นรัวเหมือนกลองรบ นางหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสะกดอารมณ์ ก่อนจะก้าวเข้าไปในห้อง
บุรุษในชุดสีดำปักลายมังกรสี่เล็บสีเงินนั่งอยู่เก้าอี้ตัวกลางอย่างสง่างาม ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปหยกสลักของเขายังคงดูดีจนน่าใจหาย แต่สำหรับเยี่ยลู่ซือในยามนี้แล้ว ใบหน้านี้คือปีศาจ
“ซือเอ๋อร์มาพอดี ถวายพระพรท่านอ๋องเก้าเสียสิลูก” เสียงของเยี่ยฟางโฉวบิดาของนางดังขึ้น
เยี่ยลู่ซือก้มหน้าต่ำ ย่อกายลงอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันเยี่ยลู่ซือ ถวายพระพรท่านอ๋องเก้าเพคะ”
เยี่ยซือฉีที่นั่งยิ้มอยู่ข้างสามี ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรสาวสวมชุดสีจืดชืดและมีท่าทางเซื่องซึมผิดปกติ
“ซือเอ๋อร์ลูกเป็นอะไรไป ทำไมหน้าตาดูซีดเซียวเช่นนั้น” เยี่ยซือฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล
ตี้ฉิงเทียนปรายตามองสตรีที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องโถงรับรองด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่าในส่วนลึกของดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับแฝงแววพินิจ ปกติแล้วยามที่เยี่ยลู่ซือพบหน้าเขา นางมักจะแต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงสดหรือสีสันฉูดฉาดสะดุดตา ประทินโฉมจนงดงามหยาดเยิ้ม เครื่องประดับเต็มศีรษะ และมักจะหาข้ออ้างขยับกายเข้ามานั่งใกล้ชิด ส่งสายตาหวานเชื่อมเปิดเผยความในใจอย่างไม่คิดปิดบัง
ทว่าในวันนี้... นางกลับสวมเพียงชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ไร้ซึ่งเครื่องประดับทองหยองระย้า มีเพียงปิ่นหยกขาวเรียบๆ ปักรั้งมวยผมไว้กึ่งกลาง ใบหน้าของนางซีดเซียวไร้สีเลือด ดั่งคนเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก และที่แปลกไปมากกว่านั้นคือ... นางเอาแต่ก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเอง ร่างกายบอบบางบิดน้อยๆ คล้ายพยายามจะหดตัวให้เล็กที่สุดเพื่อหลบซ่อนจากสายตาของเขา
"คุณหนูใหญ่เยี่ยไม่ต้องมากพิธีลุกขึ้นเถิด" น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของตี้ฉิงเทียนเอ่ยขึ้น
น้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ระลอกคลื่นนั้นทำเอาเยี่ยลู่ซือสะดุ้งเล็กน้อย
"ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง" เยี่ยลู่ซือรีบก้มหน้าตอบ รับคำแล้วจึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า นางพยายามบังคับสองขามิให้สั่นเทา ก่อนจะขยับกายไปนั่งยังเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวที่อยู่ห่างจากอ๋องเก้ามากที่สุด ท่าทางระแวดระวังและจงใจรักษาระยะห่างอย่างเด่นชัดนั้น ตกอยู่ในสายตาของทุกคนในห้องโถง โดยเฉพาะบิดาของนาง
เยี่ยฟางโฉวขมวดคิ้วมุ่นด้วยความประหลาดใจ ปกติบุตรสาวคนโตผู้นี้แทบจะวิ่งเข้าใส่ตี้ฉิงเทียนทุกครั้งที่มีโอกาส เหตุใดวันนี้จึงไปนั่งไกลลิบถึงเพียงนั้น แต่เขาเลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้แล้วหันไปเอ่ยพาทีกับแขกผู้สูงศักดิ์ต่อ
"เรียนท่านอ๋องเก้า เรื่องเสบียงทหารที่จะจัดส่งไปยังชายแดนทางเหนือนั้น กระหม่อมได้ตรวจสอบบัญชีและจัดเตรียมความพร้อมร่วมกับกรมพระคลังเสร็จสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าไม่เกินห้าวัน ขบวนขนส่งจะสามารถออกเดินทางได้"
"อืม ท่านอัครเสนาบดีทำงานรอบคอบ ข้าไหว้วานย่อมวางใจ" ตี้ฉิงเทียนพยักหน้ารับ ทว่าสายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกลับปรายไปทางเยี่ยลู่ซืออีกคราหนึ่ง
ในขณะที่บุรุษทั้งสองกำลังสนทนาเรื่องราชการแผ่นดิน เยี่ยลู่ซือกลับรู้สึกเหมือนตนเองกำลังนั่งอยู่บนเบาะเข็ม เวลาที่ผ่านไปช่างยาวนานราวกับเป็นปี กลิ่นอายกดดันอันทรงพลังและเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากร่างของตี้ฉิงเทียนทำให้นางรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
เยี่ยลู่ซือยกมือขึ้นกุมหน้าอกเบาๆ หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
‘ข้าต้องออกไปจากที่นี่... ข้าไม่อยากอยู่ร่วมห้องกับปีศาจตนนี้อีกแล้ว!’ นางร่ำร้องในใจ
เมื่อสบโอกาสที่บิดากำลังคลี่ม้วนฎีกาให้ตี้ฉิงเทียนดู เยี่ยลู่ซือจึงใช้จังหวะนั้นลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ ย่อกายลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบาเพื่อขอตัว
"ท่านพ่อ... ลูกรู้สึกปวดหัวลูกขอกลับไปพักผ่อนที่เรือนหลังก่อนนะเจ้าคะ"
เยี่ยฟางโฉวเงยหน้าขึ้นจากม้วนกระดาษ เห็นสีหน้าของบุตรสาวซีดเผือดราวกับกระดาษขาวก็บังเกิดความกังวลใจ "หน้าเจ้าซีดมากจริง ๆ เช่นนั้นรีบกลับไปพักผ่อนเถิด อาเป่า! รีบเข้ามาประคองคุณหนูใหญ่กลับเรือน แล้วไปตามท่านหมอมาตรวจดูอาการด้วย"
"เจ้าค่ะนายท่าน" อาเป่าที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบก้าวเข้ามาประคองแขนเยี่ยลู่ซือทันที
"หม่อมฉันทูลลาเพคะ..." เยี่ยลู่ซือเอ่ยคำลาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของตี้ฉิงเทียน นางหมุนกายกลับและรีบก้าวเท้าออกจากโถงรับรองด้วยความรวดเร็ว ราวกับว่าหากชักช้ากว่านี้อีกเพียงก้าวเดียว นางจะถูกอสูรร้ายลุกขึ้นมาหักคอ
ตี้ฉิงเทียนจ้องมองแผ่นหลังบางในชุดสีฟ้าอ่อนที่เดินกึ่งวิ่งจากไปด้วยสายตาที่อยากจะคาดเดา ความระแวงแล่นพล่านขึ้นมาในใจ บุตรสาวคนโตของอัครเสนาบดีผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดื้อรั้นและตื้อไม่เลิกรา บัดนี้กลับปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นโรคระบาดร้ายแรงที่ต้องรีบหนีห่าง แววตาที่นางเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนหน้านี้... มันไม่ใช่สายตาของความรักหรือลุ่มหลงอย่างที่เคยเป็น
แต่มันคือความหวาดกลัว... ความหวาดกลัวอย่างที่สุด ราวกับนางกำลังมองมือสังหารที่พร้อมจะปลิดชีวิตนางได้ทุกเมื่อ
‘เยี่ยลู่ซือ... เจ้ากำลังเล่นละครฉากใดอยู่กันแน่?’ อ๋องเก้าคิดในใจ พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทีเรียบเฉย ทว่าแววตากลับมืดครึ้มลงหลายส่วน
หลังจากพาตัวเองหลุดพ้นมาจากเรือนรับรองได้ เยี่ยลู่ซือก็แทบจะทรุดฮวบลงกับพื้นหญ้า ดีที่อาเป่าช่วยประคองร่างของนางไว้ได้ทัน นางหอบหายใจรัวเร็ว ปล่อยให้น้ำตาที่อัดอั้นไว้ไหลรินลงมาอาบสองแก้ม ร่างกายยังคงสั่นสะท้านไม่หาย
"คุณหนู! คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดจึงร้องไห้เช่นนี้?!" อาเป่าร้องถามด้วยความตกใจ พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าคอยซับน้ำตาให้เจ้านาย
"ข้า... ข้าไม่เป็นไรอาเป่า ข้าเพียงแค่เหนื่อย" เยี่ยลู่ซือเอ่ยเสียงสั่นเครือ
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักส่วนตัวที่เงียบสงบ เยี่ยลู่ซือก็รีบสั่งให้อาเป่าออกไป นางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงจนมิดหัว ร่างกายเล็กลีบคุดคู้คู้สั่นเทาอยู่ภายใต้ความมืดมิดของผ้าผืนหนา
ความอบอุ่นของผ้าห่มค่อยๆ ทำให้สติของนางกลับคืนมาอย่างช้าๆ นางเริ่มทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
‘ข้าย้อนเวลากลับมาจริงๆ สินะ...’
ในชาติที่แล้ว วันนี้นางสวมชุดสีชมพูกลีบบัว ออกไปดักพบตี้ฉิงเทียนที่หน้าจวน และพยายามยัดเยียดถุงหอมที่นางปักเองให้เขา ทว่าเขากลับรับมันไปแล้วโยนทิ้งลงบนพื้นต่อหน้าต่อตานางและชาวบ้านเดินผ่านไปผ่ามาอย่างไม่ใยดี ทำให้นางอับอายและเจ็บช้ำน้ำใจ จนเกิดความคิดชั่ววูบและบวกความอยากเอาชนะ เพราะคุณหนูใหญ่อย่างนางอยากได้อะไรแล้วก็จะต้องได้ สองวันต่อมานางจึงตัดสินใจลอบเข้าจวนเขาเพื่อวางยาปลุกกำหนัด เขา หวังจะใช้ร่างกายผูกมัดเขาไว้ตลอดไป เพราะนางมั่นใจว่าสักวันนางจะทำให้เขารักนางให้ได้
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความตายที่น่าอดสูแทน
เยี่ยลู่ซือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาที่ชุ่มชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว ในเมื่อชาตินี้นางได้รับโอกาสครั้งที่สองจากสวรรค์ นางจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยเดิมเด็ดขาด!
"ความรักอันใดกัน? บุรุษหน้าหยกหัวใจทมิฬผู้นั้น ข้าขอยกให้สตรีอื่นเถิด ชาตินี้เยี่ยลู่ซือคนนี้จะขอลาขาดจากท่าน!" นางพึมพำกับตัวเองใต้ผ้าห่ม
เป้าหมายสูงสุดของนางในชาตินี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการรักษาชีวิตอันน้อยๆ นี้ไว้ และในเมื่อนางเป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลอัครเสนาบดี มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ มีบิดามารดาคอยรักใคร่ตามใจ เหตุใดนางต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยการวิ่งตามบุรุษไร้ใจผู้นั้นด้วยเล่า? สู้ใช้ชีวิตเป็นคุณหนูเจ้าสำราญ เกียจคร้านไปวันๆ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในจวนไม่ดีกว่าหรือ?
“ใช่แล้ว! ต่อจากนี้ไป ข้าจะทำตัวเป็นปลาเค็มที่วันๆ ไม่ทำสิ่งใด นอกจากนอนนิ่งๆ และใช้เงิน!”
