ตอนที่ 2 ความจริงหรือความฝัน
ตอนที่ 2 ความจริงหรือความฝัน
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
เยี่ยลู่ซือสะดุ้งสุดตัว ร่างบางโงนเงนอยู่บนเตียงไม้แกะสลักหลังงาม เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม นางรีบยกมือขึ้นลูบลำคอของตนเองด้วยความตื่นตระหนก
“ยังไม่ตาย... ข้ายังไม่ตายหรือ?” นางพึมพำด้วยน้ำเสียแหบพร่า ก่อนจะรีบก้มลงสำรวจร่างกายตนเองด้วยมือที่สั่นเทา
ภาพสุดท้ายที่นางจำได้คือใบหน้าเหี้ยมเกรียมและสายตาชิงชังของตี้ฉิงเทียนที่บีบคอนางจนตายคามือ
แววตาที่สั่นระริกด้วยความกลัวเริ่มกวาดมองไปรอบกาย ภายในห้องนอนที่คุ้นตา ผ้าม่านมุ้งสีหวานที่พริ้วไหวตามแรงลม และกลิ่นอายของเครื่องหอมชั้นดีที่อบร่ำไว้ในเรือน นี่คือห้องนอนของนางเองมิใช่จวนอ๋องเก้า
ร่างบางค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากเตียง ขาของนางอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ นางเดินตรงไปยังกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ภาพที่สะท้อนกลับมาคือดรุณีแรกรุ่นผู้มีใบหน้างดงามล่มเมือง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดไม่มีแม้แต่รอยช้ำแดงหรือรอยกัดที่น่ากลัวเหล่านั้น
“ข้ายังไม่ตาย... หรือว่าเรื่องทั้งหมดนั่นจะเป็นเพียงความฝัน?”
นางพึมพำกับตัวเอง แต่ความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและความทรมานตอนที่ลมหายใจขาดห้วงนั้น มันสมจริงและแจ่มชัดเกินกว่าจะเป็นแค่ฝันร้าย โดยเฉพาะสายตาชิงชังของเขาที่มองนางราวกับมองสิ่งของสกปรก ขณะที่นางกำลังจะสิ้นใจมันช่างหนาวเหน็บและน่ากลัวจนกัดกินเข้าไปถึงจิตวิญญาณของนาง
'หากมันเป็นเพียงความฝัน เหตุใดหัวใจของนางถึงได้เจ็บปวดเจียนจนแตกสลายเช่นนี้เล่า?' นางยกมือทาบหน้าอกฝั่งซ้าย
แอ๊ด!
เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของอาเป่า สาวใช้คนสนิทที่เดินเข้ามาพร้อมกับอ่างน้ำล้างหน้า ใบหน้าของอาเป่าประดับด้วยรอยยิ้มสดใสและท่าทางดูรีบร้อนผิดปกติ
“คุณหนู! ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ? โถ... บ่าวว่าจะเข้ามาปลุกพอดี วันนี้ท่านอ๋องเก้าจะเสด็จมาเยือนจวนเรา คุณหนูต้องรีบแต่งตัวนะเจ้าคะ”
คำบอกเล่าของสาวใช้คนสนิทราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของเยี่ยลู่ซือ ร่างทั้งร่างแข็งค้างทันที
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?!”
เยี่ยลู่ซือรู้สึกเหมือนเลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง ความทรงจำเกี่ยวกับความฝันที่เหมือนจริงจนน่าขนลุกซ้อนทับลงบนคำพูดของอาเป่าทันที ในฝันนั้น... ก่อนที่นางจะตัดสินใจปลอมตัวเข้าจวนอ๋องเก้าเพื่อวางยาเขา ก็คือวันที่ตี้ฉิงเทียนเดินทางมาพบบิดาของนางที่จวนในวันนี้
นี่ไม่ใช่ความฝัน... แต่นางย้อนเวลากลับมา!
“คุณหนูเจ้าคะ? เป็นอะไรไปหรือทำไมหน้าซีดเช่นนี้” อาเป่ารีบวางอ่างน้ำลงแล้วเข้ามาประคองแขนเจ้านาย “หรือว่าเมื่อคืนนอนไม่พอ? แต่จะช้าไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ บ่าวเตรียมชุดสีชมพูกลีบบัวที่ท่านสั่งตัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว รับรองว่าถ้าท่านอ๋องเห็นคุณหนูในชุดนี้จะต้องตะลึงความงามของคุณหนูจนละสายตาไม่ได้แน่เจ้าคะ”
เยี่ยลู่ซือมองชุดสีชมพูหวานฉ่ำที่วางพาดอยู่บนราวไม้ด้วยสายตาว่างเปล่า ในอดีตหรือในฝันที่แสนทรมานนั้น นางแทบจะกระโดดโลดเต้น รีบให้อาเป่าประทินโฉมจนงดงามที่สุดเพื่อไปดักรอพบเขาที่หน้าประตูจวน
แต่ตอนนี้...ทันทีที่นึกถึงภาพใบหน้าเหี้ยมเกรียมของตี้ฉิงเทียนขณะที่เขากำลังบีบคอนางตอนร่วมรัก ร่างกายของนางก็สั่นสะท้านด้วยความกลัว ทำให้นางคิดได้แล้วว่าคนสารเลวผู้นั้นนางไม่ควรเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
“เอาชุดนั่นไปทิ้งซะ!” เยี่ยลู่ซือเค้นเสียงบอก
“อะไรนะเจ้าคะ?” อาเป่าทำหน้าเหลอหลา “แต่คุณหนูชุดนี้มันแพงมากเลยนะ...”
“ข้าบอกให้เอาไปทิ้งอย่างไรเล่า!” เยี่ยลู่ซือตวาดเสียงแข็งจนอาเป่าสะดุ้ง “แล้วก็ไม่ต้องเตรียมชุดใหม่อะไรทั้งนั้น ข้าจะไม่ไปไหนทั้งสิ้น วันนี้ข้าปวดหัว... ข้าจะนอน!”
เมื่อสิ้นเสียงตวาด อาเป่าที่แม้จะงุนงงแต่ก็หวาดกลัวอารมณ์ของคุณหนูใหญ่ผู้เอาแต่ใจ จึงรีบหอบชุดสีชมพูที่ตนเตรียมไว้ออกไปจากห้องทันที
เยี่ยลู่ซือทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ก่อนจะยกมือที่สั่นเทาขึ้นกุมใบหน้า น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านร่องนิ้ว นางจำสัมผัสสุดท้ายก่อนตายได้ดี ผู้ชายที่นางทุ่มเทหัวใจให้กลับมอบจุดจบที่น่าอนาถที่สุดให้นาง
‘ตี้ฉิงเทียน...ท่านมันคนโรคจิต! ชาตินี้ข้าจะไม่ยอมตายคามือท่านอีกเด็ดขาด!’’ นางคิดในใจด้วยความเคียดแค้นกึ่งหวาดกลัว
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบสาย บ่าวไพร่ต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมสถานที่รับรองแขกผู้สูงศักดิ์ ตี้ฉิงเทียนหรืออ๋องเก้า คือพระอนุชาที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุด พ่วงด้วยตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจทหารครึ่งค่อนแผ่นดิน ชื่อเสียงด้านความเก่งกาจของเขาพอๆ กับความอำมหิตในสนามรบ
เยี่ยลู่ซือในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ผิดจากปกติที่นางมักจะสวมใส่สีฉูดฉาดเพื่อให้ตัวเองดูโดดเด่นเสมอถึงแม้วันนั้นจะอยู่ในจวนซะส่วนใหญ่ นางพยายามหลบตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ยอมก้าวเท้าออกไปทางเรือนรับรองแขกอย่างที่เคยทำ
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้คนมาตามเจ้าค่ะ บอกว่าท่านอ๋องเสด็จมาถึงแล้ว และอยากให้คุณหนูออกไปร่วมดื่มน้ำชาด้วย” อาเป่าเดินเข้ามารายงานด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ หลังจากเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของเจ้านายสาว
เยี่ยลู่ซือมือสั่นกุมขอบถ้วยชาแน่น “ข้า... ข้าไม่สบาย บอกท่านพ่อว่าข้าปวดหัว”
“แต่นายท่านกำชับมาว่าอย่างไรก็ต้องไป เพราะท่านอ๋องนำของพระราชทานมาให้ตระกูลเราด้วย หากไม่ไปจะดูเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่งนะเจ้าคะ”
เยี่ยลู่ซือเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าอำนาจของตี้ฉิงเทียนนั้นล้นฟ้า บิดาของนางแม้จะเป็นถึงอัครเสนาบดีก็ยังต้องเกรงใจเขาหลายส่วน การไม่ออกไปต้อนรับเขาอาจส่งผลเสียต่อตระกูล
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แค่นางทำตัวให้ปกติที่สุด ไม่มองหน้าเขา ไม่เข้าไปใกล้เขาคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในชาตินี้ ตี้ฉิงเทียนยังไม่ได้เกลียดนางเข้ากระดูกดำเหมือนในชาติที่แล้ว เพราะเหตุการณ์วางยายังไม่เกิดขึ้น แต่ความเย็นชาที่เขามีต่อนางนั้นเป็นของจริงมาแต่ไหนแต่ไร การที่นางไม่โผล่หัวไปให้เขาเห็นหน้า คงเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุดอยู่แล้ว
